นักหมากล้อมมืออาชีพคนหนึ่งเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามหยางหลิว เขาคนนี้อยู่ในระดับ 4ดั้งของวงการหมากล้อมอาชีพของจีน เช่นเดียวกับหวงจิงเคอที่แข่งกับหยางหลิวไปเมื่อก่อนหน้านี้
หยางหลิวเล่นหมากล้อมกับมืออาชีพอีกครั้ง ทว่าในครั้งก่อนหยางหลิวได้แสดงฝีมือที่แท้จริงออกมาแล้ว ดังนั้นฝ่ายตรงข้ามจึงไม่คิดจะออมมือให้ และเลือกวิธีเล่นอย่างเสมอกันแทน
โดยพวกเขาจะทำการเลือกหมาก จากวิธีทายหมากของอีกฝ่าย ซึ่งวิธีนี้ก็ไม่นับว่ายากเกินเข้าใจ เพียงแค่ให้คนหนึ่งคนกำเม็ดหมากล้อมจำนวนเท่าใดก็ได้ และให้คนอีกคนหนึ่งทายหมากของอีกฝ่ายว่าเป็นจำนวนคู่ หรือคี่ โดยหยิบเม็ดหมากล้อมขึ้นมา 1 หรือ 2 เม็ด
ความหมายของหมากการทายด้วยหมากหนึ่งเม็ดก็คือ การทายว่าจำนวนหมากของฝ่ายตรงข้ามเป็นจำนวนคี่
และในทำนองเดียวกัน ความหมายของการทายด้วยหมากสองเม็ดก็คือ การทายว่าจำนวนหมากของฝ่ายตรงข้ามเป็นเลขคู่
ถ้าคนที่ทายหมากทายถูก คน ๆ นั้นจะมีสิทธิ์เลือกว่าจะเล่นหมากดำ หรือหมากขาว
ความได้เปรียบของหมากดำก็อย่างที่ทราบกันก็คือ หมากดำจะได้เริ่มเล่นเกมก่อน ซึ่งการได้เริ่มเล่นก่อนก็สามารถเลือกที่จะโจมตี หรือป้องกันก็ได้ อีกทั้งยังถือว่าได้เปรียบกว่าหมากขาวมาก
ดังนั้นหมากขาวจะได้คะแนนชดเชยจากการเริ่มเกมทีหลัง ซึ่งคะแนนนี้จะทำให้แต่ละฝ่ายมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น
และในครั้งนี้หยางหลิวกำลังทายหมากของอีกฝ่าย ทว่าโชคไม่ค่อยดีนัก หยางหลิวทายหมากผิดไป เขาเลือกทายว่าอีกฝ่ายกำหมากเป็นจำนวนคู่ ทว่าฝ่ายตรงข้ามกับถือเม็ดหมากแค่เจ็ดหมาก
ดังนั้นในครั้งนี้อีกฝ่ายจึงมีสิทธิ์ที่จะได้เลือกเล่น ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเล่นสีดำ ทำให้หยางหลิวจึงได้เล่นสีขาวแทน
แต่ถึงครั้งนี้หยางหลิวจะไม่ได้เล่นหมากดำเหมือนครั้งก่อนก็ตาม รูปแบบเกมของเขาก็ยังคงไว้ซึ่งลักษณะเดิม
ตอนต้นเกมดูสะเปะสะปะ เหมือนกับว่าไม่มีเหตุผลใด ๆ มารองรับ เหมือนว่าแค่อยากจะเดินตำแหน่งไหนก็เดินไป แต่หลังจากนั้นไม่นานเกมก็เริ่มเข้มข้นมากขึ้น และรูปแบบหมากก็เริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างน่าประหลาดใจ
พอตัวหมากของหยางหลิวมั่นคง รูปแบบหมากเองก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถกดดันหยางหลิวได้แม้แต่น้อย จนในที่สุดเขาก็เริ่มเป็นฝ่ายถูกกดดันแทน และนั่นก็เป็นจุดที่เขาให้หยางหลิวช่วงชิงพื้นที่กลับคืนมาเป็นของตน
ยิ่งพวกเขาเห็นทักษะการเล่นหมากล้อมของหยางหลิวก็ล้วนแล้วแต่ทึ่งอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะมีเด็กจำนวนมากที่เล่นหมากล้อมมานาน มีฝีมือที่หาตัวจับได้ยาก และเข้าสู่วงการหมากล้อมอาชีพได้อย่างรวดเร็วแต่พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะตกใจกับเจอเด็กที่มากความสามารถขนาดนี้
นอกจากความสามารถที่เหนือความคาดหมายแล้ว การเล่นเร็วของหยางหลิวก็เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่า เขาใช้เวลาในการคิด และเดินไม่ถึงสามวินาทีเท่านั้น แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น หยางหลิวก็ยังคงเอาชนะได้อีกครั้ง แม้จะไม่ชนะขาดลอย แต่เขาก็ยังชนะถึงหกแต้มครึ่งเลยทีเดียว
นักหมากล้อมมืออาชีพที่นั่งตรงหน้ารู้สึกเสียดายไม่น้อย เขาคิดไว้ว่าเกมนี้ชัยชนะต้องตกเป็นของเขาแน่ คาดไม่ถึงว่าแม้จะพยายามรักษาพื้นที่อย่างดีที่สุดแล้ว แต่มันก็ไม่เพียงพอต่อชัยชนะ
เวลานี้หยางหลิวจัดการมืออาชีพไปแล้วถึง 2คน !
