เมื่อเฉินอี้นั่งลงแล้วเถ้าแก่ถังก็ปลดเสื้อข้างที่มีบาดแผลของเฉินอี้ออกจนเห็นเนินไหล่และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเลือดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนที่จะลงมือทำแผล
ขณะกำลังตรวจสอบบาดแผลเถ้าแก่ถังก็ทำจมูกฟุดฟิดและมีสีหน้าสงสัย “เอ….กลิ่นนี้มัน……” เถ้าแก่ถังนิ่งคิด
เฉินอี้ยิ้มบางๆ“ผงเจี๋ยซูเถาขอรับ”
“อ้อ ใช่ เอ๋? เหตุใดเจี๋ยซูเถาจึงมาติดอยู่บนเสื้อผ้าของเจ้าได้เล่า” เถ้าแก่ถังสงสัยเฉินอี้จึงเล่าเรื่องราวให้เถ้าแก่ถังฟังเพียงบางส่วน
เถ้าแก่ถังที่กำลังใส่ยาที่คอให้เฉินอี้เมื่อได้ยินดังนั้นก็เผลอทำแผลหนักมือจนเฉินอี้หน้านิ่วคิ้วขมวด
“ไอ้หยา! เสี่ยวอี้! เจ้านี่มันใจกล้าบ้าบิ่นกว่าคนปกติเสียอีกนะนี่!”เถ้าแก่ถังส่ายหน้าด้วยความรู้สึกสยอง เฉินอี้หัวเราะเบาๆ ทั้งที่ยังเจ็บ
จินลี่หยางมองเฉินอี้ที่ยังหัวเราะออกมาได้ทั้งที่เพิ่งผ่านเรื่องราวน่ากลัวมา แถมตนเองยังบาดเจ็บมิใช่น้อยก็ให้นึกประหลาดใจกับคนผู้นี้เสียจริง
หากเป็นคนอื่นปกติคงต้องตกอกตกใจจนปากคอสั่น แข้งขาอ่อนปวกเปียกถึงกับพูดอันใดมิออกหรือไม่ก็โวยวายหาผู้รับผิดชอบอาการบาดเจ็บของตนเอง
เมื่อครั้งที่เขายังเป็นทหารองครักษ์รักษาเมืองอยู่ที่เมืองหลวงเขาก็ต้องพบเจอกับคนแบบนั้นอยู่เป็นประจำ
แต่เฉินอี้กลับดูไม่ทุกข์ร้อนยังดูเป็นปกติและอารมณ์ดีแม้ว่าตนเองจะตาบอดแต่ก็ยังสามารถดูแลตนเองได้โดยมิต้องพึ่งพาใครเลยเสียด้วยซ้ำ
หากครั้งนี้มิได้เฉินอี้พวกเขาอาจจะต้องสูญเสียทั้งซุนเฉิงและคนร้ายไปในคราวเดียว
เมื่อทำแผลเสร็จเรียบร้อยเถ้าแก่ถังกำลังเก็บล่วมยา อยู่ๆเฉินอี้ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดและส่งเสียงออกมาคล้ายกำลังรู้สึกเจ็บปวด
เถ้าแก่ถังตกใจจนขวดยาเกือบหลุดจากมือเขารีบหันมาหาเฉินอี้และเอ่ยถามว่าเป็นอันใดเจ็บที่ตรงไหนอีกหรือไม่ แม้แต่จินลี่หยางเองยังหน้าเปลี่ยนสี
“มิใช่ขอรับเถ้าแก่ถัง” เฉินอี้ทำหน้าเหมือนกำลังรู้สึกเศร้า“ข้าลืมเก็บโสมกลับมาด้วย” เฉินอี้ยิ้มและเกาหัวตัวเอง
เถ้าแก่ถังอยากจะเขกหัวเฉินอี้แต่ก็ทำไม่ลง “ไอ้หยา! เสี่ยวอี้! ข้าเกือบหัวใจวายตายแล้ว!”
