ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 56 ซูฉางเซิงเป็นเพียงมดปลวก การกลับชาติมาเกิดของราชันย์ยุคโบราณ ฮูหยินคนใหม่

            ฮูหยินคนใหม่รึ

     

            สำนักเทียนอวี้

     

            หนึ่งในมหาอำนาจแห่งทวีปเจินเซิ่ง

     

            ทว่าสำนักนิกายนี้ไม่ได้แข็งแกร่งนักมีเพียงเซียนเฒ่าผู้หนึ่งประจำอยู่

     

            อย่างไรก็ตาม หลังจากติดต่อกับปราสาทมารเพลิงโลกันตร์แล้วสถานะของสำนักเทียนอวี้ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แม้แต่สำนักหลิงสวี่เจี้ยนก็ไม่กล้ายุแหย่

     

            ในขณะนี้เอง ภายในห้องโถงใหญ่ของสำนักงานใหญ่สำนักเทียนอวี้

     

            “เกิดกระไรขึ้น เซียนนักบุญหญิงเล่าเหตุใดนางจึงไม่กลับสำนัก!”

     

            สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ประธานสวมเสื้อผ้าที่เปิดเผยเนื้อหนังพอสมควร กวาดสายตาเย็นชาไปยังทุกคนในห้องโถง และเอ่ยถามเสียงเย็นชา

     

            นางคือประมุขของสำนักเทียนอวี้เป็นระดับกึ่งเซียนนักบุญ

     

            เหล่าผู้อาวุโสทั้งชายและหญิงนับสิบนั่งอยู่รอบข้างทั้งหมดล้วนมีใบหน้าที่หล่อเหลาและงดงาม ทว่าผู้อาวุโสหญิงนั้นมากกว่า

     

            “นี่...”

     

            “ท่านประมุข เซียนนักบุญหญิงยังคงอยู่ในเมืองว่านเซี่ยงและยังคงมีข่าวส่งกลับมาอยู่เสมอ!”

     

            “ถูกต้อง มีผู้อาวุโสฮวาและคนอื่นๆคอยดูแลนาง ไม่น่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงกระไร!”

     

            เหล่าผู้อาวุโสมองหน้ากันและพูดด้วยความประหลาดใจ

     

            “แล้ว...นางอยู่ที่ใด”

     

            ประมุขสำนักเทียนอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยบนใบหน้าที่งามวิไลปรากฏร่องรอยของความไม่พอใจ

     

            “ตอนนี้ท่านผู้นั้นได้มาทวงถามแล้วทว่ายังไม่เห็นเซียนนักบุญหญิงรึ”

     

            “จะไม่เกิดเรื่องได้อย่างไรเซียนนักบุญหญิงไม่ได้กลับสำนักมาหลายปีแล้ว นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่าไม่เกิดเรื่องอย่างนั้นหรือ”

     

            ประมุขสำนักเทียนอวี้พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาทำให้สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสเปลี่ยนไป และใจสั่นสะท้าน

     

            ท่านผู้นั้นหรือ

     

            พวกเขาไม่ลืมว่าที่สำนักเทียนอวี้มีอำนาจเช่นนี้ได้ล้วนเป็นเพราะท่านผู้นั้นจากปราสาทมาร

     

            หากเกิดเรื่องร้ายแรงกับเซียนนักบุญหญิงขึ้นและท่านผู้นั้นตำหนิกริ้วโกรธ สำนักเทียนอวี้ทั้งหมดจะถูกทำลาย และพวกเขาก็ต้องถูกฝังร่างไปพร้อมๆกัน

     

            ยิ่งไปกว่านั้น เซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ไม่ได้กลับสำนักมาหลายปีแล้ว

     

            แม้ว่าผู้อาวุโสสองคนที่คอยดูแลเซียนนักบุญหญิงจะส่งข่าวกลับมาเป็นระยะๆทว่านั่นจะรับประกันได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดเรื่องอันใด

     

            บางทีพวกเขาอาจถูกเซียนนักบุญหญิงหลอกก็ได้

     

            เพราะเซียนนักบุญหญิงผู้นั้นมีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งกลอุบายและสติปัญญานั้นมิอาจมองข้าม!

     

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ เหล่าผู้อาวุโสก็เหงื่อตกใจสั่นด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องเหนือความคาดหมาย

     

            “ทะ...ท่านประมุข ขะ...ข้าน้อยจะติดต่อเซียนนักบุญหญิงเดี๋ยวนี้!”ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

     

            “ยังไม่รีบอีก!”

