ตอนที่ 36 เริ่มงานประมูล
เนี่ยฟงก้าวเดินเข้าไปยังสมาคมการค้าอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางสายตามากมายที่จับจ้อง พวกมันต่างคาดไม่ถึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แต่ยืนจ้องมองตาค้างด้วยความโง่งม แต่แล้วก็มีเสียงที่ไม่พอใจดังขึ้นมา ทำให้หูเกอและเนี่ยฟงหยุดชะงักทันที “สมาคมการค้าจันทราถึงกับการแหกกฎ เพื่อต้อนรับชายหนุ่มผู้นี้ หรือตำแหน่งเจ้าสำนักเต่าทมิฬอย่างข้า ยังต่ำต้อยกว่าชายหนุ่มผู้นี้” เมื่อได้ยินคำพูดจากชายสูงวัยผู้หนึ่ง สีหน้าของหูเกอก็พลันเปลี่ยนแปรทันที ก่อนจะเหลือบหันไปมองต้นเสียงอย่างเชื่องช้า ปรากฏร่างของชายสูงวัยที่กำลังยืนเอามือไขว้หลังกำขลุ่ยแน่น ซึ่งชายผู้นี้มิได้ปิดบังหน้าตาตนเองแต่อย่างใด ใบหน้าอันเงียบขรึมของเขาแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เมื่อหูเกอเห็นดังนั้นก็ประสานมือคำนับทันที “ท่านเจ้าสำนักเจี่ยงซือ ท่านโปรดอย่าเข้าใจผิด กฎของสมาคมไม่ว่าผู้ใดก็ขัดมิได้ แต่ชายหนุ่มผู้นี้เป็นผู้ที่นำของสำคัญมาเข้าร่วมประมูล จำเป็นต้องรีบนำเข้าไปในที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุด มิอาจล่าช้าได้” “ของสำคัญ? สำคัญถึงเพียงใด ทำไมสมาคมการค้าถึงได้ต้อนรับดีถึงเพียงนี้ จิจิจิ! เจ้าคงไม่บอกข้าว่าชายหนุ่มผู้นี้ มีของระดับราชันย์มาร่วมประมูลหรอกนะ...หูเกอ~!!” เจี่ยงซือเอ่ยถามพร้อมกับจ้องมองตาหูเกออย่างไม่ลดละ เพื่อความมั่นใจว่าหูเกอจะไม่โป้ปดแต่อย่างใด ทันใดนั้นหูเกอก็ผงกศีรษะรับ แล้วเอ่ยออกมาทันที “เรียนเจ้าสำนักเจี่ยง ชายผู้นี้มิได้นำของระดับราชันย์ใดมาร่วมประมูล เพียงแต่เป็นเม็ดยาที่ได้รับการปรุงแต่ง จากผู้มีลมปราณ....ราชันย์เท่านั้น” คำพูดของหูเกอแม้จะบางเบา แต่ทุกผู้ทุกคนย่อมได้ยินถนัดและดังก้องในกกหู แน่นอนว่าหูเกอไม่จำเป็นต้องปิดบังสิ่งใด ยิ่งทำให้การประมูลมีรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล อีกทั้งเนี่ยฟงยังปกปิดใบหน้าของตนเอง ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงตัวจริงของเขาอย่างแน่นอน ทันใดนั้นเสียงของผู้คนก็ดังขึ้น ดั่งพายุที่โหมกระหน่ำไม่ขาดสาย ล้วนตกตะลึงกับสิ่งที่หูเกอเอ่ยออกมา การที่ผู้มีพลังลมปราณราชันย์ปรุงโอสถขึ้นมานั้น ระดับของมันย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน หากเป็นอาวุธระดับราชันย์ยังคงมีโอกาสสูญหายหรือถูกแย่งชิง แต่หากเป็นเม็ดยาเมื่อถูกกินเข้าไป ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถแย่งชิงไปจากตนได้ และอีกทั้งราคาของมันก็ไม่สูงเท่ากับอาวุธระดับราชันย์ ย่อมเป็นที่ต้องการแก่ผู้ฝึกลมปราณทุกคนเมื่อได้ยินคำกล่าวจากหูเกอ เจี่ยนซือก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งเรือนร่าง สายตาจับจ้องไปยังเนี่ยฟง หากเป็นจริงตามที่หูเกอกล่าว การประมูลครั้งนี้ย่อมดุเดือดอย่างแน่นอน หูเกอประสานมือคำนับพร้อมกับนำเนี่ยฟงเข้าไปยังสมาคมการค้า โดยที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยคัดค้านอีก สายตาแต่ละผู้แต่คนต่างจ้องมองเนี่ยฟงอย่างไม่ลดละ เพื่อตรวจดูรูปพรรณสัณฐานของชายหนุ่ม แต่ผ้าผืนใหญ่ที่ปกคลุมเรือนร่างจนสนิท ทำให้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ตัวตนของเนี่ยฟงได้หูเกอนำทางเนี่ยฟงมาถึงระเบียงที่ชั้นสอง ที่มีม่านตาข่ายมนต์ป้องกันขึงปิดรอบทั้งสามด้าน ความทึบของม่านนั้นทำให้ไม่สามารถมองเห็นจากภายนอกได้ แต่ภายในกลับมองเห็นด้านนอกได้อย่างชัดเจน ขนมและน้ำชาที่หอมกรุ่นถูกจัดวางไว้อย่างเพียบพร้อม อีกทั้งยังมีหญิงสาวสวยในชุดกี่เพ้าคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง หูเกอพยายามจะผูกไมตรีกับเนี่ยฟงให้มากที่สุด เมื่อมองไปยังภายนอกเวทีขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ม่านสีแดงสดปักลวดลายหงส์คู่มังกรด้วยด้ายสีทอง บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของสมาคมการค้าจันทรา ผู้คนกำลังทยอยเข้ามาด้านในอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นเนี่ยฟงก็หยิบถุงยาส่งให้กับหูเกอทันที“ก่อนที่ท่านอาจารย์จะออกเดินทาง ท่านได้ฝากให้ข้านำถุงยานี้มาให้แก่ท่าน ด้วยเวลาและตัวสมุนไพรที่มีค่อนข้างจำกัด ท่านอาจารย์จึงปรุงขึ้นมาได้หนึ่งร้อยเม็ดเท่านั้น ท่านโปรดตรวจดู” เนี่ยฟงไม่ให้ยาทั้งหมดที่มี ในความเป็นจริงนั้นที่ตัวของเนี่ยฟงนั้น ยังมีตัวยาอีกมากกว่าสามร้อยเม็ด ที่เหลือจากที่เนี่ยฟงกิน แต่เพื่อตรวจสอบราคาของมัน จึงให้หูเกอไปเพียงแค่หนึ่งร้อยเม็ดเท่านั้น และเก็บไว้เองส่วนหนึ่งเพื่อไว้ใช้กับตัวเอง “หนึ่งร้อยเม็ด!!” หูเกออุทานออกมาเสียงดังสนั่น พร้อมกับยื่นมือที่สั่นเทาไปรับถุงยาอย่างเชื่องช้า เมื่อเปิดปากถุงดูหัวใจของหูเกอก็สั่นสะท้านทันที ก่อนจะหยิบเม็ดยาขึ้นมาหนึ่งเม็ดเพื่อตรวจดู “โอ้~~!!! สวรรค์!!! นี่มันเม็ดยาระดับสิบจริงๆ!! เจ้า!! รีบไปเอากล่องยาที่ดีที่สุดมาสิบกล่องเดี๋ยวนี้!!” หูเกอรีบใช้เสื้อผ้าไหมของตนห่อหุ้มยาทันที กลัวว่าตัวยาจะซึมซับอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ แล้วใช้คนงานของตนไปเอากล่องยาทันที มันอยากจะกระอักเลือดออกมากองที่พื้น เมื่อเม็ดยาระดับสิบกลับถูกใช้เพียงถุงผ้าโทรมๆ ห่อหุ้ม หรือในสายตาของถังต้าเหลียนแล้ว ตัวยาพวกนี้ล้วนแต่ไม่มีค่าอันใดเลยแม้แต่น้อย และยังทำให้หูเกอคิดไปเองว่า ต้องใช้หญ้าหางหนูหนึ่งกิโลกรัม ต่อการปรุงมันขึ้นมาหนึ่งเม็ดการประมูลกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า เมื่อผ้าม่านแดงค่อยๆ เปิดออก จนหงส์และมังกรถูกแยกออกจากกัน ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดกี่เพ้าสีแดงรัดรูป เผยให้เห็นสัดส่วนที่เย้ายวนใจแก่ผู้พบเห็น อีกทั้งใบหน้าที่งดงามของนาง ยังชวนให้ผู้คนต้องหลงใหล เมื่อยามที่เบ่งเสียงที่ใสผ่านหยกกระจายเสียง ทุกผู้ทุกคนต่างจ้องมองไปยังนางทันที“แขกผู้มีเกียรติทุกท่านการประมูลในครั้งนี้ สมาคมการค้าจันทราของเราได้เตรียมสมบัติล่ำค้าไว้มากมาย และด้วยความล่ำค้าของมัน จนสมาคมไม่สามารถตีราคาของมันได้ จึงได้นำมันมาให้พวกท่านร่วมประมูล และดังเช่นเคยผู้ที่ให้ราคาสูงที่สุดย่อมได้มันไปครอบครอง เพื่อไม่ให้เสียเวลาของพวกท่าน ของชิ้นแรกที่จะประมูลคือสิ่งนี้!” หญิงสาวผายมือที่เรียวงามไปด้านข้าง ปรากฏร่างของหญิงสาวอีกผู้หนึ่ง กำลังผลักดันโต๊ะออกมาจากผ้าม่าน บนโต๊ะเลื่อนตัวนั้นมีแก่นอสูรขนาดเท่ากำปั้น และพลังลมปราณที่มันแผ่กระจายออกมานั้น มีเพียงแค่ขั้นก่อกำเนิดทำให้ทุกผู้ทุกคนไม่สนใจมันแม้แต่น้อย เมื่อหญิงสาวเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยออกมาทันที“แก่นอสูรลมปราณก่อกำเนิด ในสายตาของพวกท่านมันล้วนไม่มีค่าอันใด และในใจของพวกท่านคงด่าทอสมาคม ที่ไม่สามารถตีราคาของมันได้ แต่ถ้าหากข้าบอกว่ามันคือแก่นอสูรของพยัคฆ์ขาว และมีอายุมากกว่าหนึ่งพันปี! พลังวิญญาณที่แข็งแกร่งของมัน ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน ราคาเริ่มต้นของมันอยู่ที่สามพันตำลึงทอง!” ความแตกตื่นบังเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อยามที่หญิงสาวคนงามกล่าวจบ ทุกผู้ทุกคนเริ่มยกป้ายประมูลทันที ด้วยความที่ว่าพยัคฆ์ขาวเป็นสัตว์อสูรที่หายาก จนคาดคิดกันว่ามันสิ้นไปจากโลกใบนี้ ด้วยพลังจิตวิญญาณของมันภายในแก่นอสูร ย่อมมีค่ามากมายหลายร้อยเท่า“สี่พันตำลึงทอง!!” “สี่พันห้าร้อยตำลึงทอง!!” “ห้าพันตำลึงทอง!!” หลังจากที่ราคาของมันพุ่งทะยานขึ้นต่อเนื่อง เนี่ยฟงลอบกลืนน้ำลายหลายต่อหลายครั้ง ไม่คาดคิดว่ามันจะมีค่ามากถึงเพียงนี้ อีกทั้งเรื่องจิตวิญญาณอสูรก็ยังเป็นเรื่องที่เนี่ยฟงนั้น ไม่มีความรู้แม้แต่น้อย เริ่มทำให้เขาไม่มั่นใจที่ขายมันออกไป เมื่อยามที่กลับไปที่บ้านของตน เขาต้องทำการสำรวจแก่นอสูรงูสายรุ้งอีกครั้ง ในขณะที่การประมูลกำลังสู้ราคากันอย่างดุเดือด จนราคาของแก่นอสูรพยัคฆ์ขาวสูงถึงหนึ่งหมื่นตำลึงทอง และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทันใดนั้น! เจี่ยนซือก็ชูป้ายของตน พร้อมกับเอ่ยราคาขึ้นมาทันที “สองหมื่นตำลึงทอง!!” ห้องโถงการประมูลเงียบสงัดราวกับป่าช้า จ้องมองไปยังเจี่ยนซือเจ้าสำนักเต่าทมิฬโดยพร้อมเพรียงกัน และไม่มีผู้ใดหาญกล้ายกป้ายขึ้นอีกเลย ทันใดนั้นเองเนี่ยฟงก็หวนคิดถึงเรื่องในอดีตชาติ คิดถึงกลโกงการประมูลในโลกใบเก่า มุมปากทั้งสองข้างก็ยกยิ้มขึ้นมาทันที พร้อมกับส่งสัญญาณให้หญิงรับใช้ชูป้ายสู้ราคาทันที “สองหมื่นหนึ่งพันตำลึงทอง!!” ทุกสายตาหันไปยังต้นเสียง แม้แต่เจี่ยนซือเองยังจ้องมองด้วยความโกรธเคือง ว่าผู้ใดกันที่หาญกล้าประมูลแข่งกับสำนักเต่าทมิฬ ทันใดนั้นเจี่ยนซือก็ชูป้ายของตนทันที “สองหมื่นห้าพันตำลึงทอง!!!” ในขณะที่เนี่ยฟงกำลังจะใช้ให้หญิงสาวไปชูป้ายอีกครั้ง ทันใดนั้น! ก็ปรากฏเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมา “สองหมื่นหกพันตำลึงทอง!!” ทุกสายตาหันไปยังต้นเสียงทันที เป็นซุนหวังเหว่ยเจ้าสำนักเทพกระบี่ ที่เอ่ยราคาขึ้นท่ามการจ้องมองของเจี่ยนซือ “ซุน...หวัง...เหว่ย!!!” ซุนหวังเหว่ยประสานมือคำนับ พร้อมกับเอ่ยขึ้น “พี่เจี่ยน ไม่เพียงแต่สำนักท่านหรอกนะที่อยากได้ ข้าเองก็อยากได้มันเช่นกันไม่ต่างจากท่าน” “สามหมื่นตำลึงทอง!” เจี่ยนซือกล่าว“สามหมื่นหนึ่งพัน!” เนี่ยฟงกล่าว“สามหมื่นห้าพัน!” ซุนหวังเหว่ยไม่ยอมน้อยหน้า“สี่หมื่นตำลึงทอง!!!!” พร้อมกับเส้นเลือดที่ปูดพองขึ้นทั่วใบหน้า แผ่นป้ายในมือปรากฏรอยแตกร้าว จนเกิดเป็นเสียงดังจนฟังได้ชัดเจน ท่ามกลางความยินดีของเนี่ยฟง ด้วยจำนวนเหรียญทองขนาดนี้ เขาสามารถทำให้ปู่ของตนสุขสบายไปทั้งชาติ ทันใดนั้นหญิงสาวก็นับถอยหลังทันทีซึ่งจะนับถึงสาม หากไม่มีใครให้ราคาที่สูงกว่า ย่อมหมายความว่าเจี่ยนซือจะได้แก่นอสูรพยัคฆ์ขาวไปครอบครอง “สี่หมื่นตำลึงทองครั้งที่หนึ่ง! ....สี่หมื่นตำลึงทองครั้งที่สอง!! ....สี่หมื่นตำลึงทองครั้งที่....” “สี่หมื่นหนึ่งพันตำลึงทอง!!” “!!!!!” ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกผู้ทุกคน ซุนหวังเหว่ยชูป้ายขึ้นอย่างสั่นเทา เม็ดเหงื่อปรากฏไปทั่วทั้งใบหน้า ทันใดนั้น!! เจี่ยนซือก็ปลดปล่อยจิตสังหารออกมาทันที “ซุนหวังเหว่ย!! เจ้า...เจ้า...!!!” เจี่ยนซือกล่าวขึ้นพร้อมกับชี้หน้าซุนหวังเหว่ยด้วยอาการสั่นเทา ความโกรธเคืองปะทุไปทั่วทั้งเรือนร่าง ตั้งแต่เกิดมาทั้งชีวิตมันไม่เคยประมูลแก่นอสูรที่แพงขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตัวของซุนหวังเหว่ยก็คิดเช่นเดียวกัน แต่ด้วยพลังจิตวิญญาณของพยัคฆ์ขาวที่หายากยิ่ง ไม่ว่าอย่างไรพวกมันต้องได้มาไว้ครอบครอง“ห้าหมื่นตำลึงทอง!!!” เจี่ยนซือประกาศออกมาเสียงดังลั่น ซุนหวังเหว่ยจ้องมองจนดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า ป้ายไม้ในมือแตกกระจายร่วงหล่นสู่พื้นทันที ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งไปกับที่ของตน ด้วยอาการโกรธเคือง ท่ามกลางรอยยิ้มของเจี่ยนซือราวกับว่าตนเป็นผู้ชนะ เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจฝูงชนต่างนิ่งเงียบราวกับป่าช้า ทันใดนั้นหญิงสาวก็เริ่มนับทันที“ห้าหมื่นตำลึงทองครั้งที่หนึ่ง....ห้าหมื่นตำลึงทองครั้งที่สอง...ห้าหมื่นตำลึงทอง...ครั้งที่สาม!!! ขาย!! ให้เจ้าสำนักเจี่ยนซือ แห่งสำนักเต่าทมิฬ” เสียงหญิงสาวประกาศดังขึ้น ท่ามกลางความดีใจของเจี่ยนซือ ทุกๆ การนับของนางบีบหัวใจของมันเป็นอย่างมาก หวั่นเกรงว่าจะมีผู้ใดเสนอราคาขึ้นมาสู้กับมัน เพียงแค่ของชิ้นแรกก็ทำให้ฝูงชนต้องตกตะลึงกับราคาที่สูงลิ่วของมัน อีกทั้งเม็ดยาที่ผู้ปรุงมีพลังลมปราณราชันย์ก็ยังไม่ได้นำออกมา ความตื่นเต้นในห้องโถงประมูลเริ่มดุเดือดขึ้นทุกทีจะเพียงชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังนั่งยิ้มจนปากแทบฉีกถึงรูหู จะเป็นใครมิได้หากไม่ใช้เนี่ยฟง เมื่อลองคำนวณจากเงินที่เหลือ จากการแบ่งเปอร์เซ็นต์กับสมาคมการค้าแล้ว เนี่ยฟงยังเหลือเงินอีกมากที่จะทำให้ปู่และเขาสบายไปทั้งชีวิต