ฮูหยินคนใหม่รึ
สำนักเทียนอวี้
หนึ่งในมหาอำนาจแห่งทวีปเจินเซิ่ง
ทว่าสำนักนิกายนี้ไม่ได้แข็งแกร่งนักมีเพียงเซียนเฒ่าผู้หนึ่งประจำอยู่
อย่างไรก็ตาม หลังจากติดต่อกับปราสาทมารเพลิงโลกันตร์แล้วสถานะของสำนักเทียนอวี้ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แม้แต่สำนักหลิงสวี่เจี้ยนก็ไม่กล้ายุแหย่
ในขณะนี้เอง ภายในห้องโถงใหญ่ของสำนักงานใหญ่สำนักเทียนอวี้
“เกิดกระไรขึ้น เซียนนักบุญหญิงเล่าเหตุใดนางจึงไม่กลับสำนัก!”
สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ประธานสวมเสื้อผ้าที่เปิดเผยเนื้อหนังพอสมควร กวาดสายตาเย็นชาไปยังทุกคนในห้องโถง และเอ่ยถามเสียงเย็นชา
นางคือประมุขของสำนักเทียนอวี้เป็นระดับกึ่งเซียนนักบุญ
เหล่าผู้อาวุโสทั้งชายและหญิงนับสิบนั่งอยู่รอบข้างทั้งหมดล้วนมีใบหน้าที่หล่อเหลาและงดงาม ทว่าผู้อาวุโสหญิงนั้นมากกว่า
“นี่...”
“ท่านประมุข เซียนนักบุญหญิงยังคงอยู่ในเมืองว่านเซี่ยงและยังคงมีข่าวส่งกลับมาอยู่เสมอ!”
“ถูกต้อง มีผู้อาวุโสฮวาและคนอื่นๆคอยดูแลนาง ไม่น่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงกระไร!”
เหล่าผู้อาวุโสมองหน้ากันและพูดด้วยความประหลาดใจ
“แล้ว...นางอยู่ที่ใด”
ประมุขสำนักเทียนอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยบนใบหน้าที่งามวิไลปรากฏร่องรอยของความไม่พอใจ
“ตอนนี้ท่านผู้นั้นได้มาทวงถามแล้วทว่ายังไม่เห็นเซียนนักบุญหญิงรึ”
“จะไม่เกิดเรื่องได้อย่างไรเซียนนักบุญหญิงไม่ได้กลับสำนักมาหลายปีแล้ว นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่าไม่เกิดเรื่องอย่างนั้นหรือ”
ประมุขสำนักเทียนอวี้พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาทำให้สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสเปลี่ยนไป และใจสั่นสะท้าน
ท่านผู้นั้นหรือ
พวกเขาไม่ลืมว่าที่สำนักเทียนอวี้มีอำนาจเช่นนี้ได้ล้วนเป็นเพราะท่านผู้นั้นจากปราสาทมาร
หากเกิดเรื่องร้ายแรงกับเซียนนักบุญหญิงขึ้นและท่านผู้นั้นตำหนิกริ้วโกรธ สำนักเทียนอวี้ทั้งหมดจะถูกทำลาย และพวกเขาก็ต้องถูกฝังร่างไปพร้อมๆกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ไม่ได้กลับสำนักมาหลายปีแล้ว
แม้ว่าผู้อาวุโสสองคนที่คอยดูแลเซียนนักบุญหญิงจะส่งข่าวกลับมาเป็นระยะๆทว่านั่นจะรับประกันได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดเรื่องอันใด
บางทีพวกเขาอาจถูกเซียนนักบุญหญิงหลอกก็ได้
เพราะเซียนนักบุญหญิงผู้นั้นมีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งกลอุบายและสติปัญญานั้นมิอาจมองข้าม!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เหล่าผู้อาวุโสก็เหงื่อตกใจสั่นด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องเหนือความคาดหมาย
“ทะ...ท่านประมุข ขะ...ข้าน้อยจะติดต่อเซียนนักบุญหญิงเดี๋ยวนี้!”ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ยังไม่รีบอีก!”