     

            ประมุขสำนักเทียนอวี้หรี่ตาลงรัศมีระดับกึ่งเซียนนักบุญกดทับลงมาแทบจะทันใด กดจนผู้อาวุโสคนนั้นตัวสั่นเทา และรีบหยิบลูกแก้วส่งสารออกมาด้วยตัวที่สั่นกึกโดยตั้งใจจะติดต่อผู้อาวุโสทั้งสอง

     

            ลูกแก้วส่งสารคือเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่งสามารถส่งข้อความได้ไกลหลายหมื่นหลายแสนลี้ หรือแม้แต่ข้ามทวีปก็ทำได้โดยง่าย

     

            “...”

     

            อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสผู้นี้ใช้ลูกแก้วส่งสารติดต่อกลับไปอยู่เป็นเวลานานทว่ายังไร้ซึ่งข่าวใดๆ ตอบกลับมา ใจของเขาก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อจากความวิตกไหลอาบ

     

            เมื่อเห็นเช่นนี้ แม้ว่าเหล่าผู้อาวุโสจะไม่กล้าพูดทว่าใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดและหวาดกลัวเช่นกัน

     

            เซียนนักบุญหญิง... เกิดเรื่องแล้วหรือไม่

     

            ใบหน้าของประมุขสำนักเทียนอวี้เย็นชาสายตาเย็นเยียบ เมื่อเห็นเช่นนี้ จิตใจของนางก็ค่อยๆ จมดิ่งลง

     

            “ทะ...ท่านประมุข เซียนนักบุญหญิงไม่มีข่าวเลยอะ...อาจจะเกิดเรื่องแล้วขอรับ!”

     

            ผู้อาวุโสคนนั้นพูดด้วยริมฝีปากแห้งผากและเสียงสั่นเครือ

     

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ ประมุขสำนักเทียนอวี้ก็รู้สึกหน้ามืดลงชั่วขณะเกือบจะล้มลงกับพื้น

     

            “บัดซบ! เกิดกระไรขึ้นพวกเจ้ากินหญ้าหรืออย่างไร” ในวินาทีต่อมา ดวงตาของนางเบิกโพลง รัศมีแห่งเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญที่น่าสะพรึงกลัวก็กดทับลงมาที่ทุกคนดุจคลื่นยักษ์

     

            เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในห้องล้วนหายใจไม่ออกและรู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าพรั่นพรึง ความกลัวคืบคลานเข้ามาจิตใจ

     

            ไม่เพียงเพราะโทสะของประมุขเท่านั้นยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับท่านผู้นั้นอีกด้วย

     

            หากท่านผู้นั้นออกโรงพวกเขาทั้งหมดคงต้องตาย

     

            “ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!”

     

            เมื่อเห็นว่าเหล่าผู้อาวุโสไม่พูดประมุขสำนักเทียนอวี้ก็โกรธจนปากสั่น และใจก็เต็มไปด้วยความกลัว

     

            นางจะไปรายงานท่านผู้นั้นอย่างไร

     

            “กระไรจบสิ้น!”

     

            เสียงเรียบๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง

     

            “เซียนนักบุญหญิงหายตัวไป!”

     

            ประมุขสำนักเทียนอวี้หน้าซีดเผือดใจกำลังสับสน เมื่อได้ยินเช่นนี้ นางก็ตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว

     

            “ผู้ใด!”

     

            ไม่กี่อึดใจต่อมา ใจของนางก็เต้นแรงและตั้งสติได้ในทันที ดวงตาเบิกกว้าง ผู้ใดกำลังคุยกับนางกัน

     

            ตูม!

     

            ใบหน้าของนางชา ตบฝ่ามือออกไปสัญลักษณ์แห่งกฎเกณฑ์หมุนวนรอบตัว ตั้งใจจะตบอีกฝ่ายให้ตาย

     

            มือข้างหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่เหนือกว่า คว้าใบหน้าของนางไว้ บีบเบาๆ โลหิตก็พุ่งออกมา จากนั้นก็ฟาดลงไปยังพื้น

     

            ตึง!

     

            พื้นดินสั่นสะเทือน อาคารทั้งหมดพังทลายลงสัญลักษณ์และค่ายกลทั้งหมดส่องแสง ทว่ากลับถูกพลังทำลายล้างบดขยี้จนแหลกสลาย

     

            “อ้าก...อ้าก...อ้าก...”