ถ้านับอดีตนักหมากล้อมอย่างฟ่งยู่เข้าไปก็เป็น 3คน !
แต่นั่นยังไม่พอ ยังมีคนเชื่อว่าฝีมือหยางหลิวยังไม่เข้าขั้นขนาดนั้น โดยเฉพาะตาก่อนหน้านี้ อย่างหลิวได้แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนบางอย่าง เมื่อเล่นหมากสีขาว
ดังนั้นเขาจึงมาลองเล่นกับหยางหลิวในเกมต่อมา
เขาได้เล่นหมากดำ หยางหลิวได้เล่นหมากขาว
ทว่าผลลัพธ์มันไม่แตกต่างไปจากเกมก่อน อีกทั้งคะแนนที่หยางหลิวเอาชนะได้ยังมากกว่ารอบที่แล้วอีก หยางหลิวเอาชนะฝ่ายตรงข้ามไปถึงสิบสองแต้มครึ่ง !
นอกจากคนนี้ที่สงสัยในฝีมือของหยางหลิว ยังมีอีกหลายคนที่สงสัยในฝีมือของหยางหลิวเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงท้าแข่งเล่นกับหยางหลิวด้วยเช่นกัน
4 กระดาน !6 กระดาน !8 กระดาน !10 กระดาน !หยางหลิวเอาชนะนักหมากล้อมมืออาชีพถึง 10 กระดาน !
หยางหลิวเอาชนะทุกคนที่ท้าแข่งกับเขา ไม่ว่าใครจะลองใช้กลยุทธ์แบบไหนเพื่อจัดการกับหยางหลิวก็ตาม ไม่ว่าจะเล่นกี่เกม สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับหยางหลิวทั้งหมด ประหนึ่งหยางหลิวที่กำลังเล่นอยู่คือเทพเซียนหมากล้อมมาจุติยังไงยังงั้น
คนที่กำลังมุงดูต่างมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการแข่งขันระหว่างเด็กหนุ่มกับมืออาชีพนี้น่าสนใจมากเกินไป จากการดูการแข่งของหยางหลิว และมืออาชีพ
พวกเขาก็ได้แต่ตกตะลึงกับความสามารถของเด็กหนุ่มที่เล่นหมากล้อมตรงหน้า
“ ฟ่งยู่ ! เด็กที่นายพามาเป็นใครกัน ? ”
“ นั่นสิ ฉันไม่เคยเห็นหมอนั่นมาก่อนเลย ”
“ ฉันล่ะยอมรับฝีมือของเด็กนั่นจริง ๆ ”
“ ตอนนี้เด็กนั่นอยู่ดั้งไหนแล้ว ? สงสัยฉันต้องไปติดตามซะแล้วสิ ”
เพื่อนของฟ่งยู่ต่างยิงคำถามเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง พวกเขารู้สึกว่าหยางหลิวเป็นเด็กที่เก่ง และมีพรสวรรค์มาก พวกเขาต้องการอยากจะรู้ว่าหยางหลิวเป็นใครกันแน่ ด้วยความสามารถของหยางหลิวที่สามารถโค่นล้มมืออาชีพนับสิบได้ แสดงว่าฝีมือต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และน่าจะเป็นมืออาชีพอีกด้วย
ทว่าเมื่อฟ่งยู่ได้ยินคำถามจากเพื่อน ๆ เขาทำเพียงส่ายหน้าปฏิเสธ ทำให้เพื่อนเขาหลายคนถึงกับประหลาดใจอย่างช่วยไม่ได้ ฝีมือระดับนี้ไม่ได้เป็นมืออาชีพ ? นี่มันแปลกเกินไปแล้ว !