ประมุขสำนักเทียนอวี้หรี่ตาลงรัศมีระดับกึ่งเซียนนักบุญกดทับลงมาแทบจะทันใด กดจนผู้อาวุโสคนนั้นตัวสั่นเทา และรีบหยิบลูกแก้วส่งสารออกมาด้วยตัวที่สั่นกึกโดยตั้งใจจะติดต่อผู้อาวุโสทั้งสอง
ลูกแก้วส่งสารคือเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่งสามารถส่งข้อความได้ไกลหลายหมื่นหลายแสนลี้ หรือแม้แต่ข้ามทวีปก็ทำได้โดยง่าย
“...”
อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสผู้นี้ใช้ลูกแก้วส่งสารติดต่อกลับไปอยู่เป็นเวลานานทว่ายังไร้ซึ่งข่าวใดๆ ตอบกลับมา ใจของเขาก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อจากความวิตกไหลอาบ
เมื่อเห็นเช่นนี้ แม้ว่าเหล่าผู้อาวุโสจะไม่กล้าพูดทว่าใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดและหวาดกลัวเช่นกัน
เซียนนักบุญหญิง... เกิดเรื่องแล้วหรือไม่
ใบหน้าของประมุขสำนักเทียนอวี้เย็นชาสายตาเย็นเยียบ เมื่อเห็นเช่นนี้ จิตใจของนางก็ค่อยๆ จมดิ่งลง
“ทะ...ท่านประมุข เซียนนักบุญหญิงไม่มีข่าวเลยอะ...อาจจะเกิดเรื่องแล้วขอรับ!”
ผู้อาวุโสคนนั้นพูดด้วยริมฝีปากแห้งผากและเสียงสั่นเครือ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ประมุขสำนักเทียนอวี้ก็รู้สึกหน้ามืดลงชั่วขณะเกือบจะล้มลงกับพื้น
“บัดซบ! เกิดกระไรขึ้นพวกเจ้ากินหญ้าหรืออย่างไร” ในวินาทีต่อมา ดวงตาของนางเบิกโพลง รัศมีแห่งเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญที่น่าสะพรึงกลัวก็กดทับลงมาที่ทุกคนดุจคลื่นยักษ์
เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในห้องล้วนหายใจไม่ออกและรู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าพรั่นพรึง ความกลัวคืบคลานเข้ามาจิตใจ
ไม่เพียงเพราะโทสะของประมุขเท่านั้นยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับท่านผู้นั้นอีกด้วย
หากท่านผู้นั้นออกโรงพวกเขาทั้งหมดคงต้องตาย
“ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าเหล่าผู้อาวุโสไม่พูดประมุขสำนักเทียนอวี้ก็โกรธจนปากสั่น และใจก็เต็มไปด้วยความกลัว
นางจะไปรายงานท่านผู้นั้นอย่างไร
“กระไรจบสิ้น!”
เสียงเรียบๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง
“เซียนนักบุญหญิงหายตัวไป!”
ประมุขสำนักเทียนอวี้หน้าซีดเผือดใจกำลังสับสน เมื่อได้ยินเช่นนี้ นางก็ตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว
“ผู้ใด!”
ไม่กี่อึดใจต่อมา ใจของนางก็เต้นแรงและตั้งสติได้ในทันที ดวงตาเบิกกว้าง ผู้ใดกำลังคุยกับนางกัน
ตูม!
ใบหน้าของนางชา ตบฝ่ามือออกไปสัญลักษณ์แห่งกฎเกณฑ์หมุนวนรอบตัว ตั้งใจจะตบอีกฝ่ายให้ตาย
มือข้างหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่เหนือกว่า คว้าใบหน้าของนางไว้ บีบเบาๆ โลหิตก็พุ่งออกมา จากนั้นก็ฟาดลงไปยังพื้น
ตึง!
พื้นดินสั่นสะเทือน อาคารทั้งหมดพังทลายลงสัญลักษณ์และค่ายกลทั้งหมดส่องแสง ทว่ากลับถูกพลังทำลายล้างบดขยี้จนแหลกสลาย
“อ้าก...อ้าก...อ้าก...”