     

            เหล่าผู้อาวุโสยังไม่ทันได้ตั้งตัวพลังที่เหลืออยู่ก็ซัดเข้าใส่พวกเขา ทำให้พวกเขากระอักเลือดและกระเด็นถอยหลัง ร่างกายแตกดังลั่นกระดูกหักนับไม่ถ้วน ร่างกายเกือบจะระเบิด

     

            “มีศัตรูบุกโจมตี!”

     

            “ผู้ใดกัน กล้าบุกโจมตีสำนักเทียนอวี้!”

     

            “ขอให้เหล่าผู้อาวุโสลงมือเสีย!”

     

            ณ สำนักงานใหญ่สำนักเทียนอวี้ภายในยอดเขานับไม่ถ้วน และตำหนักต่างๆ บุคคลผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างตกตะลึง พวกเขาลอยขึ้นไปบนอากาศและตะโกนออกมา

     

            ไม่เพียงเท่านั้น ยอดเขาแห่งวิญญาณนับหมื่นแห่งตำหนักหลวงนับไม่ถ้วนล้วนส่องแสง ค่ายกลต่างๆ ปรากฏขึ้น พร้อมกับพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังสำแดงอำนาจของตน

     

            สัญลักษณ์และค่ายกลนับไม่ถ้วนพันกันโซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์นับหมื่นพุ่งออกมา แผ่รัศมีน่าเกรงขาม

     

            พลังเช่นนั้น แม้แต่เซียนก็ต้องเปลี่ยนสีหน้า

     

            นี่คือพลังของมหาอำนาจแม้แต่สำนักเทียนอวี้ที่เป็นมหาอำนาจทั่วไป ภายในสำนักงานใหญ่ก็ยังมีพลังที่สามารถคุกคามเซียนทั่วไปได้

     

            ตูม!

     

            ไม่กี่อึดใจต่อมา รัศมีแห่งราชานักบุญที่น่าสะพรึงกลัวก็ปะทุขึ้นจากซากปรักหักพังของห้องโถงใหญ่ซึ่งเหนือกว่าเซียนทั่วไปหลายเท่า ราวกับเทพเจ้าจุติลงมา และยุรยาตรไปทั่วทุกหนแห่ง...

     

            ค่ายกล ยอดเขา และตำหนักทั้งหมดต่างพังทลายลงเหมือนใบไม้ร่วงแม้แต่โซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์ก็ขาดสะบั้นลงอย่างนั้น

     

            “อ๊ากกก…”

     

            บุคคลผู้ฝึกตนและผู้อาวุโสจำนวนมากร้องโหยหวนพวกเขาถูกแรงกดดันนี้บดขยี้จนแหลกสลาย

     

            โลหิตย้อมทั่วทั้งแผ่นดิน

     

            สำนักเทียนอวี้ทั้งหมดกลายเป็นดินแดนที่เปื้อนไปด้วยโลหิตบุคคลผู้ฝึกตนและศิษย์จำนวนมากถูกแรงสั่นสะเทือนจนตาย เหลือเพียงผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น

     

            ในขณะนี้ พวกเขาทั้งหมดเผยสีหน้าหวาดผวาอย่างที่สุด

     

            “โครม...”

     

            ภายในซากปรักหักพังของตำหนักที่พังทลายเศษหินนับไม่ถ้วนกระจัดกระจาย เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มผมดำผู้หนึ่ง ขณะนี้เขากำลังจับประมุขสำนักเทียนอวี้ที่กำลังจะตายด้วยมือข้างเดียวและจ้องมองนางด้วยสีหน้าเฉยเมย

     

            “เซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้อยู่ที่ใด”

     

            เขาพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงสงบ

     

            “ข้า...”

     

            ริมฝีปากของประมุขสำนักเทียนอวี้สั่นเทาดวงตาเต็มเอ้อล้นความกลัว นางอยากจะพูด ทว่าแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวไหลบ่าเข้ามาจนนางพูดไม่ออก

     

            ร่างกายและวิญญาณของนางในระดับกึ่งเซียนนักบุญส่งเสียงดังอักราวกับว่าจะระเบิดในวินาทีต่อมา

     

            “ท่านผู้ยิ่งใหญ่ โปรดไว้ชีวิตด้วย!”