แต่ก็มีบางคนคิดว่าหยางหลิวน่าจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวงการหมากล้อมมืออาชีพ พวกเขาจึงถามต่อไปอีกว่า
“ หรือจะเป็นมืออาชีพปีนี้ ? ”
“ ไม่ใช่หรอก ” ฟ่งยู่ตอบกลับไปพร้อมทั้งส่ายหัวเบา ๆ
“ หา !?? ไม่ใช่มืออาชีพปีนี้ ”
“ ไม่จริงใช่ไหม อายุพวกเราก็ปูนนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าแกล้อเล่นนะฟ่งยู่ ? ”
“ เจ้าหนู นายไม่ใช่มืออาชีพจริง ๆ ? ”
“ ฟ่งยู่พูดจริงหรือเปล่าเจ้าหนู ? ”
หลายคนต่างไม่เชื่อที่ฟ่งยู่พูด ดังนั้นพวกเขาจึงไปคาดคั้นกับหยางหลิวแทน
“ เป็นเรื่องจริงครับ ” ทว่าถึงจะหันไปถามหยางหลิว แต่คำตอบที่ได้รับก็เป็นเช่นเดิม หยางหลิวไม่เคยมีความคิดที่จะเป็นมืออาชีพอะไรทั้งนั้น แถมเพิ่งจะได้มาลองเล่นหมากล้อมจริงจังก็ตอนเจอฟ่งยู่เอง วันนี้เขามาที่นี่ก็แค่มาตามคำเชิญชวนของฟ่งยู่ บวกกับเขาอยากลองเล่น และทดสอบความสามารถด้านหมากล้อมเท่านั้น
นักหมากล้อมมืออาชีพที่พ่ายแพ้ต่อหยางหลิวพลันรู้สึกอับอายเล็กน้อย การแพ้คนนอกวงการถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างแย่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ในประเทศจีนมีคนจำนวนมาก และมีอีกหลายคนที่มีฝีมือด้านหมากล้อมสูง แต่กลับไม่ได้เข้ามาเป็นมืออาชีพ เพราะเหตุผลต่าง ๆ กันไป
ในขณะนั้นเอง มืออาชีพบางคนพลันคิดบางอย่างขึ้นมาเพื่อรักษาหน้าของตนเองได้ ถึงพวกเขาจะแพ้คนที่อยู่นอกวงการหมากล้อม แต่หยางหลิวก็เป็นคนที่มีฝีมือสูงมาก ถ้ายั้งงั้นทำไมไม่ชวนหยางหลิวมาเป็นนักหมากล้อมมืออาชีพเช่นเดียวกับพวกเขาล่ะ ?
ถ้าหยางหลิวกลายเป็นคนมีฝีมือ สามารถไต่ระดับไปดั้งที่สูงกว่า หรือคว้าแชมป์รายการสำคัญของหมากล้อมได้ พวกเขาก็จะสามารถรักษาหน้าของตัวเองได้ และถึงกับรู้สึกภูมิใจเล็ก ๆ ที่ไปเจอเด็กที่มีความสามารถขนาดนี้ และยังชักชวนเข้าสู่วงการหมากล้อมได้ !
