โชคชะตามักเล่นตลกกับชีวิตคน โดยเฉพาะกับคนที่ไม่สนใจโชคชะตา
เสียงเอะอะดังมาจากข้างนอก เหมือนคนเมาสุราอาละวาด เตียวเอ้กเต้ก เตียวหุย ผู้มีโทสะร้ายมักไม่ค่อยทนกับการรั้งรอผู้อื่นผู้ใด เตียวหุยมีความใจร้อนเป็ต้นทุนชีวิต แต่ก็เป็เอกบุรุษด้านพละกำลัง ในหล้านี้จะให้กริ่งเกรงผู้ใดนั้นย่อมไม่มี
"นี่ก็เข้าไปตั้งนานแล้วนะท่านพี่" เตียวหุยแจ้งความขุ่นข้องใจแก่กวนอู
"ก็นั่นน่ะซี ไม่รู้พี่ใหญ่คุยกับขงเบ้งได้ความถึงไหนแล้ว"
"ชักช้าอืดอาด ถ้าพี่ใหญ่อยากได้ตัวขงเบ้งจริงๆ ข้าอาสาเป็ธุระเอง ข้าจะใช้เชือกเส้นเดียวเข้าไปผูกจูงมาให้ รับรองไม่มีหลุดมือ" เสียงหัวเราะดังก้องขึ้น เตียวหุยภูมิใจในข้อกำลังของเขาที่สุด
"เ้าอย่าใจร้อน เดี๋ยวจะเสียการพี่ใหญ่"
"แต่นี่มันนานแล้วนา"
"นานก็ต้องรอ"
"แต่ว่า...หึ้ย!!" เตียวหุยสะบัดหน้าเดินว่อนไปทั่วลานหน้ากระท่อม เสียงบ่นครางว่ารำคาญโว๊ยๆ กังวานออกมาจากลำคอเป็ระยะ
เตียวหุยเห็นเล่าปี่เข้าไปช้านานไม่กลับออกมาจึงเดินย่องเข้าไปดู เห็นเล่าปี่นั่งอยู่เบื้องต่ำค้อมคอให้ขงเบ้งดังนั้นก็โกรธ กลับออกมาบอกกับกวนอูว่าขงเบ้งคนนี้หยาบช้านัก มิได้ให้การคารวะแก่พี่เรา นั่งอยู่เบื้องสูงไม่รู้จักมารยาท ด้วยโทสจริตก็เดือดดาลขึ้น
"ข้าจะอ้อมไปข้างหลัง จุดไฟเผาบ้านมัน ดูซิทีนี้จะยโสโอหังได้อีกไหม"
"น้องสาม น้องสาม อย่าน่า อย่าวู่วามสิ" กวนอูเข้าห้ามปราม ฉุดแขนกอดคอเตียวหุยเอาไว้
"เผา มันต้องเผา!!"
"น้องสามเ้าทำแบบนี้นอกจากพี่ใหญ่จะโกรธเ้าแล้ว ยังทำให้พวกเราเสียการไปด้วย คิดดูสิที่พี่ใหญ่บากหน้ามาหาขงเบ้งถึงสามครั้งนั้นเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะ้าปัญญาของขงเบ้งมาช่วยงานหรอกหรือ" กวนอูกล่าวประคองสติน้องคนเล็กสุดไว้
เตียวหุยกลัวจะโดนเล่าปี่ดุ ด้วยก่อนมาก็รับปากเป็ดิบดีแล้วว่าจะนิ่งรออย่างใจเย็น กวนอูจึงว่าหากเตียวหุยไม่ทำมุทะลุแล้วเล่าปี่ได้ขงเบ้งไปช่วยราชการ สุราไหใหญ่จะตกเป็ลาภปากของเตียวหุยในค่ำนี้ คนขี้โมโหจึงยอมสงบลง
ผมยังนิ่งอึ้งกับทุกอย่างที่กระแทกเข้ามา ไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยังไง ตอนแรกผมคิดว่าผมฝัน แต่ตอนนี้มันชักจะแปลกๆ กระจกบาดนิ้วก็ดันเจ็บลองบีบแผลดูก็เจ็บอีก หรือว่าคนเราฝันแล้วก็ยังเจ็บได้ เอาว่าถ้ามันเป็ฝันจริงๆ คงเป็ฝันที่ผมอยากตื่นที่สุด
"ท่านพี่คะ ท่านพี่เป็อะไร ไม่สบายหรือเปล่า เดี๋ยวข้าจะดูอาการให้" เย่อิงเอามือนุ่มๆ ของเธอจับเข้าที่ข้อมือผม ผมสะดุ้งรีบดึงมือกลับ หน้าของเธอเบียดเข้ามาแทบจะอิงกับอกผม หัวใจผมเต้นดังตึกๆ จนเกือบทะลัก ก็แหม...ตัวเธอหอมอย่างกับอะไรดี ไม่ใช่จะว่างั้นงี้นะ ถึงผมจะโตเต็มวัยแล้วแต่กับเื่ผู้หญิง ตัวผมก็ยังบริสุทธ์ผุดผ่องเสมือนผ้าขาว...ม้า
เรียกได้ว่าไม่เคยผ่านมือหญิงใด อ่อ มือผู้ชายผมก็ไม่เคยผ่าน
"ไม่เป็ไรๆ ทุกอย่างปกติ พอดีกำลังคิดว่าจะไปช่วยท่านเล่าปี่เขากอบกู้เอกราชอยู่พอดี" ผมในตอนนี้คือที่สุดของความลนลาน "ป่ะๆ ท่านเล่าปี่ รีบไปกันเถอะ ชักช้าเดี๋ยวเกิดคดีความ เอ๊ย!! ไม่ใช่ ชักช้าเดี๋ยวบ้านเมืองจะแย่"
วุ๊!! มันสับสนจนพูดผิดพูดถูก แต่ต้องยอมรับตามตรงแบบไม่อายเลยว่า...เธอหอมจริงๆ
เล่าปี่ได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจ เรียกเตียวหุยและกวนอูให้มาคารวะ แล้วเอาผ้าแพรรวมทั้งสิ่งของมากมายมอบให้ เย่อิงให้จูกัดจวินเข้ามาช่วยจัดการต่อ
ผมเห็นแว๊บแรกก็ใในหน้าตาของเตียวหุย ดูอย่างกับเสือ ตาก็กลมใหญ่ คางก็โต เวลาพูดทีก็เสียงดังอย่างกับฟ้าร้อง เวลายืนก็สูงพอๆ กับเล่าปี่ แต่กระโดกกระเดกไม่มีมารยาท ดูยังไงก็ไม่ใช่พวกที่ผมควรเข้าไป Say hello ถ้าเจอแถวซอยมืดๆ เปลี่ยวๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ยื่นกระเป๋าตังให้เขาปล้นไปได้เลย
ส่วนอีกคนไม่ต้องเดาให้ลำบาก ยังไงก็เป็กวนอูแน่นอน รูปร่างสูงใหญ่ เมื่อยืนเทียบกันแล้วสูงกว่าเล่าปี่และเตียวหุยเกือบๆ ศอก คิ้วก็หนา ตาก็ยาว เคราก็ยังยาวอีก อย่างกับหลุดออกมาจากโรงงิ้ว ที่สำคัญหน้าออกชมพูระเรื่อยิ่งกว่าปัดบลัชออน
"จะไปกันได้ยัง" เตียวหุยฮึดฮัดว่า เล่าปี่จึงเหน็บตาเตือนไม่ให้เสียมารยาท
"ขอให้ท่านอาจารย์ตระเตรียมสำภาระก่อน ข้ากับน้องทั้งสองจะอยู่คอยข้างนอก" แล้วจึงคำนับออกไป
เย่อิงปิดประตูใช้ให้จูกัดจวินออกไปเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็
ตอนนี้ผมกับเธอก็เลยอยู่กันแค่สองต่อสอง...
อย่านะ...
อย่าเชียว....
ผมไม่ใช่สุภาพบุรุษนะ ขอร้อง!! ม่ายยยย
สายตาปริมคลอด้วยน้ำใสๆ ความะเืใจก่อเกิดขึ้นกับสตรีผู้อยู่ในห้อง
"ข้าหวงเย่อิงขอคำนับท่านเพื่อขอให้ท่านได้โปรดอภัยต่อสามีข้าขงเบ้ง" เอ๋ ?...เธอหมอบกราบผมทำไม ผมงงอีกแล้ว วันนี้ผมมีอันงงซับซ้อนซ่อนเงื่อนหลายรอบมาก ไม่รู้จะงงเื่ไหนก่อนดี
"เดี๋ยวนะ...คุณรู้ว่าผมไม่ใช่ขงเบ้ง?"
"เป็เช่นนั้น"
"เป็เช่นนั้น? เป็เช่นไหน เป็อะไร คุณต้องอธิบายให้ผมฟัง"
"ข้ามีนามว่าหวงเย่อิง เป็บุตรของอุยสิง่าน ก่อนหน้านี้ท่านขงเบ้งล้มป่วยด้วยชะตาถึงวาระกรรม ก่อนท่านจะจากไปได้ทำพิธีจุติฟ้า อัญเชิญผู้มีสติปัญญามาสถิตยังร่างกาย เพื่อทำนุบำรุงบ้านเมืองแลประโยชน์สุขของแผ่นดิน ดังนี้ท่านจึงปรากฏอยู่ในร่างของสามีข้า"
ป๊าดดดด ยิ่งกว่านารายณ์อวตาร
"เดี๋ยวก่อนนะ คือคุณจะบอกว่าขงเบ้งตายแล้วและผมก็มาสิงอยู่ในร่างนี้ใช่มั้ย"
"เป็เช่นนั้น"
"ฝันแล้วๆ มั่วแล้วแบบนี้ มันจะเป็ไปได้ยังไง เหลือเชื่อเกินไป"
"ทั้งหมดคือความจริง มิใช่ความฝันแต่อย่างใด ท่านอยู่ในร่างนี้และรับรู้ถึงความหนาวร้อนทุกประการ ตามที่มนุษย์ผู้หนึ่งพึงรู้สึก ััทุกสิ่งได้ตามที่ร่างเนืุ้์พึงกระทำ"
ไม่จริงใช่มั้ย แต่แผลที่กระจกบาดเมื่อกี้ก็ยังเจ็บอยู่ มือนุ่มๆ ที่เธอจับข้อแขนผม ไออุ่นตอนที่เธอเอียงตัวเข้ามาใกล้ และกลิ่นหอมที่ละเอียดลออนี้ ผมรู้สึกหมดทุกอย่าง.....
ชิบหายยย!!!
แปลว่าไม่ได้ฝัน
"คุณบอกว่าผมเข้ามาสิงอยู่ในร่างขงเบ้ง งั้นผมก็ตายแล้วน่ะสิ!!!" โถ่ ไม่นะ ไม่จริง เกมใหม่ก็ยังไม่ได้เล่น คลิปใหม่ก็ยังไม่ได้ดู อุตส่าห์เติมเงินเข้าไลน์กลุ่มตั้งสามร้อย ทำไมชีวิตช่างระยำตำบอนขนาดนี้ คนฉลาดๆ มีเป็ล้านคน แต่หวยเสือกมาออกที่ผม
"เื่นี้ข้าคงไม่อาจให้คำตอบได้ เนื่องเพราะเกินกว่าปัญญาของข้าจะล่วงถึง แต่ท่านสุมาเต๊กโชอาจจะชี้แจงแก่ท่านให้คลายสงสัยได้"
"งั้นก็รีบพาผมไปพบตอนนี้เลย"
"คงไม่ได้ อาจารย์สุมาเต๊กโช ไปมาไร้ร่องรอย เดินทางไม่ทิ้งข่าวสาร การจะพบได้ต้องรอคอยวาสนาเท่านั้น"
แล้วทีนี้ผมจะทำยังไง กำลังนอนดูซีรี่ย์อยู่ดีๆ ไม่คิดว่าแค่เผลอหลับก็มาโผล่ในร่างขงเบ้ง แถมไม่รู้ว่าตัวเองตายแล้วหรือแค่หลับไป หรือยังไง หรือกลายเป็เ้าชายนิทรา แถมคนที่พอจะตอบคำถามได้ก็ดันเป็พวกว๊อบๆ แวมๆ ไม่รู้อยู่ไหนเสียนี่
"ถ้างั้นตอนนี้คุณจะให้ผมทำยังไง ผมไม่อยากอยู่ในร่างนี้ไปตลอดหรอกนะ" ถึงแม้จะดูดี ดูหล่อ กว่าร่างกายปกติของผมก็เถอะ แต่อย่างว่าแหละ ร่างใครไม่รู้มันสู้ร่างจริงๆ ของเราไม่ได้หรอกครับ
เอ๊ะ!! หรือว่าจะทนทำใจอยู่ในร่างนี้ไป คิดเสียว่าไปศัลยกรรมที่เกาหลีมา ก็ดีไม่หยอก แถมไม่ต้องเสียตังซักกะบาทเดียว
"ตอนนี้ท่านจำต้องเป็ท่านพี่ขงเบ้ง แล้วเดินทางไปเมืองซินเอี๋ยกับท่านเล่าปี่ก่อน"
"ไม่ไปไม่ได้หรอ ผมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อีกอย่างผมอยากพบสุมาเต๊กโชเร็วๆ จะได้หาวิธีแก้ไข"
"ความจริงบ้านของท่านสุมาเต๊กโชก็อยู่แถวเมืองซินเอี๋ย ถ้าท่านไปที่นั่น ก็มีโอกาสสูงที่จะได้พบโดยเร็ว"
หึหึ ก็ทำไมไม่รีบบอกต้องแต่แรก จะได้ไม่เสียเวลา
"โอเค งั้นผมไปก่อนนะ ลาขาด" ผมเอามือเท้ากับพื้นยกตัวลุกขึ้น
"มิได้ ข้าก็ต้องร่วมไปกับท่านด้วย"
"ไปด้วย? ไปด้วยทำไม"
"ข้าเป็ภรรยาท่าน อย่างไรเสียข้าก็ต้องคอยอยู่ข้างกายท่าน"
"แต่ผมไม่ใช่ขงเบ้ง"
"แต่ร่างกายนี้ใช่"