     

            ในขณะนั้นเอง เสียงแก่ชราที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น

     

            ไม่ไกลออกไป ปรากฏร่างของหญิงชราผมขาวผู้หนึ่งขึ้นใบหน้าแก่ชรานั้นกำลังพูดด้วยสีหน้าหวาดๆ ร่างกายของนางแผ่รัศมีของเซียน

     

            !

     

            นี่คือบรรพบุรุษเซียนของสำนักเทียนอวี้!

     

            “เซียนนักบุญหญิงอยู่ที่ใด”

     

            ชายหนุ่มผมดำดูเหมือนจะไม่ชอบพูดมากความเขาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

     

            “เซียนนักบุญหญิงหายตัวไปหลายปีแล้ว!”

     

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ หญิงชราก็ถอนหายใจใบหน้าที่เหี่ยวย่นบัดนี้ยิ่งย่นยับมากขึ้น

     

            “อย่างไรก็ตาม ข้าได้ทิ้งรอยประทับไว้บนตัวนางย่อมรู้ได้ว่านางอยู่ที่ใด!”

     

            “ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังรู้ด้วยว่านางยังคงบริสุทธิ์ไม่ทำให้ท่านผู้นั้นผิดหวัง!”

     

            ก่อนที่ชายหนุ่มผมดำจะโกรธหญิงชราก็เปล่งวาจาออกมาอย่างรวดเร็ว

     

            “เช่นนั้นก็ดี”

     

            ชายหนุ่มผมดำพูดเสียงเย็นชา

     

            จากนั้น เขาก็เก็บซ่อนรัศมีกลับไปตามเดิมก่อนจะจ้องมองหญิงชราด้วยสายตาชวนสะท้าน และกล่าวต่อขึ้นว่า

     

            “ติดต่อเซียนนักบุญหญิงผู้นั้นและพานางมาหาข้า”

     

            “เจ้าค่ะ!”

     

            “ทว่าได้โปรดปล่อยประมุขด้วยสำนักเทียนอวี้ของเราไม่ได้แข็งแกร่งอยู่แล้ว ตอนนี้เราสูญเสียเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญไปอีกคนไม่ได้!”หญิงชราพยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น

     

            “ปึง!”

     

            ชายหนุ่มผมดำมีสีหน้าเย็นชาเขามองไปยังสตรีที่หวาดกลัว แล้วโยนนางไปด้านข้าง

     

            เมื่อเห็นเช่นนี้ หญิงชราก็ยิ้มขมขื่น

     

            สำนักเทียนอวี้ไม่ได้แข็งแกร่งนักอยู่แล้วหลังจากที่ท่านผู้นั้นลงมือกระทำบางสิ่ง อาจกล่าวได้ว่าพลังของสำนักอาจลดลงไปอีกครึ่งหนึ่งเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ

     

            ทว่าแล้วจะทำอย่างไรได้

     

            เผชิญหน้ากับราชานักบุญที่แข็งแกร่งเช่นนี้หญิงชราทำได้เพียงกลืนความทุกข์ใจและข่มใจที่อาจจะปะทุขึ้น

     

            “วู วือ”

     

            หญิงชราผมขาวลงมือร่ายมนตร์และเริ่มสัมผัสได้ถึงรอยประทับที่นางทิ้งไว้บนตัวเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้

     

            ในฐานะเซียน นางจะไม่ให้ความสำคัญกับเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักได้เยี่ยงไร

     

            ควรทราบว่านี่คือบุคคลที่ท่านผู้นั้นจากปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ต้องการโดยตรงนางจะประมาทมิได้

     

            ดังนั้นตนจึงทิ้งรอยประทับไว้บนตัวนางตั้งแต่เนิ่นๆและรับรู้บางสิ่งและบางสถานการณ์ได้

     

            “ท่านผู้ยิ่งใหญ่ เซียนนักบุญหญิงอยู่ที่ตระกูลซูในเมืองว่านเซี่ยงตอนนี้นางยังปลอดภัยดี!”

     

            หลังจากที่รับรู้ได้ว่าเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ปลอดภัยดีหญิงชราผมขาวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และรีบรายงานกับชายหนุ่มผมดำ

     

            “เมืองว่านเซี่ยง ตระกูลซู...”

     

            ชายหนุ่มผมดำพึมพำกับตัวเองดวงตาเป็นประกาย จากนั้นก็หันหลังกลับเพื่อจากไป

     

            “ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ตระกูลซูมีเซียนฉางเซิงผู้ทรงพลังกล่าวกันว่าเขาได้สังหารมารเฒ่าเฮยหมัว และสงสัยว่ามีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับราชานักบุญ!”

