“คะ คุณภู อะ อื้อออ!!!!......”
ตติรัตน์ยื่นมือเรียวเล็กอันสั่นเทาจับดึงทึ้งกลุ่มเส้นผมดำสั้น นุ่มสลวยของภูเวศน์ ทั้งส่งเสียงเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ขณะที่ชายหนุ่มพรมจูบลงมาที่ซอกคอระหงหอมกรุ่น โดยมือใหญ่ก็โอบอุ้ม บีบนวดเคล้าคลึงดอกบัวงามสวย ที่มีเสื้อผ้ากางกั้นอยู่นั้นไปด้วย
“ว่าไง ฮึ!!??”
ภูเวศน์เลื่อนปากอันร้อนรุ่มขึ้นมาจากลำคอระหงหอมกรุ่นผ่านปลายคางเล็ก มาหยุดที่ปากบางอวบอิ่ม แล้วถามคนตัวเล็กด้วยน้ำเสียงกระเซ้าแหบพร่า โดยสายตาคมกริบก็จับจ้องมองใบหน้าสวยหวานอย่างหลงใหล และเสน่หา
“วันนี้คุณกลับเร็วนะคะ มะ มีอะไรหรือเปล่าคะ? หรือว่าคุณจะไปไหนหรือเปล่า?”
ตติรัตน์เปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่น มือเรียวเล็กเลื่อนลงไปจับมือใหญ่เอาไว้ ไม่ให้ไต่ลึกเข้าไปมากกว่านี้
“ไม่มีอะไร ก็แค่อยากจะพาพอไปกินข้าวข้างนอก”
ภูเวศน์พูดไปก็ใช้มือใหญ่พยายามถลกเสื้อยืดของคนตัวเล็กขึ้น ซึ่งคนตัวเล็กก็พยายามจับมือใหญ่ขืนเอาไว้ ไม่ให้เขาถลกเสื้อยืดขึ้นได้โดยง่าย เพราะห้องนี้เป็ห้องนั่งเล่น หากขืนมีใครผ่านไปผ่านมาเห็น เธอคงอายแทบแทรกแผ่นดินหนีเลยก็ว่าได้
“จริงเหรอคะ พอดีเลย ฉันอยากไปดูโน๊ตบุ๊คพอดีเลยค่ะ”
ตติรัตน์จับมือใหญ่เอาไว้มั่น พร้อมกับพูดอย่างตื่นเต้นที่จะได้ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เพราะเธออยากไปเดินดูโน๊ตบุ๊ค เธอพึ่งตัดสินใจเมื่อกี้นี้เอง ว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็ซื้อโน๊ตบุ๊คถูกๆ สักเครื่องเอามาทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อหารายได้
“ทำไมถึงอยากไปดูโน๊ตบุ๊ค จะเอามาทำอะไร??”