ดังนั้นมืออาชีพบางคนต่างเข้ามาแนะนำ และพูดคุยกับหยางหลิวอย่างจริงจัง
จู่ ๆ ก็มีคนมาเชื้อเชิญหยางหลิวให้ไปลองคัดตัวเป็นมืออาชีพหมากล้อมเต็มไปหมด ทำให้หยางหลิวถึงกับตั้งตัวไม่ถูกที่เผชิญกับสถานการณ์ในตอนนี้
หยางหลิวยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการเป็นนักหมากล้อมมืออาชีพเท่าไหร่ ยิ่งช่วงนี้เขาไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไหร่นัก ทั้งเรื่องการทำอาหาร หรือหลังจากนั้นก็ต้องเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยปักกิ่งอีก ดังนั้นเขาจึงไม่มีเวลามาเล่นหมากล้อม หรือไปคัดตัวเลย
สุดท้ายหยางหลิวจึงตอบปฏิเสธไปอย่างสุภาพ ทำเอามืออาชีพหลายคนรู้สึกเสียดายกับความสามารถ และพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวหยางหลิว แม้แต่ฟ่งยู่ก็รู้สึกเสียดายไม่แพ้กัน
ทั้งแนวคิดในการเล่นหมากล้อม หรือรูปแบบการเล่นของหยางหลิวถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่อีกต่างหาก พวกเขากำลังคิดว่าบางทีหยางหลิวอาจจะเป็นหนึ่งในคนที่จะบุกเบิกการเล่นหมากล้อมจีนแบบใหม่ก็ได้ แต่การที่หยางหลิวตอบปฏิเสธไปแบบนี้ความคาดหวังของพวกเขาก็ดับสลายไปทันที
ฟ่งยู่เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว จึงชวนหยางหลิวให้กลับ
หยางหลิวตกลง จากนั้นเขาก็ไปลาเพื่อนของฟ่งยู่
...
ตั้งแต่วันนั้นหยางหลิวก็ถูกชักชวนให้ไปเล่นที่สมาคมหมากล้อมหลงหยานทุกวัน ลุงโจวเองก็เกรงใจนักชิมฟ่งยู่ อีกทั้งรู้สึกขอบคุณเขามากด้วย ไม่เช่นนั้นร้านของเขาคงไม่มีชื่อเสียงถึงขนาดนี้ ดังนั้นลุงโจวจึงอนุญาตให้หยางหลิวเป็นกรณีพิเศษอีกครั้ง
ในวันที่ 7 กรกฎาคม ก็เช่นกัน หยางหลิวก็ยังคงมาที่สมาคมหมากล้อมหลงหยาน เขากับพวกเพื่อนของฟ่งยู่ต่างพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ราวกับเป็นเพื่อนต่างวัยของกันและกัน
หยางหลิวเล่นมากล้อมเกือบแปดชั่วโมงต่อวัน ทว่าถึงแม้จะพยายามเล่นมากมายขนาดนั้น ค่าประสบการณ์หมากล้อมของหยางหลิวกลับเพิ่มขึ้นนิดเดียวเท่านั้น
ตอนนี้ค่าประสบการณ์หมากล้อมเท่ากับ 88.97 %
นี่นับว่าเพิ่มขึ้นมาน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับตอนที่หยางหลิวซื้อทักษะย่อยมาใช้โดยตรง
ทว่าหยางหลิวกลับรู้สึกพึงพอใจกับฝีมือของเขาในตอนนี้พอสมควร เนื่องจากเขาคิดว่าการใช้เงินหลักหมื่นมาซื้อทักษะย่อยแบบนี้อาจจะเป็นการไร้ค่าไปเสียหน่อย เพราะเขาเองยังไม่ได้สนใจด้านนี้มากเท่าไหร่ และยังไม่มีความคิดที่จะเป็นมืออาชีพอีกด้วย รวมทั้งเขาไม่ได้มีเงินมากมายขนาดที่ว่าจะซื้ออะไรก็ซื้อ ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังใด ๆ
ดังนั้นในครั้งนี้หยางหลิวจึงไม่ใช้เงินหนึ่งหมื่นหยวนเพื่อซื้อทักษะย่อย แต่เขาคิดว่าจะค่อย ๆ ฝึกเล่นไปจะดีกว่า ยังไงซะค่าประสบการณ์ก็สามารถเพิ่มขึ้นเองได้อยู่ แม้จะต่ำเตี้ยเรี่ยดินไปหน่อยก็ตาม
หลังจากหยางหลิวเล่นหมากล้อมถึงช่วงห้าโมงเย็น หยางหลิวจึงขอกลับไปก่อนเนื่องจากวันนี้เขาต้องไปที่ ๆ หนึ่ง นั่นก็คือร้านเทียนเหมิน
เพราะในวันนี้การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของการประลองจะเริ่มขึ้นแล้ว