     

            เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผมดำกำลังจะผละไปหญิงชราผมขาวก็รีบเตือนขึ้น

     

            เหตุการณ์ในเมืองว่านเซี่ยงเมื่อครึ่งปีก่อนแม้ว่าตระกูลซูจะพยายามปกปิดและเบี่ยงเบนความสนใจ กอปรกับเหตุการณ์ในดินแดนลับของมหาเซียนทำให้เรื่องนี้ไม่ได้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางและก่อให้เกิดความโกลาหล

     

            ทว่ามหาอำนาจบางแห่งที่ให้ความสนใจต่อตระกูลซูกระทั่งบรรพบุรุษเซียนบางคน ก็ยังคงรับรู้ข่าวอันเหลือเชื่อ

     

            ซูฉางเซิงถูกสงสัยว่าได้สังหารมารเฒ่าเฮยหมัวและมีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับระดับราชานักบุญ

     

            แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อทว่ามหาอำนาจของทวีปเจินเซิ่ง รวมถึงบรรพบุรุษเซียนต่างๆ ก็ยังคงยกระดับภัยคุกคามของซูฉางเซิงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งและลึกๆ ข้างในก็ยังกริ่งเกรงอยู่บ้าง

     

            “เทียบเท่ากับราชานักบุญหรือก็เพียงมดปลวกอยู่ดี!”

     

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชายหนุ่มผมดำก็หยุดฝีเท้าลงพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็หัวเราะเยาะ

     

            เขาคือเซียนอันดับหนึ่งของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเซียนระดับกึ่งราชานักบุญ เขาก็เคยสังหารราชานักบุญมาแล้ว

     

            ตอนนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของราชานักบุญแล้วสังหารเซียนในระดับเดียวกันด้วยมือเดียวก็ง่ายนัก

     

            ซูฉางเซิงเพียงคนเดียวหรือ

     

            เพียงมดปลวก!

     

            ตูม!

     

            หลังจากพูดจบ เขาก็ก้าวออกไปร่างของเขาหายไป ทิ้งไว้เพียงฉากของซากปรักหักพังของสำนักเทียนอวี้

     

            “ท่านบรรพบุรุษ...ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้าเองที่ทำงานบกพร่อง!”

     

            เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผมดำหายไปประมุขสำนักเทียนอวี้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็เดินกระโซกระเซไปด้านข้างอย่างยากลำบากก่อนหลุบสีหน้าขมขื่นลงไป

     

            “ไม่ต้องพูดแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้เป็นความผิดของเจ้าทั้งหมดทว่าสำนักเทียนอวี้ประสบความสูญเสียอย่างหนัก เช่นนั้นในช่วงเวลาต่อจากนี้ เราจะต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงบ้าง”

     

            หญิงชราผมขาวส่ายหน้าและถอนหายใจ

     

            “ท่านบรรพบุรุษ เราส่งข่าวของตระกูลซูให้กับคนผู้นั้นเช่นนี้หากซูฉางเซิงแก้แค้นในภายหลังจะทำอย่างไร” ประมุขสำนักเทียนอวี้พูดเหมือนลังเล

     

            “แก้แค้นหรือ”

     

            หญิงชราผมขาวพึมพำ จากนั้นก็ส่ายหน้าและหัวเราะเยาะ“เจ้าไม่เข้าใจความน่าสะพรึงกลัวของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ ซูฉางเซิงเป็นเพียงเซียนตัวเล็กๆแม้ว่าจะมีพลังอยู่บ้าง ทว่าในสายตาของผู้อาวุโสแห่งปราสาทมาร เขาก็เป็นเพียงมดปลวกเท่านั้น!”

     

            “ถึงเทียบเท่ากับราชานักบุญแล้วอย่างไร”

     

            “ท่านผู้นั้นจากปราสาทมารถึงจะเรียกว่าราชานักบุญที่แท้จริง!”

     

            หญิงชราผมขาวถอนหายใจ

     

            “เช่นนั้นก็ดี”

     

            ประมุขสำนักเทียนอวี้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกตราบใดที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อสำนักเทียนอวี้ก็เพียงพอแล้ว

     

            ส่วนซูฉางเซิงจะอยู่หรือตายนางไม่สนใจ

     

            ...

