บทที่ 17 อย่าเกลี้ยกล่อมให้ผู้อื่นทำความดี
“สวี่ซานอิน!”
เมื่อเห็นสวี่ซานอินเงียบเป็เวลานาน เซวียฉางซานคิดว่าอีกฝ่ายรู้สึกผิด ไม่กล้าตอบคำถามของเขา ดังนั้นเขาจึงยิ่งมั่นใจว่าสวี่ซานอินแอบออกอุบายลับหลัง
“โวยวายอะไรของเ้า! ข้าบอกเ้าไปแล้วว่าไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไร เป็เพราะตัวเขาเองที่เก่งกาจ” สวี่ซานอินหรี่ตามองเซวียฉางซานด้วยความโมโห
เมื่อการประลองจบลง จะต้องสอบสวนเ้าหนูผู้นี้ให้ดี
หากพิจารณาตามความเร็วในการฝึกฝนปกติ การจะทะลวงขั้นเล็ก ๆ หนึ่งขั้นต้องใช้เวลาสองถึงสามปี สำหรับร่างิญญาไร้ค่านั้นก็นับว่าเร็วแล้ว ดังนั้นเ้าสัตว์ประหลาดน้อยผู้นี้ต้องมีบางสิ่งที่ปิดบังเขาไว้แน่
“อาจารย์ สถานการณ์กำลังจะพลิกผัน”
เหลิ่งเยว่เดินไปข้างกายสวี่ซานอิน พลางกล่าวเสียงต่ำ
“มิน่าล่ะถึงกล้าเดิมพันตนเอง ที่แท้ก็มีความมั่นใจอยู่นี่เอง ข้าดูแคลนเ้าตัวน้อยผู้นี้เกินไปแล้ว”
“อืม” สวี่ซานอินพยักหน้า ในใจเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
ก่อนหน้านี้ซูฝานมิใช่คู่ต่อสู้ของสวีเจียวเจียวจริง ๆ ทว่ายามนี้ ด้วยพลังบำเพ็ญที่ก้าวะโแล้ว ก็มีพลังมากพอที่จะบดขยี้สวีเจียวเจียวได้
“ฮ่า ๆ เซวียฉางซาน! รีบไปเตรียมโอสถหวงหลงให้ข้าบัดเดี๋ยวนี้” สวี่ซานอินสรวลเสเสียงดัง
แต่เดิมเขามิได้คาดหวังอะไรมากนัก เพียงแค่ไม่แพ้อย่างย่อยยับก็พอแล้ว ทว่าไม่คิดเลยว่าเ้าหนูคนนี้จะทำให้เขาประหลาดใจได้ถึงเพียงนี้
สวี่ซานอินมองดูซูฝานที่อยู่บนสนามประลอง ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกถูกชะตาขึ้นมามากขนาดนี้
เซวียฉางซานสีหน้าเคร่งขรึมดั่งผืนน้ำ ตวาดขึ้นว่า “สวีเจียวเจียว เ้ายังมีไม้ตายอีก จงเชื่อมั่นในตัวเอง เ้าต้องไม่แพ้มันแน่นอน!”
สวีเจียวเจียวที่กำลังท้อแท้ เมื่อได้ยินคำพูดของเซวียฉางซาน ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ถูกต้องแล้ว!
นางยังมีไม้ตายอีกอย่าง
“ซูฝาน ข้าไม่มีทางแพ้คนที่เป็เพียงร่างิญญาไร้ค่าเช่นเ้าหรอก!”
นางคำรามด้วยความโกรธ ยกแขนขึ้น ปราณิญญาอัคคีรวมตัวที่ปลายนิ้วชี้
“ข้าได้บรรลุแก่นแท้ของวิชาองคุลีัผงาดแล้ว”
“ส่วนเ้า ด้วยพร์อันน่าสมเพชของเ้า ข้าคาดว่าผู้าุโสวี่คงมิได้ถ่ายทอดวิชาองคุลีัผงาดให้เ้าหรอกกระมัง!”
