ณ โลกของสัตว์อสูรอัญเชิญ
หลังจากเข้ามาในโลกของสัตว์อสูรอัญเชิญแล้ว ฉิงเหม่ยได้แปลงร่างกลับไปเป็นร่างมนุษย์ที่งดงามเช่นเดิม จากนั้นนางได้กล่าวถามหวังเหว่ยผ่านการสื่อสารทางจิต “นายท่านอยากให้ข้าไปหาหรือไม่เจ้าค่ะ ?”
“ฮ่าๆ เจ้าทำได้ดีมากฉิงเหม่ย ระดับเลเวลของเจ้าคงใกล้จะเพิ่มขึ้นเต็มทีแล้ว เจ้ากลับไปนั่งสมาธิปรับสมดุลพลังปราณอสูรภายในมิติแดนอสูรต่อได้เลย”
“รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบ ฉิงเหม่ยได้เข้าไปในมิติแดนอสูรผ่านทางโลกของสัตว์อสูรอัญเชิญ จากนั้นนางได้กลับไปยังอาคารที่พักของนาง และเริ่มนั่งสมาธิเพิ่มปรับสมดุลพลังปราณอสูรในทันที
ณ บนหลังคาของคฤหาสน์ตระกูลเพ่ย
หลังจากยกเลิกการติดต่อสื่อสารทางจิตกับฉิงเหม่ย หวังเหว่ยได้หันไปกล่าวถามเหวินหนิงถังพร้อมกับเผยรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ของเขาออกมา “เหวินหนิงถังเจ้าช่วยบอกตำแหน่งอุโมงค์แร่ของตระกูลเพ่ยและตระกูลไป๋ให้ข้ารู้ด้วย ข้าจะแวะไปเยี่ยมชมอุโมงค์แร่ของพวกเขาสักหน่อย”
“เจ้าค่ะนายท่าน อุโมงค์แร่ของตระกูลเพ่ยแห่งแรก อยู่ห่างจากเมืองแห่งนักประดิษฐ์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 50กิโลเมตร อุโมงค์แร่แห่งที่สองห่างจากอุโมงค์แห่งแรกไปทางทิศตะวันออก5กิโลเมตรเจ้าค่ะ ส่วนอุโมงแร่ของตระกูลไป๋ อยู่ห่างจากเมืองแห่งนักประดิษฐ์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 30กิโลเมตร อุโมงค์แร่แห่งที่สองห่างจากอุโมงค์แห่งแรกไปทางทิศตะวันออก2กิโลเมตรเจ้าค่ะ” เหวินหนิงถังกล่าวกับหวังเหว่ย
หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง “ข้าเข้าใจแล้ว มาพูดถึงเรื่องของเจ้ากันดีกว่า หลังจากนี้ข้าจะให้เจ้าทำหน้าที่ดูแลการก่อสร้างร้านค้าขายอุปกรณ์วิเศษภายในคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ด้วยกันกับเฟิงเป้าสองคน และพอเริ่มใกล้จะมืดค่ำข้าจะให้เฟิงเป้าไปส่งเจ้าที่คฤหาสน์ตระกูลเหวินและไปรับเจ้าในตอนเช้าทุกวัน เป็นแบบนี้ไปจนกว่าพวกเจ้าทั้งสองจะแต่งงานกันเจ้าตกลงหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามหวังหนิงถัง
“ตะ ตกลงเจ้าค่ะนายท่าน” เหวินหนิงถังกล่าวตอบหวังเหว่ยด้วยท่าทีขวยเขิน
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ เจ้ารอข้าสักครู่ข้าจะบอกเรื่องราวของเจ้าให้เฟิงเป้าทราบ” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้เริ่มสื่อสารทางจิตกับเฟิงเป้าเพื่อบอกเรื่องที่เขาได้พูดคุยกับเหวินหนิงถังให้เฟิงเป้าได้รับรู้
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งหวังเหว่ยได้กล่าวขึ้นมาว่า “ข้าได้ติดต่อสื่อสารทางจิตบอกเรื่องของเจ้าให้เฟิงเป้าทราบแล้ว เขากำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่ห้องรับแขกภายในคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ เจ้าไปหาเขาได้เลยในตอนนี้ และนี่ในแหวนมิติวงนี้มีเงินอยู่100,000เหรียญทอง เจ้าให้คนนำเงิน100เหรียญทอง ไปที่จวนเจ้าเมืองเพื่อออกประกาศยกเลิกการสมัครทหารรับจ้างให้ข้าด้วย ในอนาคตพอพวกเราขายอุปกรณ์จนได้รับเงินมากพอ พวกเราค่อยคิดเรื่องการเปิดสมัครรับทหารรับจ้างใหม่อีกครั้ง” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้นำแหวนมิติที่บรรจุเหรียญทองเอาไว้100,000เหรียญทองมอบให้กับเหวินหนิงถัง
“รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” เหวินหนิงถังกล่าวกับหวังเหว่ย
“เอาล่ะ เจ้าไปหาเฟิงเป้าผ่านทางประตูมิติในโลกของสัตว์อสูรอัญเชิญและเริ่มให้เหล่าทหารรับจ้างทั้ง3,000คน ดำเนินการจัดสร้างร้านค้าขายอุปกรณ์ใกล้กับหน้าทางเข้าคฤหาสน์ได้เลย”
“เจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบเหวินหนิงถังได้ไปหาเฟิงเป้าผ่านทางประตูมิติในโลกของสัตว์อสูรอัญเชิญ ส่วนหวังเหว่ยได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบาเดินทางไปยังอุโมงค์แร่ของตระกูลเพ่ย ที่อยู่ห่างจากเมืองแห่งนักประดิษฐ์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 50กิโลเมตรในทันที
เวลาผ่านไปสามสิบนาที
หลังจากออกนอกเมืองแห่งนักประดิษฐ์มาได้ราว30กิโลเมตร หวังเหว่ยสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังปราณอสูรของสัตว์อสูรจำนวนหลายหมื่นตนได้จากใต้พื้นดิน ทำให้เขาหยุดพักเรื่องการเดินทางไปอุโมงค์แร่ของตระกูลเพ่ยเพื่อตรวจสอบในทันที
หวังเหว่ยได้ใช้ทักษะตรวจจับระยะไกลตรวจสอบจนได้รับรู้ว่าลึกลงไปใต้พื้นดินราว2กิโลเมตร ตรงจุดที่เขายืนอยู่มีสัตว์อสูร30,000ตน รวมตัวกันอยู่ สัตว์อสูรกลุ่มนี้มีระดับเลเวล30ถึง35 และมีราชาสัตว์อสูรระดับเลเวล38หนึ่งตน ระดับเลเวล40หนึ่งตน และระดับเลเวล41อยู่อีกหนึ่งตน
“จากประสบการณ์ของข้า เป็นไปได้ว่าใต้พื้นดินตรงจุดนี้ อาจมีถ้ำขนาดใหญ่ที่เหล่าสัตว์อสูรที่มีความชำนาญในด้านการขุดดินสร้างไว้เพื่อใช้อยู่อาศัย” หวังเหว่ยพึมพำออกมาเบาๆ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาได้ติดต่อกับวิหคน้อยผ่านการสื่อสารทางจิต “วิหคน้อยข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วย เจ้ามาหาข้าตอนนี้เลยได้หรือไม่ ?”
“หนูเข้าใจแล้ว หนูจะรีบไปหานายท่าน” หลังจากกล่าวกับหวังเหว่ยผ่านการสื่อสารทางจิต วิหคน้อยได้บอกกับหวังลู่เมิ่งว่าหวังเหว่ยเรียกให้ไปหา จากนั้นนางได้มาหาหวังเหว่ยอย่างรวดเร็วผ่านทางประตูมิติในมิติแดนอสูร
เวลาผ่านไปห้านาที
วูบ
“หนูมาแล้วนายท่าน” วิหคน้อยเดินเข้ามาหาหวังเหว่ยอย่างเชื่องช้าด้วยท่าทางที่น่ารัก
หวังเหว่ยได้อุ้มนางขึ้นมาอย่างเบามือพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนตอบรับการทักทายของนาง “เจ้ามาได้รวดเร็วดีมาก ใต้พื้นดินตรงจุดนี้มีเหล่าสัตว์อสูรจำนวนมากรวมตัวอยู่ เจ้าช่วยใช้ทักษะบินผ่านมิติเพื่อย่นระยะทาง พาข้าลงไปตรวจสอบใต้พื้นดินตรงจุดนี้ที”
“หนูเข้าใจแล้ว” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้เริ่มใช้ทักษะบินผ่านมิติพาหวังเหว่ยลงไปใต้ดินในทันที
วูบ วาบ
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที วิหคน้อยได้พาหวังเหว่ยบินผ่านมิติ ทะลุผ่านชั้นดินและชั้นหินหลายชั้นจนมาถึงยังถ้ำขนาดใหญ่ที่เหล่าสัตว์อสูรหลายหมื่นตนรวมตัวกันอยู่
“มนุษย์! เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร !?” พี่ใหญ่ของราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวถามหวังเหว่ยด้วยความตกตะลึงพร้อมกับตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้
“ถ้ำแห่งนี้ช่างใหญ่โตกว้างขวางจริงๆ” หวังเหว่ยกล่าวเสียงดังด้วยความประหลาดใจ ขณะอุ้มวิหคน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน
“มนุษย์ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราอยู่ที่นี่ ?” น้องรองของราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวถามหวังเหว่ย
หวังเหว่ยเมื่อได้เห็นเหล่าสัตว์อสูรภายในถ้ำกำลังหวาดระแวงและตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ เขาจึงกล่าวออกมาด้วยภาษาของสัตว์อสูร “อืม พวกเจ้าคงเป็นเผ่าสัตว์อสูรประเภทตุ่นสินะ ข้ามาที่นี่ด้วยความบังเอิญไม่ได้มีเจตนาจะมาทำร้ายพวกเจ้า”
“ฮืม เห็นแก่ที่เจ้าสามารถพูดภาษาของพวกเราได้ พวกเราจะยังไม่ทำร้ายเจ้า มนุษย์บอกจุดประสงค์ของเจ้ามาว่าเจ้าต้องการอะไร ?” น้องเล็กของราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวถามหวังเหว่ยด้วนน้ำเสียงเคร่งขรึม
หวังเหว่ยได้หันไปมองน้องเล็กของราชาตุ่นอสูรโลหะด้วยสีหน้าเย็นเยียบ แววตาคมกริบ “ในครั้งนี้ข้าจะไม่ถือสาคำกล่าวของเจ้า” หวังเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
น้องเล็กของราชาตุ่นอสูรโลหะรู้สึกสั่นเทาไปชั่วขณะหลังจากได้เห็นสีหน้าและแววตาของหวังเหว่ย
“วิหคน้อยขอบคุณเจ้ามาก เจ้ากลับไปเล่นกับพี่สาวลู่เมิ่งต่อได้แล้ว” หวังเหว่ยลูบหัววิหคน้อยอย่างอ่อนโยนขณะกล่าว
“อือ นายท่าน” วิหคน้อยกล่าวอย่างร่าเริง จากนั้นนางได้กลับเข้าไปในมิติแดนอสูรผ่านทางโลกของสัตว์อสูรอัญเชิญอย่างรวดเร็ว
หลังจากวิหคน้อยกลับเข้าไปภายในมิติแดนอสูรแล้ว หวังเหว่ยได้หันมามองเหล่าสัตว์อสูรประเภทตุ่น จากนั้นเขาได้ปลดผนึกระดับเลเวลของตนเอง ทำให้พลังปราณอสูรปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง พริบตานั้นพลังปราณอสูรของเขาได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน ทำให้ระดับเลเวลของเขาเพิ่มขึ้นเป็นระดับเลเวล35 ในทันที!
จากนั้นหวังเหว่ยได้เรียกดาบเพลิงโลหิตออกมาพร้อมกับปลดปล่อยพลังออร่าสีแดงอันน่าเกรงขามของดาบเพลิงโลหิต เพื่อสะกดข่มเหล่าสัตว์อสูรประเภทตุ่นทุกตนภายในถ้ำ
“พลังระดับนี้มัน !” สามราชาตุ่นอสูรโลหะพากันก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว ตามสัญชาตญาณของสัตว์อสูรเมื่อได้พบเจอกับสิ่งที่ไม่สามารถต่อต้านได้! ส่วนเหล่าสัตว์อสูรตุ่นโลหะหลายหมื่นตนที่ทนพลังออร่าสีแดงอันน่าเกรงขามไม่ไหวได้พากันทรุดตัวลงกับพื้นและเริ่มร้องเสียงดังออกมาด้วยความเจ็บปวด
“หืม? ข้าเพียงแค่ใช้พลังแห่งการสะกดข่มของศาสตราวุธระดับตำนานเท่านั้น เหตุใดพวกเจ้าถึงได้ดูอ่อนแรงกันถึงเพียงนี้ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามเหล่าสัตว์อสูรภายในถ้ำด้วยภาษาสัตว์อสูร
“พี่ใหญ่ พวกเราควรทำเช่นไรกันดี พลังระดับนี้พวกเราเอาชนะไม่ได้แน่ พี่น้องของเราก็คงจะฝืนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว” น้องเล็กของราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวด้วยความกระวนกระวาย
พี่ใหญ่ของราชาตุ่นอสูรโลหะได้หันไปมองหวังเหว่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “มนุษย์ได้โปรดฟังข้า พวกข้าบุกยึดอุโมงค์แร่ของพวกเจ้าเพราะมีเหตุจำเป็น เสบียงของพวกเราหมดลงตั่งแต่ครึ่งปีที่แล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไม่นานต้องมีหนึ่งในพวกเราอดตายเป็นแน่แท้ หากเจ้าต้องการนำกรงเล็บและเกราะของข้าไปสร้างอุปกรณ์ ข้าก็พร้อมยินยอมให้เจ้าสังหารข้าแต่โดยดี แต่ได้โปรดมอบแร่หรือพืชสมุนไพรบางส่วนของเจ้าให้กับพวกเรา” พี่ใหญ่ของราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวกับหวังเหว่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมา
“พี่ใหญ่ !” น้องรองและน้องเล็กได้หันไปมองหวังเหว่ยพร้อมกับกล่าวออกมาทั้งน้ำตา “หากเจ้ายอมมอบแร่หรือพืชสมุนไพรให้กับพี่น้องของเรา พวกข้าก็เต็มใจให้เจ้าเอาชีวิตของพวกข้าไปด้วยเช่นกัน”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของสามพี่น้อง เหล่าสัตว์อสูรตุ่นโลหะจำนวนหลายหมื่นตนได้เริ่มร้องคำรามออกมา และได้พยายามฝืนต่อต้านการสะกดข่มจากพลังออร่าสีแดงอันน่าเกรงขามของดาบเพลิงโลหิต
"หืม หากเป็นเช่นนี้ต่อไปข้าคงไม่สามารถสะกดข่มสัตว์อสูรเหล่านี้เอาไว้ได้" หวังเหว่ยคิดในใจ “เอาล่ะ พวกเจ้าใจเย็นกันก่อน อย่างที่ข้าได้บอกไป ข้าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายพวกเจ้า” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้หยุดปลดปล่อยพลังออร่าสีแดงอันน่าเกรงขามของดาบเพลิงโลหิต
จากนั้นเขาได้หันไปมองพี่ใหญ่ของราชาตุ่นอสูรโลหะ “เจ้าบอกกับข้าว่าพวกเจ้าขาดแคลนเสบียงอาหารมานานกว่าครึ่งปีแล้ว ภายในป่าแห่งนี้ไม่มีพืชสมุนไพรที่พวกเจ้าใช้กินเป็นอาหารได้เลยหรือ ?”