     

            อีกด้านหนึ่ง ณ ดินแดนโบราณที่อยู่ติดกับทวีปอื่นบริเวณขอบทวีปเจินเซิ่ง มีเมืองโบราณขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่

     

            เมืองโบราณแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากมีบุคคลผู้ฝึกตนและผู้อาวุโสอยู่นับไม่ถ้วน

     

            นี่คือเมืองเซียนว่านเต้า

     

            เป็นสาขาหนึ่งของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีในทวีปเจินเซิ่งและเป็นที่ดึงดูดผู้ฝึกตนจำนวนมากให้มาที่นี่

     

            และในวันนี้เองที่เป็นวันเริ่มต้นการประมูลของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีอย่างเป็นทางการ

     

            สำนักกองกำลังและผู้อาวุโสต่างๆล้วนมาที่นี่ รวมถึงกองกำลังจากทวีปอื่นๆ ด้วย

     

            ลำแสงศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากเรือศักดิ์สิทธิ์ เรือเซียน รถม้า รถศึกนับไม่ถ้วน ล้วนพุ่งทะยานไปบนท้องฟ้าดุจดั่งสายรุ้งทอประกายบนฟากฟ้าทิ้งร่องรอยอันเจิดจ้าเอาไว้

     

            รัศมีและพลังที่น่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายไปทั่ว

     

            “บรรพบุรุษเซียนของสำนักหลิงซวีเจี้ยนมาถึงแล้ว!”

     

            “เซียนแห่งวิหารอสูรสวรรค์...”

     

            “เซียนเฒ่าแห่งตระกูลหวังก็มาแล้วเช่นกัน...เซียนเฒ่าที่ซ่อนตัวอยู่มากมายล้วนปรากฏตัวขึ้นแล้ว!”

     

            ในเมืองเซียนว่านเต้าบรรพบุรุษเซียนที่เคยอยู่สูงส่งเกินเอื้อม หรือไม่เคยปรากฏตัวให้เห็น ก็ปรากฏตัวขึ้นก่อให้เกิดเสียงอุทานประหลาดใจจากบุคคลผู้ฝึกตนมากมาย

     

            ที่นี่ ผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์มีให้เห็นทั่วไปเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญก็มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

     

            มีเพียงเซียนเท่านั้นที่ถือว่าเป็นผู้อาวุโสระดับสูงสุดบางครั้งราชานักบุญก็มาเยือนเช่นกัน สายตาที่กวาดมองไปทั่ว ทำให้เซียนระดับนิรันดร์และเซียนต่างๆล้วนใจสั่น

     

            “ตึง!”

     

            ในไม่ช้า อาคารที่ดูเหมือนตำหนักเซียนก็เปิดออกแสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งออกมา แสงสว่างนับหมื่นสาดส่อง ราวกับเทียนกั๋ว นั่นคือสถานที่ประมูลของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถี

     

            ผู้อาวุโสระดับนิรันดร์เซียนบรรพบุรุษ และผู้อาวุโสจากมหาอำนาจต่างๆ ล้วนได้รับการต้อนรับและเชิญเข้าไป

     

            “ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิหารอสูรสวรรค์เรียนเชิญด้านใน”

     

            ชายหนุ่มผมทองผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นดวงตาคมกริบ ใบหน้าหล่อเหลาหาที่ติไม่ได้ มีผู้อาวุโสหลายคนติดตามมาด้วย ทุกคนแผ่รัศมีครั่นคร้ามล้วนได้รับการต้อนรับจากสาวใช้ด้วยความเคารพ

     

            บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ทยอยปรากฏตัว

     

            บ้างก็เป็นร่างที่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่น่าสะพรึงกลัวบ้างก็เป็นเซียนเฒ่าที่ใบหน้าแก่ชรา บ้างก็เป็นเซียนแห่งวิถีกระบี่ที่แผ่รัศมีอันแหลมคม

     

            บรรพบุรุษเซียนต่างๆ ล้วนได้รับการต้อนรับให้เข้าไปด้านใน

     

            ในไม่ช้า ซูฉางเซิงก็มาถึงเขาไม่ได้แสดงพลัง แต่กลับปรากฏตัวอย่างสงบ

     

            “ซูฉางเซิงมาแล้ว!”

     

            “แน่นอน ในฐานะเจ้ายุทธจักรคนใหม่ของทวีปเจินเซิ่งเขาจะพลาดงานเลี้ยงครั้งนี้ได้อย่างไร”

     

            “กล่าวกันว่าเขาเพิ่งจะกลายเป็นเซียนไม่นานมานี้และมีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับราชานักบุญ ช่างน่ากลัวเสียจริง!”