เหล่าผู้อาวุโสยังไม่ทันได้ตั้งตัวพลังที่เหลืออยู่ก็ซัดเข้าใส่พวกเขา ทำให้พวกเขากระอักเลือดและกระเด็นถอยหลัง ร่างกายแตกดังลั่นกระดูกหักนับไม่ถ้วน ร่างกายเกือบจะระเบิด
“มีศัตรูบุกโจมตี!”
“ผู้ใดกัน กล้าบุกโจมตีสำนักเทียนอวี้!”
“ขอให้เหล่าผู้อาวุโสลงมือเสีย!”
ณ สำนักงานใหญ่สำนักเทียนอวี้ภายในยอดเขานับไม่ถ้วน และตำหนักต่างๆ บุคคลผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างตกตะลึง พวกเขาลอยขึ้นไปบนอากาศและตะโกนออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น ยอดเขาแห่งวิญญาณนับหมื่นแห่งตำหนักหลวงนับไม่ถ้วนล้วนส่องแสง ค่ายกลต่างๆ ปรากฏขึ้น พร้อมกับพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังสำแดงอำนาจของตน
สัญลักษณ์และค่ายกลนับไม่ถ้วนพันกันโซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์นับหมื่นพุ่งออกมา แผ่รัศมีน่าเกรงขาม
พลังเช่นนั้น แม้แต่เซียนก็ต้องเปลี่ยนสีหน้า
นี่คือพลังของมหาอำนาจแม้แต่สำนักเทียนอวี้ที่เป็นมหาอำนาจทั่วไป ภายในสำนักงานใหญ่ก็ยังมีพลังที่สามารถคุกคามเซียนทั่วไปได้
ตูม!
ไม่กี่อึดใจต่อมา รัศมีแห่งราชานักบุญที่น่าสะพรึงกลัวก็ปะทุขึ้นจากซากปรักหักพังของห้องโถงใหญ่ซึ่งเหนือกว่าเซียนทั่วไปหลายเท่า ราวกับเทพเจ้าจุติลงมา และยุรยาตรไปทั่วทุกหนแห่ง...
ค่ายกล ยอดเขา และตำหนักทั้งหมดต่างพังทลายลงเหมือนใบไม้ร่วงแม้แต่โซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์ก็ขาดสะบั้นลงอย่างนั้น
“อ๊ากกก…”
บุคคลผู้ฝึกตนและผู้อาวุโสจำนวนมากร้องโหยหวนพวกเขาถูกแรงกดดันนี้บดขยี้จนแหลกสลาย
โลหิตย้อมทั่วทั้งแผ่นดิน
สำนักเทียนอวี้ทั้งหมดกลายเป็นดินแดนที่เปื้อนไปด้วยโลหิตบุคคลผู้ฝึกตนและศิษย์จำนวนมากถูกแรงสั่นสะเทือนจนตาย เหลือเพียงผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น
ในขณะนี้ พวกเขาทั้งหมดเผยสีหน้าหวาดผวาอย่างที่สุด
“โครม...”
ภายในซากปรักหักพังของตำหนักที่พังทลายเศษหินนับไม่ถ้วนกระจัดกระจาย เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มผมดำผู้หนึ่ง ขณะนี้เขากำลังจับประมุขสำนักเทียนอวี้ที่กำลังจะตายด้วยมือข้างเดียวและจ้องมองนางด้วยสีหน้าเฉยเมย
“เซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้อยู่ที่ใด”
เขาพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงสงบ
“ข้า...”
ริมฝีปากของประมุขสำนักเทียนอวี้สั่นเทาดวงตาเต็มเอ้อล้นความกลัว นางอยากจะพูด ทว่าแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวไหลบ่าเข้ามาจนนางพูดไม่ออก
ร่างกายและวิญญาณของนางในระดับกึ่งเซียนนักบุญส่งเสียงดังอักราวกับว่าจะระเบิดในวินาทีต่อมา
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ โปรดไว้ชีวิตด้วย!”
ในขณะนั้นเอง เสียงแก่ชราที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น
ไม่ไกลออกไป ปรากฏร่างของหญิงชราผมขาวผู้หนึ่งขึ้นใบหน้าแก่ชรานั้นกำลังพูดด้วยสีหน้าหวาดๆ ร่างกายของนางแผ่รัศมีของเซียน
!