“ถึงจะถ่ายทอดให้เ้าไป ครึ่งเดือนเ้าก็ไม่มีทางเข้าใจได้ เสียเวลาเปล่าโดยแท้”
“ไปตายซะ!”
พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้น ปราณิญญาอัคคีก็พุ่งทะยานออกมา ราวกับัเพลิงมหึมา พุ่งเข้าใส่ซูฝานอย่างบ้าคลั่ง
แรงกดดันนี้ช่างรุนแรงยิ่งนัก!
“เ้าฉลาดไม่น้อยทีเดียว คิดได้ถึงเพียงนี้”
“แต่น่าเสียดาย ภายหลังมารเฒ่าผู้นั้นกลับสำนึกได้ จึงถ่ายทอดกระบวนท่าองคุลีัผงาดให้แก่ข้าแล้ว”
ซูฝานแยกเขี้ยว
สีหน้าของสวี่ซานอินบึ้งตึง
‘ไอ้เด็กเวร กล้าดีอย่างไรเรียกข้าว่ามารเฒ่าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้?
เ้าคงจะลำพองใจเกินไปแล้วกระมัง? รอดูว่าข้าจะจัดการเ้าอย่างไร!’
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ข้าได้เข้าใจแก่นแท้ของวิชาองคุลีัผงาดแล้ว!”
ซูฝานหัวเราะเบา ๆ
แขนของเขาถูกยกขึ้นอย่างรวดเร็ว ปราณิญญาฟ้าดินพลันหลั่งไหลมาดั่งคลื่นน้ำ พร้อมกับเสียงคำรามของัดังก้องแว่วมา
“เป็ไปได้อย่างไร?”
ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึงอีกครั้ง
แม้แต่สวี่ซานอินที่เมื่อครู่คิดจะจัดการซูฝาน ก็กลายเป็แข็งทื่ออยู่กับที่
‘เพียงครึ่งเดือน ไม่เพียงแต่ทะลวงผ่านสองขั้นแล้ว ยังเข้าใจแก่นแท้ของกระบวนท่าองคุลีัผงาดอีกด้วย?
จะเหลือเชื่อไปกว่านี้ได้อีกหรือ?
เขาเป็ร่างิญญาไร้ค่าจริง ๆ หรือ?’
ในขณะนี้ ทุกคนต่างอดมิได้ที่จะเกิดความสงสัย
ด้วยพร์และความเร็วในการฝึกบำเพ็ญเช่นนี้ แม้แต่ศิษย์อัจฉริยะของสำนักก็ยังต้องยอมรับว่าตามไม่ทัน!
“น่าประหลาดใจใช่หรือไม่!”
ซูฝานยิ้มให้สวีเจียวเจียว ปราณิญญาที่รวมตัวอยู่ที่ปลายนิ้วของเขาแปรเปลี่ยนเป็ัขาวขนาดมหึมา คำรามกึกก้องแล้วพุ่งทะยานออกไป
หากว่าระดับพลังบำเพ็ญของซูฝานอยู่แค่ขอบเขตหลอมกายาขั้นกลาง องคุลีัผงาดของเขาคงมิอาจต้านทานสวีเจียวเจียวได้
ทว่ายามนี้ เขาเป็ถึงผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นสูง!
ตู้ม!