พี่ใหญ่ของราชาตุ่นอสูรโลหะเมื่อได้ยินคำถามของหวังเหว่ย เขาจึงได้กล่าวตอบหวังเหว่ยด้วยใบหน้าที่ดูเศร้าหมอง “พวกข้าสามารถกินได้ทั้งแร่และพืชสมุนไพร เมื่อหลายปีก่อนป่าแห่งนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์มีทั้งพืชสมุนไพรและแร่ต่างๆกระจายอยู่ทั่วบริเวณป่า
แต่เมื่อหนึ่งปีก่อน พวกเจ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เริ่มต่อสู้กันและได้เก็บรวบรวมพืชสมุนไพรรวมถึงแร่ต่างๆไปจนหมดป่า พวกข้าที่เริ่มขาดแคลนอาหารจึงได้มารวมตัวกันเพื่อบุกยึดครองอุโมงค์แร่ของพวกเจ้า แต่เนื่องจากพวกข้าไม่สามารถฝ่าม่านพลังของป้องกันของพวกเจ้าเข้าไปได้ เลยไม่เคยมีสักคราที่พวกข้าจะเป็นฝ่ายชนะ”
"เป็นโชคดีของพวกเจ้าที่บุกเข้าไปในม่านพลังไม่ได้ ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าคงไม่ได้มาอยู่พูดคุยกับข้าในตอนนี้แล้ว" หวังเหว่ยคิดในใจ “ข้าอยากจะบอกพวกเจ้าว่า ข้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนั้น พวกเจ้าสบายใจได้ ส่วนปัญหาเรื่องเสบียงอาหารของพวกเจ้า... เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าจะพาพวกเจ้าไปอยู่อาศัยในที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีพืชสมุนไพรอยู่มากมาย ขอเพียงพวกเจ้าตั้งใจขยันทำงาน พวกเจ้าจะไม่อดอยากอย่างแน่นอน อีกทั้งที่นั่นยังมีพลังปราณอสูรที่หนาแน่นสามารถช่วยให้พวกเจ้าพัฒนาระดับเลเวลกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น! พวกเจ้าสนใจหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามเหล่าสัตว์อสูรทั้งหมดภายในถ้ำด้วยภาษาของสัตว์อสูร
หลังจากได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย เหล่าสัตว์อสูรภายในถ้ำได้เริ่มพูดคุยปรึกษากัน มีทั้งเสียงที่ตื่นเต้นดีใจ เสียงที่ปนความหวาดระแวง เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความดีใจ ดังระงมไปทั่วบริเวณจนถ้ำเริ่มเกิดการสั่นสะเทือนราวกับจะถล่ม
หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นจึงได้กล่าวออกมาว่า “ถ้ำแห่งนี้ดูราวกับจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ พวกเจ้าควรรีบตัดสินใจในเรื่องนี้ ข้ามีข้อแม้เพียงข้อเดียวเท่านั้น พวกเจ้าต้องทำสัญญาสัตว์อสูรเพื่อติดตามรับใช้ข้า”
“มนุษย์เจ้าหลอกลวงพวกเราเพื่อหวังให้พวกเราทำสัญญากับเจ้าใช่หรือไม่ ?” น้องเล็กของราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวถามหวังเหว่ยด้วยความหวาดระแวง
หวังเหว่ยได้หันมายิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับน้องเล็กของราชาตุ่นอสูรโลหะ “เจ้าเหมาะสมจะเป็นที่ปรึกษากองกำลังของเจ้า เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าจะพาพวกเจ้าสามพี่น้องไปดูสถานที่ก่อน หลังจากนั้นพวกเจ้าค่อยตัดสินใจทำสัญญาสัตว์อสูรกับข้า”
สามราชาตุ่นอสูรโลหะได้หันไปพูดคุยปรึกษากันในทันทีหลังจากได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย
“พวกเราไม่มีอะไรจะเสียแล้วพี่ใหญ่ ลองเสี่ยงดูสักครั้งเพื่อพี่น้องของพวกเรา” น้องรองของราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวขณะที่แววตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ
“ข้าเห็นด้วยพี่ใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ไม่สามารถเอาชนะมนุษย์ผู้นี้ได้ หากที่เขาพูดเป็นความจริง พวกเราก็ยังมีความหวังที่จะได้มีอนาคตที่สดใส” น้องเล็กของราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวสนับสนุน
พี่ใหญ่ของราชาตุ่นอสูรโลหะพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของทั้งสอง “พี่เข้าใจแล้ว”
หลังจากพูดคุยปรึกษากันเสร็จเรียบร้อย พี่ใหญ่ของราชาตุ่นอสูรโลหะได้หันมากล่าวกับหวังเหว่ยด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่ “พวกเราตกลง”
หวังเหว่ยได้ยิ้มอย่างเป็นมิตรไปทางสามราชาตุ่นอสูรโลหะ “ดี เช่นนั้นก็ไปกันเลย” หลังจากกล่าวจบ หวังเหว่ยได้นำสามราชาตุ่นอสูรโลหะพร้อมกับตนเองเข้าไปภายในมิติแดนอสูรในทันที
วูบ