นี่คือบรรพบุรุษเซียนของสำนักเทียนอวี้!
“เซียนนักบุญหญิงอยู่ที่ใด”
ชายหนุ่มผมดำดูเหมือนจะไม่ชอบพูดมากความเขาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เซียนนักบุญหญิงหายตัวไปหลายปีแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หญิงชราก็ถอนหายใจใบหน้าที่เหี่ยวย่นบัดนี้ยิ่งย่นยับมากขึ้น
“อย่างไรก็ตาม ข้าได้ทิ้งรอยประทับไว้บนตัวนางย่อมรู้ได้ว่านางอยู่ที่ใด!”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังรู้ด้วยว่านางยังคงบริสุทธิ์ไม่ทำให้ท่านผู้นั้นผิดหวัง!”
ก่อนที่ชายหนุ่มผมดำจะโกรธหญิงชราก็เปล่งวาจาออกมาอย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้นก็ดี”
ชายหนุ่มผมดำพูดเสียงเย็นชา
จากนั้น เขาก็เก็บซ่อนรัศมีกลับไปตามเดิมก่อนจะจ้องมองหญิงชราด้วยสายตาชวนสะท้าน และกล่าวต่อขึ้นว่า
“ติดต่อเซียนนักบุญหญิงผู้นั้นและพานางมาหาข้า”
“เจ้าค่ะ!”
“ทว่าได้โปรดปล่อยประมุขด้วยสำนักเทียนอวี้ของเราไม่ได้แข็งแกร่งอยู่แล้ว ตอนนี้เราสูญเสียเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญไปอีกคนไม่ได้!”หญิงชราพยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“ปึง!”
ชายหนุ่มผมดำมีสีหน้าเย็นชาเขามองไปยังสตรีที่หวาดกลัว แล้วโยนนางไปด้านข้าง
เมื่อเห็นเช่นนี้ หญิงชราก็ยิ้มขมขื่น
สำนักเทียนอวี้ไม่ได้แข็งแกร่งนักอยู่แล้วหลังจากที่ท่านผู้นั้นลงมือกระทำบางสิ่ง อาจกล่าวได้ว่าพลังของสำนักอาจลดลงไปอีกครึ่งหนึ่งเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ
ทว่าแล้วจะทำอย่างไรได้
เผชิญหน้ากับราชานักบุญที่แข็งแกร่งเช่นนี้หญิงชราทำได้เพียงกลืนความทุกข์ใจและข่มใจที่อาจจะปะทุขึ้น
“วู วือ”
หญิงชราผมขาวลงมือร่ายมนตร์และเริ่มสัมผัสได้ถึงรอยประทับที่นางทิ้งไว้บนตัวเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้
ในฐานะเซียน นางจะไม่ให้ความสำคัญกับเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักได้เยี่ยงไร
ควรทราบว่านี่คือบุคคลที่ท่านผู้นั้นจากปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ต้องการโดยตรงนางจะประมาทมิได้
ดังนั้นตนจึงทิ้งรอยประทับไว้บนตัวนางตั้งแต่เนิ่นๆและรับรู้บางสิ่งและบางสถานการณ์ได้
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ เซียนนักบุญหญิงอยู่ที่ตระกูลซูในเมืองว่านเซี่ยงตอนนี้นางยังปลอดภัยดี!”
หลังจากที่รับรู้ได้ว่าเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ปลอดภัยดีหญิงชราผมขาวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และรีบรายงานกับชายหนุ่มผมดำ
“เมืองว่านเซี่ยง ตระกูลซู...”
ชายหนุ่มผมดำพึมพำกับตัวเองดวงตาเป็นประกาย จากนั้นก็หันหลังกลับเพื่อจากไป
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ตระกูลซูมีเซียนฉางเซิงผู้ทรงพลังกล่าวกันว่าเขาได้สังหารมารเฒ่าเฮยหมัว และสงสัยว่ามีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับราชานักบุญ!”
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผมดำกำลังจะผละไปหญิงชราผมขาวก็รีบเตือนขึ้น
เหตุการณ์ในเมืองว่านเซี่ยงเมื่อครึ่งปีก่อนแม้ว่าตระกูลซูจะพยายามปกปิดและเบี่ยงเบนความสนใจ กอปรกับเหตุการณ์ในดินแดนลับของมหาเซียนทำให้เรื่องนี้ไม่ได้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางและก่อให้เกิดความโกลาหล
ทว่ามหาอำนาจบางแห่งที่ให้ความสนใจต่อตระกูลซูกระทั่งบรรพบุรุษเซียนบางคน ก็ยังคงรับรู้ข่าวอันเหลือเชื่อ
ซูฉางเซิงถูกสงสัยว่าได้สังหารมารเฒ่าเฮยหมัวและมีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับระดับราชานักบุญ
แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อทว่ามหาอำนาจของทวีปเจินเซิ่ง รวมถึงบรรพบุรุษเซียนต่างๆ ก็ยังคงยกระดับภัยคุกคามของซูฉางเซิงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งและลึกๆ ข้างในก็ยังกริ่งเกรงอยู่บ้าง
“เทียบเท่ากับราชานักบุญหรือก็เพียงมดปลวกอยู่ดี!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชายหนุ่มผมดำก็หยุดฝีเท้าลงพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็หัวเราะเยาะ
เขาคือเซียนอันดับหนึ่งของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเซียนระดับกึ่งราชานักบุญ เขาก็เคยสังหารราชานักบุญมาแล้ว
ตอนนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของราชานักบุญแล้วสังหารเซียนในระดับเดียวกันด้วยมือเดียวก็ง่ายนัก
ซูฉางเซิงเพียงคนเดียวหรือ
เพียงมดปลวก!
ตูม!
หลังจากพูดจบ เขาก็ก้าวออกไปร่างของเขาหายไป ทิ้งไว้เพียงฉากของซากปรักหักพังของสำนักเทียนอวี้
“ท่านบรรพบุรุษ...ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้าเองที่ทำงานบกพร่อง!”
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผมดำหายไปประมุขสำนักเทียนอวี้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็เดินกระโซกระเซไปด้านข้างอย่างยากลำบากก่อนหลุบสีหน้าขมขื่นลงไป
“ไม่ต้องพูดแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้เป็นความผิดของเจ้าทั้งหมดทว่าสำนักเทียนอวี้ประสบความสูญเสียอย่างหนัก เช่นนั้นในช่วงเวลาต่อจากนี้ เราจะต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงบ้าง”
หญิงชราผมขาวส่ายหน้าและถอนหายใจ
“ท่านบรรพบุรุษ เราส่งข่าวของตระกูลซูให้กับคนผู้นั้นเช่นนี้หากซูฉางเซิงแก้แค้นในภายหลังจะทำอย่างไร” ประมุขสำนักเทียนอวี้พูดเหมือนลังเล
“แก้แค้นหรือ”
หญิงชราผมขาวพึมพำ จากนั้นก็ส่ายหน้าและหัวเราะเยาะ“เจ้าไม่เข้าใจความน่าสะพรึงกลัวของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ ซูฉางเซิงเป็นเพียงเซียนตัวเล็กๆแม้ว่าจะมีพลังอยู่บ้าง ทว่าในสายตาของผู้อาวุโสแห่งปราสาทมาร เขาก็เป็นเพียงมดปลวกเท่านั้น!”
“ถึงเทียบเท่ากับราชานักบุญแล้วอย่างไร”
“ท่านผู้นั้นจากปราสาทมารถึงจะเรียกว่าราชานักบุญที่แท้จริง!”
หญิงชราผมขาวถอนหายใจ
“เช่นนั้นก็ดี”
ประมุขสำนักเทียนอวี้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกตราบใดที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อสำนักเทียนอวี้ก็เพียงพอแล้ว
ส่วนซูฉางเซิงจะอยู่หรือตายนางไม่สนใจ
...
อีกด้านหนึ่ง ณ ดินแดนโบราณที่อยู่ติดกับทวีปอื่นบริเวณขอบทวีปเจินเซิ่ง มีเมืองโบราณขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
เมืองโบราณแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากมีบุคคลผู้ฝึกตนและผู้อาวุโสอยู่นับไม่ถ้วน
นี่คือเมืองเซียนว่านเต้า
เป็นสาขาหนึ่งของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีในทวีปเจินเซิ่งและเป็นที่ดึงดูดผู้ฝึกตนจำนวนมากให้มาที่นี่
และในวันนี้เองที่เป็นวันเริ่มต้นการประมูลของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีอย่างเป็นทางการ
สำนักกองกำลังและผู้อาวุโสต่างๆล้วนมาที่นี่ รวมถึงกองกำลังจากทวีปอื่นๆ ด้วย
ลำแสงศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากเรือศักดิ์สิทธิ์ เรือเซียน รถม้า รถศึกนับไม่ถ้วน ล้วนพุ่งทะยานไปบนท้องฟ้าดุจดั่งสายรุ้งทอประกายบนฟากฟ้าทิ้งร่องรอยอันเจิดจ้าเอาไว้
รัศมีและพลังที่น่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายไปทั่ว
“บรรพบุรุษเซียนของสำนักหลิงซวีเจี้ยนมาถึงแล้ว!”
“เซียนแห่งวิหารอสูรสวรรค์...”
“เซียนเฒ่าแห่งตระกูลหวังก็มาแล้วเช่นกัน...เซียนเฒ่าที่ซ่อนตัวอยู่มากมายล้วนปรากฏตัวขึ้นแล้ว!”
ในเมืองเซียนว่านเต้าบรรพบุรุษเซียนที่เคยอยู่สูงส่งเกินเอื้อม หรือไม่เคยปรากฏตัวให้เห็น ก็ปรากฏตัวขึ้นก่อให้เกิดเสียงอุทานประหลาดใจจากบุคคลผู้ฝึกตนมากมาย
ที่นี่ ผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์มีให้เห็นทั่วไปเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญก็มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
มีเพียงเซียนเท่านั้นที่ถือว่าเป็นผู้อาวุโสระดับสูงสุดบางครั้งราชานักบุญก็มาเยือนเช่นกัน สายตาที่กวาดมองไปทั่ว ทำให้เซียนระดับนิรันดร์และเซียนต่างๆล้วนใจสั่น
“ตึง!”
ในไม่ช้า อาคารที่ดูเหมือนตำหนักเซียนก็เปิดออกแสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งออกมา แสงสว่างนับหมื่นสาดส่อง ราวกับเทียนกั๋ว นั่นคือสถานที่ประมูลของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถี
ผู้อาวุโสระดับนิรันดร์เซียนบรรพบุรุษ และผู้อาวุโสจากมหาอำนาจต่างๆ ล้วนได้รับการต้อนรับและเชิญเข้าไป
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิหารอสูรสวรรค์เรียนเชิญด้านใน”
ชายหนุ่มผมทองผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นดวงตาคมกริบ ใบหน้าหล่อเหลาหาที่ติไม่ได้ มีผู้อาวุโสหลายคนติดตามมาด้วย ทุกคนแผ่รัศมีครั่นคร้ามล้วนได้รับการต้อนรับจากสาวใช้ด้วยความเคารพ
บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ทยอยปรากฏตัว
บ้างก็เป็นร่างที่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่น่าสะพรึงกลัวบ้างก็เป็นเซียนเฒ่าที่ใบหน้าแก่ชรา บ้างก็เป็นเซียนแห่งวิถีกระบี่ที่แผ่รัศมีอันแหลมคม
บรรพบุรุษเซียนต่างๆ ล้วนได้รับการต้อนรับให้เข้าไปด้านใน
ในไม่ช้า ซูฉางเซิงก็มาถึงเขาไม่ได้แสดงพลัง แต่กลับปรากฏตัวอย่างสงบ
“ซูฉางเซิงมาแล้ว!”
“แน่นอน ในฐานะเจ้ายุทธจักรคนใหม่ของทวีปเจินเซิ่งเขาจะพลาดงานเลี้ยงครั้งนี้ได้อย่างไร”
“กล่าวกันว่าเขาเพิ่งจะกลายเป็นเซียนไม่นานมานี้และมีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับราชานักบุญ ช่างน่ากลัวเสียจริง!”