ัสองตัวปะทะกันในชั่วพริบตา
ภาพการทำลายล้างอย่างรวดเร็วปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ความแตกต่างของพลังบำเพ็ญทำให้ปราณิญญาอัคคีของสวีเจียวเจียวอ่อนแอลงจนแตกสลายในทันที
ตามมาติด ๆ
ัที่ก่อร่างจากปราณิญญา พร้อมด้วยพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของซูฟาน ก็ซัดสวีเจียวเจียวจนกระเด็นออกไป ราวกับลูกปืนใหญ่พุ่งชนเข้าใส่ผู้คนที่อยู่นอกสนามประลอง ล้มระเนระนาดไปทั้งแถบ
“โอ๊ย! เอวข้า… ปวดจะแย่อยู่แล้ว”
“ซูฝาน เ้าอยากโดนซ้อมหรือไร”
ผู้คนที่ล้มระเนระนาดต่างลุกขึ้นมา จ้องมองซูฝานที่อยู่ในลานประลองด้วยสายตาเดือดดาล
“พวกเ้าเป็บ้าไปแล้วหรือ ชัดเจนนักว่าสวีเจียวเจียวลอยมากระแทกพวกเ้าเอง แล้วจ้องข้าทำไมกัน”
ซูฝานกลอกตาอย่างเหลืออด
ศิษย์ทั้งหลายไม่พอใจนัก “หากมิใช่เ้าซัดสวีเจียวเจียวมา นางจะมากระแทกพวกเราได้อย่างไร”
“ช่างไร้เหตุผลเสียจริง” ซูฝานวิ่งออกมาจากสนามประลอง มาหยุดยืนตรงหน้าของสวีเจียวเจียว แล้วแยกเขี้ยวถาม “ใครกันที่เป็ไอ้ไร้ประโยชน์?”
“เ้านั่นแหละ!” สวีเจียวเจียวคำรามด้วยความโกรธ ลุกขึ้นมาแล้วพุ่งหมัดใส่ซูฝาน
ซูฝานตวัดขาออกไปทีหนึ่ง
พรวด!
สวีเจียวเจียวพ่นเืออกมาคำโต ร่างกายที่มีเืไหลนองลอยกระเด็นออกไปในท่าโค้งงอดุจกุ้ง
‘มีแค้นต้องชำระแค้น มีเวรต้องชำระเวร’
พลั่ก!
ซูฝานพุ่งเข้าไป ยกหมัดขึ้นซัดอย่างโกรธแค้น
กร๊อบ!
จมูกของสวีเจียวเจียวหักทันที เืสาดกระเซ็น
“นี่สำหรับสิ่งที่เ้าชอบรังแกข้า” ว่าแล้วก็ซัดลงไปอีกหนึ่งหมัด
พลั่ก!
สวีเจียวเจียวฟันร่วงกระจายเต็มพื้น
“นี่สำหรับการที่เ้าชอบก่อเื่ในหมู่บ้านทุกวัน...”
พลั่ก!
“นี่สำหรับการที่เ้าด่าท่านปู่ของข้า...”
พลั่ก!
“นี่สำหรับที่เ้าผลักข้าตกจากหลังวิหคเพลิง...”
พลั่ก!
หมัดต่อหมัด ไร้ซึ่งความปรานี!
สวีเจียวเจียวใบหน้าเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้ ร้องโหยหวนไม่หยุด
ศิษย์ชายที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยด้วยความสงสาร “ซูฝาน เ้าโหดร้ายเกินไปแล้ว ถึงอย่างไรนางก็เป็สตรี”
“โหดร้าย?”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลของพวกนางนั้นชั่วร้ายเพียงใด?”
“พวกมันแย่งชิงสมบัติของท่านปู่ข้า บังคับให้ข้าอาศัยอยู่ในคอกวัว กินอาหารสุนัข ใช้ข้าเยี่ยงทาส หากเป็เ้าล่ะ จะทนได้หรือ?”
ซูฝานแค่นเสียงเ็า
หากไม่เคยผ่านความทุกข์ของผู้อื่น อย่าได้สั่งสอนให้ผู้อื่นทำความดี หลักการง่าย ๆ เช่นนี้ก็ยังไม่เข้าใจอีกหรือ?
“แต่เ้าชนะแล้วนี่”
มีคนพูดขึ้นอีก
“ถูกต้อง ข้าชนะแล้ว… แต่ชนะแล้วจะจบเื่เลยหรือ? ในใต้หล้านี้จะมีเื่ง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร”
ซูฝานยกมุมปากขึ้น ก้มมองร่างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเืของสวีเจียวเจียว เผยรอยยิ้มสดใสพลางเอ่ยว่า “ทำผิดย่อมต้องชดใช้ให้สมราคา ใช่หรือไม่!”
สีหน้าของสวีเจียวเจียวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ราวกับนางได้เห็นมารร้ายกำลังยิ้มให้นางอยู่
ความรู้สึกสิ้นหวังและหวาดกลัวถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นน้ำ
ซูฝานเข้าไปกระซิบข้างหูสวีเจียวเจียว พลางหัวเราะเบา ๆ “เ้าคงไม่ลืมการเดิมพันระหว่างพวกเราใช่หรือไม่!”
สวีเจียวเจียวสั่นสะท้านไปทั้งร่างกายและจิตใจ
“ฮ่า ๆ ข้าตั้งตารอที่จะได้เห็นเ้าวิ่งเปลือยกายเสียแล้ว!”
ซูฝานราวกับมารร้ายตัวน้อย คว้าอาภรณ์ของสวีเจียวเจียวแล้วกระชากอย่างแรง เสียงผ้าขาดดังขึ้นพร้อมกับชุดที่ถูกฉีกออก
“บ้าจริง!”
“เล่นใหญ่ขนาดนี้เลยรึ?”
เหล่าศิษย์ทั้งหลายจ้องตาเป็มัน มองสวีเจียวเจียวที่สวมใส่เพียงอาภรณ์บางเบาปกปิดร่างกาย พลางกลืนน้ำลายกันเป็ระลอก
“พวกเ้าอยากเห็นนางวิ่งเปลือยกายหรือไม่?”
ซูฝานกวาดตามองไปรอบ ๆ
เหล่าศิษย์ชายพากันพยักหน้าหงึก ๆ
‘อยากเห็น’
‘แน่นอนว่าอยากเห็น’
‘มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะไม่อยากเห็น’
“พวกเ้าช่างเห็นแก่ประโยชน์จริง ๆ เมื่อครู่ยังบอกว่านางเป็สตรี ให้ข้าปรานีไว้บ้าง แต่พอเพียงชั่วพริบตา พวกเ้าก็กลายเป็ฝูงสุนัขป่าหิวโซไปเสียแล้ว แต่ข้าชอบเช่นนี้”
ซูฝานหัวเราะลั่น ยื่นกรงเล็บมารออกไป คว้าอาภรณ์ชั้นในของสวีเจียวเจียวเอาไว้
สวีเจียวเจียวใจนสลบไปในบัดดล
“เอาเ้ากรงเล็บสุนัขของเ้าออกไป!”
บัดนั้น เสียงตวาดด้วยความโกรธแค้นพลันดังขึ้น
ปราณิญญาสีทองสายหนึ่งพุ่งทะยานราวกับลูกธนูอันแหลมคม แล่นฉิวดั่งอสุนีบาตผ่านท้องนภา ทะลุทะลวงไหล่ซ้ายของซูฝาน
พลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้นส่งผลให้ซูฝานกระเด็นกลิ้งไป
บนไหล่ซ้ายของซูฝานปรากฏแผลเป็โพรงขนาดเท่าไข่ไก่ เืไหลทะลักออกมาไม่หยุด
ซูฝานปวดจนต้องกัดฟันแน่น เกือบจะหมดสติไป
“จ้าวอวี่!”
ถูกต้อง
ผู้ที่ลงมือโจมตีก็คือจ้าวอวี่!
จ้าวอวี่รีบก้าวเร็ว ๆ เข้ามา หยิบเสื้อผ้าออกมาจากถุงเก็บของ คลุมร่างของสวีเจียวเจียว จากนั้นเงยหน้าจ้องมองซูฝาน ในดวงตาวาววับฉายแววสังหาร
“ยังเยาว์วัย แต่จิตใจโเี้ถึงเพียงนี้ ปล่อยเ้าไว้ สักวันต้องกลายเป็ภัยพิบัติแน่!”
ในทันใดนั้น
จ้าวอวี่ก็พุ่งเข้าโจมตีซูฝาน ร่างกายของเขาแผ่ปราณอันน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุดออกมา