เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 สวัสดีปีใหม่

            ภรรยาของหลินกั๋วจวินใจกว้างกับทิงเสวี่ยมากจริงๆ กระเป๋าเสื้อของทิงเสวี่ยทั้งสองข้างใหญ่มาก แต่ก็ยังถูกยัดจนเต็มด้วยของที่เธอให้

        ลูกอมข้าวฟ่าง ลูกอมนม บ๊วยแผ่น ลูกเกด ส้ม และอื่นๆ ของเหล่านี้ดูเหมือนธรรมดา แต่ในพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ช่วงต้นยุค 90 ที่ข้าวของยังไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์นั้น ถือว่าเป็นของหายากอย่างยิ่ง

        ทิงเสวี่ยคลำกระเป๋าทั้งสองข้างที่ตุงเต็มของตัวเอง แล้วยิ้มหวานให้ภรรยาของหลินกั๋วจวิน จากนั้นก็มีคนทยอยมาดูรายการพิเศษวันตรุษจีนที่นี่เรื่อยๆ

        ทิงเสวี่ยเพิ่งจะกินลูกอมนมไปได้เม็ดเดียว ครอบครัวของหลินกั๋วเซิ่งก็มาถึง

        แต่พวกเขามาช้าไปหน่อย ในบ้านไม่มีที่นั่งแล้ว ทำได้เพียงยืนอยู่ที่ลานบ้าน

        หลินหงเหมยเหลือบมองผ่านช่องว่าง เห็นทิงเสวียนั่งอยู่ในบ้าน เธอกะว่าจะเข้าไปนั่งกับทิงเสวี่ย จึงพยายามเบียดเสียดเข้าไปข้างในอย่างสุดชีวิต แต่ไม่ทันระวังก็ผลักเด็กคนหนึ่งล้มลง เด็กคนนั้นล้มลงกับพื้นแล้วก็ถูกคนที่ไม่ทันสังเกตเหยียบเข้าที่เท้าอีกที เจ็บจนร้องไห้จ้า ผู้ปกครองของเด็กรีบอุ้มลูกตัวเองขึ้นมาพลางสบถด่าไม่หยุด “ไอ้คนตาบอดที่ไหนมันผลักลูกฉันล้ม!”

        เด็กที่ถูกหลินหงเหมยผลักจนล้มก็แซ่หลินเหมือนกัน และมีศักดิ์เป็นหลานของหลินหงเหมย

        คนที่เพิ่งจะด่าออกมาเมื่อครู่คือแม่ของเด็ก หรือภรรยาของหลินหงเฉียง ผู้หญิงคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความจัดจ้านเป็นเบอร์หนึ่งในแถบนี้เลยทีเดียว

        หลินหงเหมยทำเป็นไม่ได้ยิน พยายามเบียดเข้าไปข้างหน้าต่อ ในโทรทัศน์กำลังฉายรายการที่สนุกมาก ทุกคนต่างจ้องมองจอโทรทัศน์ขาวดำขนาดสิบแปดนิ้วนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ หลินหงเหมยเบียดเข้าไปแบบนี้จึงไม่มีใครสนใจเธอ

        ตอนแรกภรรยาของหลินหงเฉียงไม่รู้ว่าใครผลักลูกชายตัวเองล้ม แต่พอเห็นหลินหงเหมยเอาแต่เบียดเข้ามาข้างหน้าไม่สนใจใคร เธอก็มั่นใจทันทีว่าลูกชายตัวเองต้องถูกนังเด็กนี่ผลักล้มแน่ๆ เธอไม่ยอมแล้ว “หลินหงเหมย นังเด็กบ้า! แกจะเบียดอะไรนักหนา รีบไปเกิดใหม่หรือไงหา?”

        ภรรยาของหลินหงเฉียงเสียงดังมาก พอเธอตะคอกแบบนี้ก็สามารถดึงความสนใจของทุกคนออกจากโทรทัศน์ได้สำเร็จ

        “แกด่าใครหา? แกนั่นแหละไปเกิดใหม่ซะไป!” เมื่อถูกด่า หลินหงเหมย ย่อมไม่อาจทำเป็นไม่ได้ยินได้ ลูกของเธอมีแต่เธอเท่านั้นที่ดุด่าได้ คนอื่นมีสิทธิ์แค่ชมเท่านั้น การที่คนอื่นมาด่าลูกเธอต่อหน้าต่อตาแม่แบบนี้ จางเสี่ยวเสียย่อมไม่ยอมเด็ดขาดถ้าจางเสี่ยวเสียไม่ตอบโต้ ภรรยาของหลินหงเฉียงอาจจะด่าแค่คำเดียวระบายอารมณ์แล้วก็แล้วกันไป แต่พอจางเสี่ยวเสียโต้กลับเท่านั้นแหละ ภรรยาของหลินหงเฉียงก็ปรี๊ดแตกทันที เธอยื่นลูกชายให้สามีที่อยู่ข้างๆ แล้วตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อของหลินหงเหมยลากมาอยู่หน้าจางเสี่ยวเสีย “ทุกคนกำลังดูโทรทัศน์กันอยู่ดีๆ หลินหงเหมยพยายามเบียดเข้ามาข้างในมันหมายความว่ายังไง? ในเมื่อมาช้าก็ควรจะอยู่เงียบๆ ที่ลานบ้านสิ จะเบียดเข้ามาข้างในทำไมหา? เสี่ยวเป่าลูกฉันถูกนังเด็กนี่ผลักล้มเลยนะ โชคดีที่ลูกฉันไม่เป็นอะไรมาก ไม่งั้นฉันไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่!”

        ภรรยาของหลินหงเฉียงว่าร้ายกาจแล้ว แต่จางเสี่ยวเสียกลับร้ายกาจยิ่งกว่า เธอเหลือบตามองบนใส่ภรรยาของหลินหงเฉียงที่ยืนทำท่าขึงขังอยู่ตรงหน้า ขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากพูด หลินกั๋วเซิ่งสามีที่อยู่ข้างๆ ก็ดึงแขนเธอไว้ “ภรรยาหงเฉียง ครั้งนี้เป็นหงเหมยบ้านเราที่ไม่ถูกเอง เสี่ยวเป่าไม่เป็นอะไรใช่ไหม? เธอก็เป็นพี่สะใภ้ อย่าไปถือสาเด็กอย่างหงเหมยเลยนะ”

        หลินกั๋วเซิ่งรู้ดีว่าทั้งภรรยาของตัวเองและภรรยาของหลินหงเฉียงต่างก็ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ ถ้าปล่อยให้พวกเธอทะเลาะกันคงจะเสียบรรยากาศหมด นี่มันวันปีใหม่แท้ๆ ดังนั้นเขาจึงต้องออกมาไกล่เกลี่ยให้เรื่องสงบ

        เมื่อภรรยาของหลินหงเฉียงเห็นหลินกั๋วเซิ่งพูดแบบนั้น เธอก็เลยยอมเลิกราแต่โดยดี

        จากนั้นหลินกั๋วเซิ่งก็หันไปตำหนิลูกสาว “ยืนดูโทรทัศน์อยู่เงียบๆ ที่ลานบ้าน อย่าเบียดเข้าไปข้างในอีก”

        แม้ว่าจางเสี่ยวเสียจะเป็นคนแข็งกร้าว แต่เมื่ออยู่ข้างนอกเธอก็ยังรู้จักควบคุมตัวเอง ยอมไว้หน้าสามีตัวเองอยู่บ้าง

        เพราะตัวเองเป็นต้นเหตุจนเกือบทำให้แม่ต้องทะเลาะกับภรรยาของหลินหงเฉียง หลินหงเหมยจึงไม่กล้าเบียดเข้าไปข้างในอีก ทำได้เพียงยืนฟังเสียงโทรทัศน์อยู่ที่ลานบ้านอย่างไม่เต็มใจ

        หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายเล็กๆ นี้ผ่านไป ทุกคนก็กลับไปดูโทรทัศน์หรือฟังโทรทัศน์กันต่อ

        จนกระทั่งรายการพิเศษวันตรุษจีนจบลง ทุกคนถึงได้แยกย้ายกันไป แน่นอนว่าทิงเสวี่ยก็กลับพร้อมพ่อกับอาสามในตอนนี้เช่นกัน เธอเองก็ง่วงจนทนไม่ไหวแล้ว ตอนกลับบ้านหลินกั๋วผิงต้องแบกเธอกลับ

        พอล้มตัวลงนอนได้ไม่นานเธอก็หลับไป

        ฝันดีตลอดคืน เผลอแผล็บเดียวก็ถึงวันรุ่งขึ้น

        วันขึ้นปีใหม่ และเป็นวันแรกของปีมะแม เป็นวันที่อากาศแจ่มใสสดชื่นต้อนรับวันใหม่

        ทิงเสวี่ยตื่นแต่เช้า แล้วก็ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ของตัวเอง หวีผมอย่างตั้งใจ ใช้ยางรัดผมกับดอกไม้ติดผมใหม่เอี่ยม มัดเป็นผมหางม้าสูงๆ เวลาเดินปลายผมก็สะบัดไหวไปตามจังหวะของร่างกาย

        ในชนบทผู้คนมักจะพูดกันว่าพอพ้นปีใหม่ไปแล้วก็อายุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี แม้ว่าวันเกิดจะยังมาไม่ถึง แต่ก็ถือว่าอายุเพิ่มขึ้นแล้ว

        ตามคำพูดนี้ หลังจากปีใหม่นี้ทิงเสวี่ยก็อายุเก้าขวบแล้ว

        แม้ว่าจะยังเหลืออีกสามร้อยกว่าวันกว่าจะถึงวันเกิดเก้าขวบของเธอ เธอก็ถือว่าตัวเองอายุเก้าขวบแล้ว

        หวังจริงๆ ว่าตัวเองจะโตเร็วกว่านี้อีกหน่อย แบบนั้นเธอจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อได้มากขึ้น

        เช้าวันขึ้นปีใหม่จะต้องกินเกี๊ยวต้ม เป็นไส้เต้าหู้กับผักชี ซึ่งเป็นการเล่นคำพ้องเสียงของของสองอย่างนี้ เต้าหู้ พ้องเสียงกับคำว่า 'โต้ฝู' ที่แปลว่าล้วนเป็นสุข ส่วนผักชี พ้องเสียงกับคำว่า 'เหยียนซุ่ย' ที่แปลว่าอายุยืนยาว

        หลังจากทิงเสวี่ยแต่งตัวเสร็จ เธอก็ช่วยพ่อห่อเกี๊ยว

        ที่บ้านมีไม้นวดแป้งสองอัน ทิงเสวี่ยอยากจะนวดแป้งเอง ห่อเอง

        หลินกั๋วผิงก็ตามใจเธอ

        แผ่นเกี๊ยวที่ทิงเสวี่ยนวดออกมานั้นบางเป็นพิเศษ ไส้เกี๊ยวที่เธอห่อก็เยอะเป็นพิเศษ แถมยังห่อได้สวยงามอีกด้วย

        ตอนที่กิน หลินกั๋วอันอดชมไม่ได้ “เกี๊ยวที่เสียวเสวี่ยห่อนี่อร่อยจริงๆ แป้งบางไส้เยอะ”

        “ถ้าอาสามชอบก็กินเยอะๆ นะคะ ต่อไปเวลาห่อเกี๊ยวกับทำซาลาเปาให้หนูทำเองเถอะค่ะ พ่อแค่นวดแป้งเป็นลูกมือให้หนูก็พอ” เนื่องจากทิงเสวียอายุยังน้อย แรงไม่พอ การนวดแป้งจึงค่อนข้างหนักเกินไปสำหรับเธอ พอได้ยินเด็กหญิงพูดแบบนี้ หลินกั๋วผิงก็พลันรู้สึกว่าตัวเองในฐานะพ่อชักจะไม่ค่อยมีประโยชน์เสียแล้ว กับข้าวก็ทำไม่อร่อยเท่าลูกสาว ไส้ก็ปรุงไม่อร่อยเท่าลูกสาว แม้แต่ห่อเกี๊ยวก็ยังไม่สวยเท่าลูกสาว แต่การที่ลูกสาวเก่งกาจและมีความสามารถขนาดนี้ เขาก็รู้สึกภูมิใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

        หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ หลินกั๋วอันก็หยิบซองอั่งเปาที่ทำจากกระดาษสีแดงออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้ทิงเสวี่ย “เสียวเสวี่ย นี่เป็นอั่งเปาที่อาสามให้ เอาไปซื้อปากกากับสมุดนะ”

        “อาสามคะ หนูโตแล้ว ไม่รับเงินแต๊ะเอียแล้วค่ะ” ทิงเสวี่ยไม่ได้เกรงใจหลินกั๋วอัน แต่เธอไม่อยากได้เงินของอาสามจริงๆ เธอรู้ว่าอาสามหาเงินมาได้ไม่ง่าย ตัวอาสามเองปกติประหยัดมัธยัสถ์มาก แต่ทุกครั้งที่ให้เงินแต๊ะเอียเธอกลับให้เยอะมาก

        เห็นทิงเสวี่ยไม่ยอมรับเงินของตัวเอง หลินกั๋วอันก็ทำท่าไม่พอใจเล็กน้อย “เสียวเสวี่ย หรือว่ารังเกียจว่าอาสามให้น้อยไป? ถ้าไม่รับอาสามจะโกรธแล้วนะ”

        หลินกั๋วผิงรู้ดีถึงนิสัยของน้องชายจึงรีบพูดกับทิงเสวี่ยว่า “ในเมื่ออาสามให้ก็รีบรับไว้เถอะลูก พอโตขึ้นจริงๆ อยากได้อาสามก็ไม่ให้แล้วนะ”

        ทิงเสวี่ย “…”

        หลินกั๋วอัน “…”

        หลังจากทิงเสวี่ยรับซองแดงแล้วก็กล่าวขอบคุณอาสาม จากนั้นก็ก้มลงกราบหลินกั๋วอันอีกครั้ง

        ปกติหลินกั๋วอันไม่ค่อยยอมกินยอมใช้ของดีๆ กับตัวเอง แต่เงินแต๊ะเอียที่ให้ทิงเสวี่ยนั้นใจกว้างมาก ในซองกระดาษแดงนั้นมีเงินอยู่ยี่สิบหยวน

        ในยุคสมัยนั้น เงินแต๊ะเอียส่วนใหญ่ในชนบทยังคงเป็นหลักไม่กี่หยวนเท่านั้น คนที่ให้ถึงสิบหยวนได้นั้นถือว่าใจกว้างมาก และต้องเป็นคนมีเงินจริงๆ

        ทุกปีในช่วงปีใหม่ หลินกั๋วอันจะให้เงินแต๊ะเอียทิงเสวี่ยยี่สิบหยวน

        ครู่ต่อมา หลินหงเหมยกับหลินหงจวินก็มาสวัสดีปีใหม่

        แต่หลินกั๋วอันไม่ได้ให้เงินแต๊ะเอียพวกเขา แม้ว่าจะเป็นหลานสาวหลานชายเหมือนกัน แต่ในใจของเขามีเพียงทิงเสวี่ยเท่านั้นที่เขารักและเอ็นดูที่สุด ส่วนสองคนนั้นเหมือนญาติห่างๆ มากกว่า

        แน่นอนว่าหลินหงเหมยกับหลินหงจวินก็ไม่ได้สนิทสนมกับอาสามปากแหว่งที่ดูซื่อๆ ทื่อๆ คนนี้เท่าไหร่นัก

        ที่หลินกั๋วผิงไม่ให้เงินแต๊ะเอียสองพี่น้องนั่นก็เพราะว่าเวลาทิงเสวี่ยไปสวัสดีปีใหม่ที่บ้านหลินกั๋วเซิ่ง พวกเขาก็ไม่ให้เงินแต๊ะเอียเหมือนกัน

        ในเมื่อต่างก็มีลูกเหมือนกัน ก็ไม่ต้องให้กัน ถือว่าเจ๊ากันไป

        พอเห็นเกี๊ยวบนโต๊ะยังไม่ได้เก็บ หลินหงเหมยก็ไม่เกรงใจ นั่งลงหยิบตะเกียบที่ใช้แล้วขึ้นมาคีบกินอีกหลายตัว เธอทานข้าวมาจากบ้านแล้ว แต่ยังไม่อิ่ม

        เดิมทีตั้งใจจะกินแค่ไม่กี่ตัว แต่เกี๊ยวนี้มันอร่อยเหลือเกิน เธอกินไปหลายตัวแล้วยังโซ้ยต่อไม่หยุด “เสียวเสวี่ย ทำไมเกี๊ยวบ้านเธออร่อยอย่างนี้ล่ะ? ก็แค่ไส้ผักชีกับเต้าหู้ไม่ใช่เหรอ? พวกเธอใส่อะไรลงไปบ้างเนี่ย?”

        ทิงเสวี่ยตอบ “เกี๊ยวบ้านเราไม่ได้ใส่อะไรเป็นพิเศษเลยนะ ก็แค่ผักชี เต้าหู้ แล้วก็ต้นหอมกับขิงเท่านั้นเอง”

        พริบตาเดียวเกี๊ยวที่บ้านก็หายไปแปดเก้าตัว ทิงเสวี่ยเสียดายจนใจจะขาด แต่เห็นว่าเป็นวันปีใหม่ เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศก็เลยไม่ถือสาเจ้าตัวกินจุอย่างหลินหงเหมย

        เดิมทีหลินหงจวินไม่หิว แต่พอเห็นพี่สาวกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็นั่งลงกินด้วย หลินหงจวินที่ปกติชอบกินเนื้อเกลียดกินผัก พอได้ชิมเกี๊ยวตรงหน้าก็ถึงกับอร่อยจนหยุดไม่ได้เช่นกัน

        ครู่เดียวเกี๊ยวต้มจานนั้นก็ถูกสองพี่น้องจัดการจนหมดเกลี้ยง

        “เสียวเสวี่ย พวกเราไปสวัสดีปีใหม่กันเถอะ ไปดูกล้องถ่ายรูปของพี่หงรุ่ยกัน ให้เขาถ่ายรูปให้พวกเรา” หลินหงเหมยจะดึงมือทิงเสวี่ยแต่ก็คว้าได้แต่อากาศ “ถ้าจะไปพวกเธอสองพี่น้องก็ไปกันเองสิ ฉันจะไปสวัสดีปีใหม่กับพ่อ”

        หลินหงเหมยเบ้ปาก “ไปกับอารองมันจะสนุกอะไรล่ะ เสียวเสวี่ย ไปกับฉันกับหงจวินเถอะนะ”

        หลินกั๋วผิงรีบพูด “เสียวเสวี่ย ลูกไปเล่นกับพี่สาวน้องชายเถอะ”

        ทิงเสวี่ยรับคำอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วก็ออกไปสวัสดีปีใหม่พร้อมกับหลินหงเหมยและหลินหงจวิน

        บ้านเรือนแถวนั้นส่วนใหญ่แซ่หลินกันทั้งนั้น อย่างไกลสุดก็ไม่เกินญาติห้าชั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ใหญ่ของพวกทิงเสวี่ย

        สามคนไปบ้านไหนก็ย่อมได้ของกลับมาเต็มไม้เต็มมือ ทั้งเมล็ดแตงโม ทั้งลูกอม

        หลินหงเหมยกับหลินหงจวินพอไปถึงบ้านไหนก็ไม่เกรงใจ หยิบเมล็ดแตงโมกับลูกอมในจานของบ้านนั้นใส่กระเป๋าตัวเอง ส่วนทิงเสวี่ยแทบจะไม่ค่อยหยิบเลย มีแต่เจ้าของบ้านยื่นใส่มือให้เธอถึงจะยอมรับ

        เมื่อเปรียบเทียบกันแบบนี้ แน่นอนว่าทิงเสวี่ยดูเป็นเด็กที่รู้จักความมากกว่า และเป็นที่รักของผู้ใหญ่มากกว่า ส่วนหลินหงเหมยกับหลินหงจวินนั้นทำให้ทุกคนพูดไม่ออก

        หลายคนไม่ได้พูดต่อหน้า แต่ก็แอบนินทาในใจว่าสองพี่น้องนี้ถอดแบบแม่มาไม่มีผิด

        การอยู่กับสองพี่น้องที่ชอบเห็นแก่ได้แบบนี้ ทำให้ทิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนพลอยทำให้ระดับความผู้ดีของเธอด่างพร้อยไปด้วย

        หลังจากเดินเที่ยวอยู่ครู่หนึ่ง ทิงเสวี่ยก็หาข้ออ้างสลัดสองพี่น้องทิ้งไปได้

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663