แม้ว่าซูฉางเซิงจะปรากฏตัวด้วยทีท่าสงบนิ่งทว่าก็ยังคงดึงดูดความสนใจของผู้อาวุโสมากมาย เมื่อผู้อาวุโสบางคนจำซูฉางเซิงได้ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
ในสายตาของสำนักกองกำลังมากมายในตอนนี้ซูฉางเซิงได้กลายเป็นเจ้ายุทธจักรคนใหม่ของทวีปเจินเซิ่งไปแล้ว พลังของเขานั้นน่าเกรงขามไม่ด้อยไปกว่าสำนักไท่สื่อเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของพวกเขา ตระกูลซูจะต้องเทียบเท่ากับสำนักไท่สื่อในไม่ช้าและกลายเป็นมหาอำนาจอีกแห่งหนึ่ง
“ตระกูลซู เซียนฉางเซิง...เชิญท่านเข้าไปข้างในนี่คือที่นั่งของท่าน ห้องพิเศษระดับสูงหมายเลขหนึ่งเจ้าค่ะ!”
สาวใช้ที่กำลังต้อนรับอยู่ตกตะลึงไปชั่วขณะจากนั้นดวงตาของนางก็เป็นประกาย ต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น ทำให้ซูฉางเซิงที่เพิ่งมาถึงเผยสีหน้าประหลาดใจ
นี่มันเกิดกระไรขึ้น
เหตุใดสาวใช้ของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจึงสุภาพกับเขาเช่นนี้
ประเด็นที่สำคัญคือพลังของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีนั้นน่าสะพรึงอย่างยิ่งแม้แต่สาวใช้ธรรมดาๆ และไม่มีเซียนคนใดกล้าที่จะรังแกได้เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่น่าตกใจอย่างยิ่ง
ทว่าตอนนี้นางกลับขมีขมันต่อเขาเช่นนี้…
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นั่งของเขายังเป็นห้องพิเศษระดับสูงหมายเลขหนึ่งซึ่งเป็นห้องที่ดีที่สุดสำหรับเซียน มีเพียงผู้อาวุโสในระดับมหาเซียนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับมัน
“ขวับ”
ขณะที่ซูฉางเซิงได้รับคำเชิญบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่เข้าไปก่อนหน้านี้ เช่น ชายหนุ่มผมทองแห่งวิหารอสูรสวรรค์ และร่างที่สวมชุดสีเลือดล้วนหันมามอง
แรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นแม้แต่เซียนขั้นที่เก้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
“เข้าไปเถิด!”
สีหน้าซูฉางเซิงนิ่งไม่ไหวติงแรงกดดันเล็กน้อยเช่นนี้ไร้ความหมายสำหรับเขา
เมื่อเห็นเช่นนี้ ทั้งสองคนก็เผยสีหน้าประหลาดใจจากนั้นก็จ้องมองซูฉางเซิงอย่างตั้งใจ ก่อนจะหันกลับไป
“สวัสดี!”
ขณะที่ซูฉางเซิงกำลังจะเข้าไปในห้องพิเศษระดับสูงหมายเลขหนึ่งเสียงทักทายที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“เจ้าประหลาดใจที่ได้พบข้าหรือไม่”
“ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึงข้ามากใช่หรือไม่”
ร่างเล็กๆ ผมสีทองปรากฏขึ้นโบกมือให้ซูฉางเซิงด้วยรอยยิ้มสดใส
“คาดการณ์ไว้แล้ว”
ซูฉางเซิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
[ติ๊ง! ตรวจพบฮูหยินที่ตรงตามเกณฑ์การกลับชาติมาเกิดของราชันย์ยุคโบราณ อวี่ซิน ร่างกาย : สังขารเซียนราชันย์ โชคชะตา :ระดับ [ม่วงทอง] ขอแนะนำให้แต่งงานกับนาง!]
ในขณะนั้นเอง เสียงของระบบดังขึ้นซูฉางเซิงถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