จินลี่หยางที่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก็หลุดขำพรืดออกมา เขารีบเอามือปิดปากตนเองไว้
เฉินอี้ยิ้มตาหยี“นั่นไง ใต้เท้าจินหัวเราะออกมาได้สักทีนะขอรับ”
เถ้าแก่ถังยิ้มและส่ายหน้าระอาใจเขาโกรธเด็กคนนี้ไม่ลงจริงๆ
เฉินอี้รู้ว่าจินลี่หยางรู้สึกไม่สบายใจเอามากๆเพราะหลายๆ เรื่องที่ต้องพบเจอกันในวันนี้ เขาไม่อยากให้จินลี่หยางรู้สึกว่าการบาดเจ็บของเขาเป็นเรื่องที่จินลี่หยางต้องรับผิดชอบนั่นเพราะเขาเป็นผู้ตัดสินใจกระทำเรื่องราวพวกนั้นด้วยตนเอง
“อะแฮ่ม” จินลี่หยางกระแอมในลำคอแก้เขินตอนนี้ใบหน้าของเขาแดงขึ้นมาเล็กน้อยโดยที่เขาไม่รู้ตัว
จินลี่หยางสอบถามค่ารักษาแผลของเฉินอี้แต่เถ้าแก่ถังมิยอมให้เขาจ่าย บอกว่าเขาเองก็เอ็นดูเสี่ยวอี้เหมือนลูกเหมือนหลานถือเสียว่าเขาดูแลลูกหลานของตนเองเถิด จินลี่หยางจึงกล่าวขอบคุณส่วนเฉินอี้นั้นรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเถ้าแก่ถังยิ่งนัก
ก่อนจะกลับออกจากร้านเถ้าแก่ถังยังส่งผ้าคลุมให้เฉินอี้ด้วยผืนหนึ่ง
“นี่ก็ใกล้จะเลยยามโหย่วแล้ว อากาศก็เริ่มเย็นเจ้าสวมผ้าคลุมนี่ไปด้วยนะเสี่ยวอี้ เจ้าเพิ่งจะเสียเลือด หากถูกความเย็นมากๆ จะไม่ดีต่อร่างกาย”
“ขอบคุณขอรับเถ้าแก่ถัง แต่ว่าข้า….” เฉินอี้รู้สึกเกรงใจ
จินลี่หยางรับผ้าคลุมมาจากเถ้าแก่ถังและสวมให้เฉินอี้ขณะอ้อมมาด้านหน้าเพื่อผูกเชือกให้เขาก็พูดไปด้วย
“เถ้าแก่ถังเป็นห่วงเจ้า เจ้าก็รับไปเถิด เพียงกล่าวขอบคุณก็พอแล้ว”เมื่อผูกเชือกเสร็จก็หันไปกล่าวขอบคุณเถ้าแก่ถังอีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้น วันหลังข้าจะนำมาคืนให้นะขอรับ ขอบคุณเถ้าแก่ถังด้วยขอรับ”เฉินอี้ยิ้ม
เถ้าแก่ถังรับคำและยืนมองเฉินอี้กับจินลี่หยางเดินกลับไปบนถนนพร้อมกัน
เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งเฉินอี้ก็บอกกับจินลี่หยางว่าเขาสามารถเดินกลับบ้านเองได้เพราะคุ้นทางดีแต่จินลี่หยางปฏิเสธและต้องการจะพาเฉินอี้ไปส่งถึงที่บ้าน
จินลี่หยางสอบถามเฉินอี้เกี่ยวกับยาเจี๋ยซูเถา
“ตอนที่เจ้าถูกจับ เหตุใดถุงใส่ผงพิษนั่นจึงไปอยู่ในมือเจ้าได้”
“ข้าเพียงยั่วโทสะเขาเบี่ยงเบนความสนใจเท่านั้นขอรับ ถุงใส่เจี๋ยซูเถาก็เหน็บอยู่ที่เข็มขัดเขานั่นเอง” เฉินอี้ยิ้ม
อันที่จริงเป็นอาหลิ่งที่เดินสำรวจรอบตัวคนร้ายเพื่อหาถุงใส่เจี๋ยซูเถาและตงเปียนเป็นผู้ใช้วิชาเคลื่อนย้ายสิ่งของ นำถุงหนังมาใส่ในมือเขา
ถึงแม้จินลี่หยางจะรู้สึกว่าฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไรแต่ก็มิได้เอ่ยทัดทานอันใด
“ใต้เท้าจินขอรับ” หลังจากเงียบกันไปพักหนึ่ง เฉินอี้ก็เอ่ยเรียกเขา
“เรียกข้าว่าพี่ลี่หยางเถิด” จินลี่หยางกล่าวเสียงเบา