     

            แม้ว่าซูฉางเซิงจะปรากฏตัวด้วยทีท่าสงบนิ่งทว่าก็ยังคงดึงดูดความสนใจของผู้อาวุโสมากมาย เมื่อผู้อาวุโสบางคนจำซูฉางเซิงได้ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

     

            ในสายตาของสำนักกองกำลังมากมายในตอนนี้ซูฉางเซิงได้กลายเป็นเจ้ายุทธจักรคนใหม่ของทวีปเจินเซิ่งไปแล้ว พลังของเขานั้นน่าเกรงขามไม่ด้อยไปกว่าสำนักไท่สื่อเลยแม้แต่น้อย

     

            ในสายตาของพวกเขา ตระกูลซูจะต้องเทียบเท่ากับสำนักไท่สื่อในไม่ช้าและกลายเป็นมหาอำนาจอีกแห่งหนึ่ง

     

            “ตระกูลซู เซียนฉางเซิง...เชิญท่านเข้าไปข้างในนี่คือที่นั่งของท่าน ห้องพิเศษระดับสูงหมายเลขหนึ่งเจ้าค่ะ!”

     

            สาวใช้ที่กำลังต้อนรับอยู่ตกตะลึงไปชั่วขณะจากนั้นดวงตาของนางก็เป็นประกาย ต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น ทำให้ซูฉางเซิงที่เพิ่งมาถึงเผยสีหน้าประหลาดใจ

     

            นี่มันเกิดกระไรขึ้น

     

            เหตุใดสาวใช้ของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจึงสุภาพกับเขาเช่นนี้

     

            ประเด็นที่สำคัญคือพลังของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีนั้นน่าสะพรึงอย่างยิ่งแม้แต่สาวใช้ธรรมดาๆ และไม่มีเซียนคนใดกล้าที่จะรังแกได้เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่น่าตกใจอย่างยิ่ง

     

            ทว่าตอนนี้นางกลับขมีขมันต่อเขาเช่นนี้…

     

            ยิ่งไปกว่านั้น ที่นั่งของเขายังเป็นห้องพิเศษระดับสูงหมายเลขหนึ่งซึ่งเป็นห้องที่ดีที่สุดสำหรับเซียน มีเพียงผู้อาวุโสในระดับมหาเซียนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับมัน

     

            “ขวับ”

     

            ขณะที่ซูฉางเซิงได้รับคำเชิญบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่เข้าไปก่อนหน้านี้ เช่น ชายหนุ่มผมทองแห่งวิหารอสูรสวรรค์ และร่างที่สวมชุดสีเลือดล้วนหันมามอง

     

            แรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นแม้แต่เซียนขั้นที่เก้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น

     

            “เข้าไปเถิด!”

     

            สีหน้าซูฉางเซิงนิ่งไม่ไหวติงแรงกดดันเล็กน้อยเช่นนี้ไร้ความหมายสำหรับเขา

     

            เมื่อเห็นเช่นนี้ ทั้งสองคนก็เผยสีหน้าประหลาดใจจากนั้นก็จ้องมองซูฉางเซิงอย่างตั้งใจ ก่อนจะหันกลับไป

     

            “สวัสดี!”

     

            ขณะที่ซูฉางเซิงกำลังจะเข้าไปในห้องพิเศษระดับสูงหมายเลขหนึ่งเสียงทักทายที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

     

            “เจ้าประหลาดใจที่ได้พบข้าหรือไม่”

     

            “ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึงข้ามากใช่หรือไม่”

     

            ร่างเล็กๆ ผมสีทองปรากฏขึ้นโบกมือให้ซูฉางเซิงด้วยรอยยิ้มสดใส

     

            “คาดการณ์ไว้แล้ว”

     

            ซูฉางเซิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

     

            [ติ๊ง! ตรวจพบฮูหยินที่ตรงตามเกณฑ์การกลับชาติมาเกิดของราชันย์ยุคโบราณ อวี่ซิน ร่างกาย : สังขารเซียนราชันย์ โชคชะตา :ระดับ [ม่วงทอง] ขอแนะนำให้แต่งงานกับนาง!]

     

            ในขณะนั้นเอง เสียงของระบบดังขึ้นซูฉางเซิงถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ

     


    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน