ตอนที่ 140 ทดลอง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินตกตะลึงเมื่อพบว่าตนเองมีพลังจิต ทั้งๆ ที่ผ่านมาตนเองไม่เคยมีวี่แววจะครอบครองพลังประเภทนี้เลยแม้แต่น้อย
แต่เมื่อเขาคิดถึงตอนที่เขาพยายามใช้ดวงจิตในการบังคับอักขระให้จารึกลงบนดวงวิญญาณของตนเอง เขาก็พบว่ายิ่งนับวันดวงจิตของเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
มันคงจะเป็นไปได้ยากถ้าดวงจิตของเขาอ่อนแอแล้วสามารถจากรึกอักขระลงบนดวงวิญญาณได้ เพราะนั่นจะทำให้เขาไม่สามารถเข้าใกล้ดวงวิญญาณของตนเองได้เลย
เขาไม่รู้ว่าดวงวิญญาณของคนอื่นเป็นแบบนี้หรือเปล่า เขารู้สึกว่าดวงวิญญาณของเขามันยิ่งใหญ่เหนือสิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถเปรียบเทียบได้ และไม่สามารถเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังได้เช่นกัน
เมื่อสรุปได้แล้วว่าพลังที่เขาใช้เป็นพลังประเภทใด เมอร์ลินจึงไม่ลังเลที่จะทดสอบพลังจิตของตนเองอีกครั้ง
ปัง!
เขาบังคับพลังจิตให้ปิดตู้นั้นลง ก่อนที่จะเลื่อนสายตาไปที่จานชาม
แล้วพวกมันก็ลอยขึ้นตามความต้องการของเมอร์ลิน
แต่ว่า ...
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
จู่ๆ เมอร์ลินก็ไม่สามารถควบคุมจานชามเหล่านั้นได้ พวกมันตกลงมาจากกลางอากาศแล้วหล่นแตกกระจายอยู่ที่นั่น
“เกิดอะไรขึ้นครับ?”
มาร์เทลที่ได้ยินเสียงจานชามแตกก็รีบรุดมาที่นี่ทันที
แล้วสิ่งที่เขาเห็นก็คือเศษจานชามที่แตกกระจายไปทั่วพื้น พร้อมกับเด็กน้อยที่มีเลือดกำเดาไหลออกมา
“คุณเมอร์ลิน เป็นอะไรไปหรือเปล่า?”
มาร์เทลไม่ลังเลที่จะปลดปล่อยเวทตรวจจับออกไปทันที
พื้นที่ทั้งบ้านถูกเวทตรวจจับครอบคลุมเอาไว้ แต่ทว่าเขากลับไม่พบสิ่งใด
มีเพียงเด็กน้อยที่กำลังรู้สึกอึ้งอยู่ตรงนั้นเท่านั้น
ใบหน้าของเมอร์ลินบิดเบี้ยวเพราะรู้สึกปวดศีรษะ
เมื่อได้ยินคำถามของมาร์เทลเขาก็เอ่ยออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ
“ไม่เป็นไร ฉันแค่ทดลองอะไรนิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่ามันจะพลาดไป”
มาร์เทลพยักหน้าและเอ่ย “ครับ ถ้าอย่างนั้นคุณไปนอนพักก่อน เดี๋ยวตรงนี้ผมจะจัดการเอง”
เมอร์ลินพยักหน้าแล้วเดินออกไป มือของเขายังจับไปที่จมูกเพื่อให้เลือดกำเดาหยุดไหล
ส่วนมาร์เทลก็ใช้เวทแรงโน้มถ่วงยกเศษจานชามขึ้นมานำพวกมันใส่ลงไปในถุงขยะ แล้วจัดการกับพื้นที่ตรงนั้น
เมอร์ลินขึ้นไปยังห้องทำงานของเขาอีกครั้ง และดูเหมือนว่าเลือดกำเดาจะหยุดไหลแล้วพร้อมกับอาการปวดหัวที่หยุดไป
“นี่คงเป็นข้อเสียของพลังจิตสินะ” เมอร์ลินยิ้มเยาะให้กับตัวเอง
ทั้งๆ ที่เขารู้ดีอยู่แล้วว่าพลังจิตเป็นพลังลี้ลับที่มีข้อเสียคือสร้างผลกระทบต่อร่างกายผู้ใช้ แต่เขาก็เลือกที่จะลองใช้งานมัน
“น่าแปลกที่การมองทะลุน่าจะใช้พลังจิตมากกว่าการยกสิ่งของ แต่มันกลับไม่เกิดผลเสียแสดงออกมา?”
เมอร์ลินยังไม่หยุดคิด เขาทำการจดบันทึกทุกอย่างลงบนสมุดบันทึกของตนเอง
ดูเหมือนว่าความสนใจของเขาจะถูกเบี่ยงเบนไปเรื่อยๆ เริ่มจากการสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิ ไปถึงพลังอักขระ แล้วตอนนี้ยังมีเรื่องพลังจิต
ทั้งหมดนี้เขายังไม่ได้ข้อสรุปผลลัพธ์ที่ออกมาเลยสักชิ้นเดียว
“เป็นไปได้ไหมว่าพลังจิตจะช่วยส่งเสริมดวงเนตรสีเงิน เพราะไม่ได้ใช่พลังจิตโดยตรงเลยไม่ได้สร้างภาระแก่ร่างกายอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่การมองทะลุน่าจะใช้พลังจิตมากกว่าการยกสิ่งของ”
เมอร์ลินจดความคิดนี้ลงไปในสมุดบันทึก
เขาได้ทำการเทียบความสามารถของพลังจิตกับเวทตรวจสอบ
การใช้เวทมนตร์ในการตรวจสอบพื้นที่นั้นจะสามารถจับสัมผัสได้เพียงปัจจัยภายนอกเท่านั้น มันยังมีจุดอ่อนเรื่องการตรวจจับของที่ซ่อนอยู่
ไม่ว่าของที่ซ่อนอยู่ในกล่อง หรือของที่ซ่อนอยู่ในม่านพลังหรือค่ายกล
หากต้องการหาของเหล่านั้นก็ต้องยกระดับคาถาเวทให้สูงขึ้นไป
แน่นอนว่าเวทตรวจจับระดับหนึ่งของเมอร์ลินไม่มีทางทำได้อยู่แล้ว แม้แต่เวทตรวจจับระดับสองของมาร์เทลก็ยังไม่อาจค้นหาประตูลับใต้ดินอย่างที่เมอร์ลินทำได้
การมองทะลุเช่นนี้มันสามารถเทียบได้กับคาถาเวทระดับสูงเลยทีเดียว
หากนำพลังจิตและพลังเวทมาเทียบกัน การมองทะลุย่อมต้องใช้พลังจิตมากกว่าการยกสิ่งของแน่นอน
ดังนั้นมันจึงมีความเป็นไปได้มากกว่าดวงเนตรสีเงินได้ช่วยยกระดับพลังจิตในการตรวจจับได้
“พลังจิตนั้นสามารถฝึกฝนได้หลายรูปแบบ ดูเหมือนว่าฉันจะต้องเข้าห้องสมุดเพื่อค้นหาหนังสือหรือรายงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องพลังจิตเสียแล้ว”
ข้อเสียของเมอร์ลินคือการจดจ่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นความสนใจของเขาก็สามารถถูกเบี่ยงประเด็นได้ง่ายมาก
ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะสนใจเรื่องพลังจิตมากกว่าสองเรื่องก่อนหน้านี้เข้าให้เสียแล้ว
อย่างไรก็ตามเมอร์ลินก็ยังไม่ลืมเรื่องของพลังอักขระอยู่ดี
“ตอนนี้ฉันยังไม่สามารถทดสอบพลังอักขระได้ ทำได้เพียงแค่สลักอักขระลงไปในดวงวิญญาณไปเรื่อยๆ เท่านั้น เพราะการทำอย่างนี้นอกจากจะช่วยเรื่องพลังอักขระได้แล้ว ยังช่วยให้พลังจิตของฉันถูกขัดเกลาเพิ่มขึ้นไปด้วย”
เมอร์ลินมองเห็นข้อดีของการทดลองของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าเขาต้องจดการวิวัฒนาการของมันไปทุกช่วงเช่นกัน
ทว่าในระหว่างที่เมอร์ลินกำลังคิดอะไรอยู่นั้น ตรานักศึกษาของเขาก็มีข้อความแจ้งเตือนเข้ามา
“มีเรื่องอะไรอีกแล้วอย่างนั้นหรอ?” เมอร์ลินหยิบตรานักศึกษาขึ้นมาด้วยความสงสัย
ดูเหมือนว่าเขาจะลืมเรื่องที่ตนเองส่งวิทยานิพนธ์ทั้งสี่ฉบับไปเสียแล้ว
ในขณะที่ผู้คนต่างตื่นเต้นกับวิทยานิพนธ์ของเขา แต่เขากลับไม่สนใจใยดี
“แจ้งเตือนเรื่องรับจดหมายจากสำนักพิมพ์นิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าหรอ? ฉันลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย สงสัยวันนี้นิตยสารคงเผยแพร่แล้ว คงให้ฉันไปตรวจรับแต้มวิชาการที่สมาคมนักเวทอีกตามเคย”
เมอร์ลินกล่าวอย่างไร้อารมณ์ เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องนี้มากนัก ยังไงคะแนนประเมินของวิทยานิพนธ์ทั้งสี่ฉบับก็ไม่ได้ทำให้เขายกระดับเป็นนักวิชาการสองดาวอยู่แล้ว
“บางทีฉันควรรอเวลาให้นานอีกหน่อยค่อยไปตรวจแต้มวิชาการในทีเดียว ยังไงคะแนนอ้างอิงคงตามมาอย่างแน่นอน”
เขาไม่ได้วางแผนจะเข้าไปตรวจสอบแต้มวิชาการเร็วๆ นี้ ถึงยังไงไม่ว่าจะตรวจสอบตอนไหนก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างมากการเดินทางไปที่สมาคมนักเวทคงเป็นเรื่องรับเงินค่าตอบแทนที่ได้ตีพิมพ์ลงนิตยสารเท่านั้น
ครั้งที่แล้วเมอร์ลินได้ค่าตอบแทนหนึ่งหมื่นวอยส์จากการตีพิมพ์หนึ่งหัวข้อของเขา ครั้งนี้เขาส่งไปสี่หัวข้อก็คงจะได้เงินมาอีกสี่หมื่นวอยส์
สำหรับเงินสี่หมื่นวอยส์ ในสายตาของเมอร์ลินในตอนนี้นับว่าไม่ได้มากมายอะไรนัก พวกมันยังไม่พอที่จะนำไปซื้อวัสดุเวทคาถาเวทคัดลอกเลยด้วยซ้ำ
เมอร์ลินจึงไม่รีบดำเนินการ
แต่ทว่าไม่นานตรานักศึกษาของเขาก็ได้รับการแจ้งเตือนอีกครั้ง
เมอร์ลินจึงยกมันขึ้นมาตรวจสอบดูอีกครั้งหนึ่ง
ตอนนั้นเองใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัย
“คณบดีวิวเกอฟอร์ดเรียกพบอีกแล้วหรอ? นี่เขาคงจะไม่เรียกฉันเข้าไปพบทุกครั้งที่ตีพิมพ์ลงนิตยสารวิชาการหรอกมั้ง?”
หากเป็นแบบนั้นจริงๆ เมอร์ลินคงไม่ได้ใช้ชีวิตทำงานวิจัยของตัวเองอย่างเป็นสุขแน่
“เพราะแบบนี้สินะ พ่อถึงได้เบื่อเรื่องการเมือง” เขาส่ายศีรษะไปมาอย่างละอา ก่อนจะลงไปเรียกมาร์เทลให้เตรียมตัวเดินทางไปที่มหาลัย