“เอ่อ…ขอรับ พี่ลี่หยาง” เฉินอี้ยิ้ม“ได้ยินว่าท่านมาจากเมืองหลวงใช่หรือไม่ขอรับ”
“ใช่”
“มิทราบว่า ท่านเคยได้ยินชื่อบ้านตันเฟิงหรือไม่ขอรับ”เฉินอี้ถามน้ำเสียงปกติ แต่ในใจมีความคาดหวัง
“บ้านตันเฟิงหรือ” จินลี่หยางทวนชื่อพลางคิด “ข้ามิแน่ใจเท่าไรมันตั้งอยู่ที่เขตใดของเมืองหลวงหรือ” จินลี่หยางหันไปมองเฉินอี้พลางเอ่ยถาม
“มิเป็นไรขอรับ ข้าเพียงแต่เคยได้ยินชื่อจึงลองเอ่ยถามท่านดูเท่านั้น”เฉินอี้ยิ้มบางๆ
อาหลิ่งที่อยู่ข้างๆเฉินอี้ ได้ยินเขาถามจินลี่หยางเช่นนั้นก็รู้สึกเศร้าใจและสงสารเฉินอี้ขึ้นมาทันใด
บ้านตันเฟิงคือบ้านที่เฉินอี้เคยอาศัยอยู่ในเมืองหลวงก่อนที่พ่อและแม่ของเขาจะพาเขามาอยู่ที่นี่เมื่อสิบปีก่อน
เฉินอี้พยายามไม่คาดหวังกับคำตอบที่จะได้รับเพราะถ้ามีความหวัง ก็ไม่พ้นต้องมีความผิดหวัง
แต่ถึงแม้เขาจะคาดหวังไว้น้อยนิดเพียงใดความผิดหวังก็ยังท่วมท้นใจเขาอยู่ดี
เขาอยากรู้ว่าบ้านเดิมของเขายังอยู่หรือไม่ถึงแม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังก็ไม่เป็นไร ขอแค่สักวันเขามีโอกาสได้กลับไปเขาก็จะรีบไปที่บ้านหลังนั้น เพราะไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้พบพ่อกับแม่ของเขาอีกครั้งที่นั่นก็ได้
ความผิดหวังสะท้อนออกมาทางสีหน้าของเฉินอี้วูบหนึ่งแต่เขาก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
แต่จินลี่หยางสังเกตเห็น
เมื่อเดินไปจนใกล้ถึงสะพานจินลี่หยางก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่กลางสะพานและรู้สึกคุ้นหน้าชายคนนั้น
“อาอี้! เจ้าไปไหนมา ไยกลับเสียมืดค่ำ อ๊ะ! แล้วนี่เหตุใดใต้เท้าจินจึงมากับเฉินอี้ได้ล่ะขอรับ”จางฝูลู่มองหน้าจินลี่หยางและเอ่ยถาม
จินลี่หยางจึงนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยพบจางฝูลู่ในหอนางโลมนั่นเอง
“ข้าพาเฉินอี้มาส่ง” จินลี่หยางกล่าวขึ้นแล้วเหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้อีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้น ชายที่สวมหมวกในหอนางโลมคนนั้นก็คือ…..” จินลี่หยางขมวดคิ้วและมองหน้าเฉินอี้
จางฝูลู่รีบเอ่ยห้ามจินลี่หยางเสียงเบา“ชู่ว! ใต้เท้าจินขอรับ อย่าได้เอ่ยเสียงดัง เดี๋ยวมีคนได้ยินแล้วนำไปบอกแม่ข้า”
จางฝูลู่มองซ้ายมองขวาและเดินเข้ามาคว้ามือเฉินอี้ “ไปคุยกันที่บ้านของอาอี้ดีกว่า เชิญขอรับใต้เท้าจิน”
จางฝูลู่จับมือเฉินอี้และพาเขาเดินไปจินลี่หยางมองทั้ง สองคนและก้าวเท้าเดินตาม
............................
สวัสดีค่ะ
ไม่เคยได้ทักทายคุณรี้ดเลยไรท์ขออนุญาตมารายงานตัวนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามและให้กำลังใจค่ะไรท์ยังใหม่กับนิยายแนวนี้อยู่ ถ้ามีอะไรอยากแนะนำก็บอกไรท์มาได้เลยนะคะ