คิ้วเข้มๆ หนาๆ ของภูเวศน์ขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย ผละใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม มองใบหน้าสวยหวาน รอฟังและค้นหาคำตอบในใบหน้าไปพร้อมกันด้วย
“ก็ฉันอยู่บ้านเฉยๆ ฉันก็เบื่อ เพราะไม่มีอะไรให้ทำเลย ก็เลยกะว่ามีโน๊ตบุ๊คสักเครื่องจะได้ดูโน่นดูนี่เพลิน และเผื่อว่าจะหารายได้จากนั้นได้ด้วย อะไรประมาณนี้น่ะค่ะ”
ตติรัตน์พูดไปก็เลื่อนสายตาสวยหวาน จากสายตาคมกริบมามองหน้าอกแกร่ง
ที่เธออย่างมีรายได้นอกเหนือจากที่เขาให้ เพราะอยากจะเก็บเอาไว้เพื่อใช้หนี้ที่บิดาเป็หนี้เขาอยู่ให้แก่เขา และอีกอย่างเพื่อว่า หากวันใดวันหนึ่ง เขาเกิดเบื่อเธอแล้ว เธอจะยังพอมีเงินเก็บเอาไว้สักก้อนไปตั้งหลัก เธออยู่กับเขา ถึงจะแต่งงานกันตามประเพณีก็จริง
แต่นั้นก็เป็เพียงหน้าฉาก หลังฉากคือเธอกับเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่ารัก เธอจึงไม่อยากจะคาดหวังอะไร และก็อยากสร้างต้นทุนของชีวิตเอาไว้ ถ้าหากว่าเธอต้องจากที่นี่ จากเขาไปจริงๆ จะได้ไม่ลำบาก เพราะอนาคตมันไม่แน่ไม่นอน
“ทำไมจะต้องหารายได้เพิ่ม ที่ฉันให้ไม่พอใช้หรือไง?? และไปคำว่าฉันๆ คุณๆ เนี้ยเปลี่ยนได้ไหม?? ฟังแล้วมันไม่รื่นหูเอาซะเลย ดูห่างเหินไม่เหมือนผัวเมียกันเลย”
ภูเวศน์พูดถามอย่างไม่เข้าใจและไม่ใคร่จะพอใจสักเท่าไร เขาให้เ้าหล่อนอยู่บ้านสบายๆ ไม่ชอบ กลับชอบความลำบาก และแถมยังเกิดความรู้สึกขัดหูขัดใจ กับคำเรียกขานของคนตัวเล็กขึ้นมาเฉยๆ
“มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยค่ะ คุณ เอ่อ!!??......”
“พี่ภู...... ฉันแก่กว่าเธอหลายปี”
ภูเวศน์เห็นคนตัวเล็กช้อนสายตาขึ้นมามอง เชิงเป็คำถาม เขาจึงพูดบอกไป ว่า้าให้เ้าหล่อนเรียกขานเขาว่ายังไง
“ค่ะ พี่ภูให้รัตน์มากจนเกิดคำว่าพอ แต่รัตน์แค่อยากทำอะไรเพื่อไม่ให้ตัวเองเบื่อ ก็เท่านั้นเองค่ะ”
ตติรัตน์พูดไปก็ใช้มือเรียวเล็ก จับปกคอเสื้อเชิ้ตของคนตัวโตเล่นไปพร้อมกันด้วย และเธอพูดบอกเขาเพียงแค่นั้น ไม่ได้บอกความตั้งใจทั้งหมดของตัวเองออกไป เพราะกลัวว่าคนตัวโตจะไม่ยอมให้เธอทำอย่างที่ตั้งใจ
“โอเค เราไปหาซื้อโน๊ตบุ๊คแล้วค่อยไปกินข้าวกัน”
ภูเวศน์เห็นคนตัวเล็กยอมเปลี่ยนสรรพนามเรียกขาน ทั้งที่เรียกขานเขาและเรียกขานตัวเองก็พึงพอใจเป็อย่างมาก จึงคิดว่าแค่ซื้อโน๊ตบุ๊คสักเครื่องจะเป็อะไรไปล่ะ ซึ่งเธอก็แค่ได้เล่นมันแค่่นี้แหละ เพราะหากต่อไปในเวลาไม่ช้าไม่นอน เธอคงจะยุ่งหัวฟูจนไม่มีเวลาว่างอย่างแน่นอน เขาเชื่ออย่างนั้น
“งั้น รัตน์ขอไปเปลี่ยนชุดแป๊บนะคะ แล้วเดี๋ยวเราไปกัน”
ตติรัตน์ยิ้มกว้างมากขึ้น พูดอย่างดีใจ พอพูดจบก็ยื่นปากไปจูบคางบึกบึน แล้วรีบชันตัวลุกขึ้นอย่างเร็วไว ทำให้ภูเวศน์ต้องลุกขึ้นตาม และไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดอะไร ร่างบางก็เดินออกจากห้องนั่งเล่นไปลิบลับ เขาจึงอดคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้
๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