ด้านในสำนักจินหยางภายใต้การนำของผู้าุโเก้า ลูกศิษย์สำนักจินหยางถูกแบ่งกลุ่มกันออกไปเพื่อให้ง่ายต่อการลาดตระเวนในสำนัก เมื่อสิบวันก่อนเกิดเมฆบททดสอบ์ที่แสนจะน่ากลัว ทำให้สำนักจินหยางต้องเคลื่อนพลออกไปดูเหตุการณ์ ณ ใจกลางของเมฆบททดสอบ์
ตอนนี้ก็ผ่านมาสิบวันแล้วกลุ่มคนที่ไปสำรวจก็ยังไม่รู้ถึงตัวตนของบุคคลปริศนาผู้นั้นเลย ข่าวคราวที่ถูกส่งกลับมาใน่สิบวันมานี้มีเพียงแค่ข้อความเพียงบางส่วนเท่านั้น
ตอนนี้จำเป็ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด จนกว่าจะได้รับการยืนยันจากเ้าสำนักพวกเขาไม่อาจผ่อนปรนหรือสงบใจลงได้เลย การลาดตระเวนยังคงต้องทำต่อไป
ซึ่งในแต่ละวันเหล่าศิษย์ชายหญิงทั้งหลายจะออกมารวมตัวกันที่ลานด้านในสำนัก หลังจากปรึกษาหารือกันเสร็จพวกเขาก็แยกย้ายกันออกไป อาจจะมีบางคนที่ยังฝึกฝนอยู่ที่ลานกว้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ช่วยกันลาดตระเวนในสำนักอย่างเข้มงวด
การลาดตระเวนในวันนี้ใกล้กับพื้นที่หน้าประตูสำนัก หญิงสาวกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันออกลาดตระเวนเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา เพียงแต่วันนี้แตกต่างกันออกไปพวกนางสังเกตเห็นความผิดปกติ
ที่หน้าประตูใหญ่ทางเข้าสำนักเหมือนจะมีเื่วุ่นวายเกิดขึ้น หญิงงามที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่มหญิงสาวจ้องมองลงไปยังตีนเขาด้วยสายตาเ็า นางมีใบหน้าที่งดงามรูปไข่ คิ้วโก่งได้รูปปลายแหลมเหมือนกระบี่ ดวงตาของนางกรมโตแต่กลับแฝงไว้ซึ่งความเยือกเย็น ใบหูไม่ใหญ่แต่ดูน่ารักเป็อย่างมาก ผมสีดำขลับของนางยาวจนถึงกลางหลัง ลำคอยาวระหง ไหล่ผายหน้าอกอวบอิ่ม เอวคอดเป็มดตะนอยและขาที่ยาวเรียวงาม
นางเป็ที่หมายปองของชายหนุ่มทุกคนในสำนักจินหยาง เป็สตรีที่งดงามเป็อันดับหนึ่งของสำนักจินหยาง และยังถูกยกย่องว่าเป็เทพธิดาแห่งสำนักจินหยางอีกด้วย และชื่อของนางก็คือหลี่หยุนเอ๋อร์
นางจ้องมองเหตุการณ์เบื้องล่างมาหนึ่งชั่วยามกว่าๆแล้ว นางฟังทุกคำพูดที่พวกเขาโต้เถียงกัน หว่างคิ้วของนางขมวดเข้าหากันแน่น ใจความสำคัญที่คนด้านล่างเถียงกันก็คือนางลักพาตัวสหายของพวกเขาที่ชื่อไป๋ชิงอวิ๋นไป
นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ ในสำนักจินหยางนางแทบจะฝึกฝนอยู่อย่างสันโดษ ไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับใครและมีสหายที่เป็สตรีร่วมสำนักเพียงแค่ไม่กี่คน ลำพังแค่สหายที่เป็สตรีก็มีน้อยนิดถึงเพียงนี้ ไม่ต้องพูดถึงบุรุษเลยนางแทบจะไม่สุงสิงกับใครเป็การส่วนตัว
ยิ่งไอ้การลักพาตัวอะไรนี่ นางยิ่งไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง คนเบื้องล่างเป็ใครแล้วมีจุดประสงค์อะไรเหตุใดถึงได้มาก่อความวุ่นวายถึงสำนักจินหยาง สำนักที่ได้ชื่อว่าเป็อันดับหนึ่งแห่งทวีปภาคกลาง
หรือว่าพวกเขาเป็เพียงแค่คนโง่ที่เข้ามารนหาที่ตาย แต่ดูจากท่าทางแล้วก็เหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น พวกเขาแต่งตัวดีและยังเป็คนของห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองจินหยาง เหมือนว่าเื่นี้จะมีเงื่อนงำคงต้องเข้าไปตรวจสอบ
ร่างที่งดงามประหนึ่งเทพธิดาสืบท้าวก้าวเดินออกไป ทุกย่างก้าวล้วนแต่สง่างามอาภรณ์สีเหลืองอ่อนปลิวไสวลู่ไปด้านหลัง กระบี่ยาวสีขาวเหน็บอยู่ที่เอวด้านซ้ายสะบัดไปมาส่งเสียงดังไพเราะออกมาเป็จังหวะ
กลุ่มสตรีที่อยู่ด้านหลังเมื่อเห็นว่าหลี่หยุนเอ๋อร์สืบท้าวก้าวเดินนำหน้าออกไป พวกนางก็เดินตามหลังไปอย่างใกล้ชิด กลุ่มหญิงสาวที่เดินลงเขาเหยียบลงบันไดทีละขั้นไปอย่างไม่รีบร้อน พวกนางให้ความรู้สึกเหมือนเทพธิดาบนสรวง์ก้าวเท้าลงมายังพื้นโลก
ด้วยความงดงามประหนึ่งเทพธิดาของหลี่หยุนเอ๋อร์ ทำให้กลุ่มคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่เบื้องล่างต้องหยุดนิ่งตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้มต่อรูปลักษณ์ที่ได้พบเห็น หลี่หยุนเอ๋อร์เทพธิดาแห่งสำนักจินหยางช่างสมชื่อจริงๆ นางงดงามมาก
ลูกศิษย์สำนักจินหยางคนที่พยายามจะชักกระบี่ออกมาจากฝัก ตอนนี้ดวงตาของเขาเหม่อลอยเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินต่อความงาม เทพธิดาเสด็จลงมาจาก์แล้วอย่างนั้นหรือ ลูกศิษย์สำนักจินหยางเหม่อลอยจนอดคิดไม่ได้
ลูกศิษย์สำนักจินหยางคนที่คอยห้ามปรามสหาย ตอนนี้เขาตัวอ่อนไร้เรี่ยวแรงเคลิบเคลิ้มไปกับความงามของหลี่หยุนเอ๋อร์ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาและเหม่อลอยอย่างควบคุมไม่ได้
กู่หวงตกตะลึงจนอ้าปากค้างต่อความงามของหลี่หยุนเอ๋อร์ หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากหน้าอก ั้แ่เกิดมาเขายังไม่เคยพบเจอสตรีที่มีความงดงามเหมือนนางฟ้านาง์เช่นนี้มาก่อนเลย
หยางเฉินก็นิ่งงันกับความงามของหลี่หยุนเอ๋อร์ เขาเหมือนกับคนที่โดนคาถานะจังงังตัวแข็งทื่อยืนบื้อจนลืมเถียงกับลูกศิษย์สำนักจินหยางไปเลย ในหัวของเขามีแต่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ไม่สามารถเบนสายตาออกไปจากร่างของหลี่หยุนเอ๋อร์ได้เลย
"แค่กแค่ก.." มู่ปิงเฟิงยกมือกุมหน้าอกแล้วไอออกมาอย่างไม่อาจควบคุม เขาเองก็ตกตะลึงต่อความงามของหลี่หยุนเอ๋อร์ แต่ร่างกายเ้ากรรมมันกลับไม่เป็ไปตามที่ใจเขา้า เขาได้เพลิดเพลินกับความงามของหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพธิดาอยู่เพียงแค่แว๊บเดียวเท่านั้น ในเวลาต่อมาเขาก็ต้องเ็ปทรมานกับร่างกายที่อ่อนแอ
มู่ปิงเฟิงถือว่าเป็คนที่น่าเศร้าที่สุด เพราะความสุขของเขาสั้นที่สุดในกลุ่มคนที่อยู่ด้านล่างทางเข้าสำนักจินหยางในตอนนี้ ด้วยร่างกายที่เจ็บป่วยของเขามันทำให้เขาไม่อาจเพลิดเพลินต่อความสุขเหล่านี้ได้เลย ช่างน่าเศร้าใจและหน้าแค้นใจในเวลาเดียวกัน
ด้วยเสียงไอของมู่ปิงเฟิงทำให้หยางเฉินและกู่หวงหายจากความตกตะลึง พวกเขาเข้าประคองร่างของมู่ปิงเฟิงด้วยสีหน้าเป็กังวล ยืนตากลมมานานกว่าหนึ่งชั่วยามร่างกายของมู่ปิงเฟิงคงมาถึงขีดจำกัดแล้วอย่างแน่นอน และถ้าหากต้องยืนตากลมอยู่เช่นนี้ต่อไปร่างกายของหยางเฉินก็คงจะมีสภาพไม่ต่างไปจากมู่ปิงเฟิงมากนัก
ลูกศิษย์สำนักจินหยางทั้งสองคนก็ได้สติกลับมา รวมทั้งสหายอีกเจ็ดแปดคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขาก็ได้สติกลับมาแล้วเช่นเดียวกัน หนึ่งชั่วยามที่ผ่านมากู่หวง หยางเฉิน และ มู่ปิงเฟิง สามคนต้องปะทะกับคนนับสิบด้วยฝีปาก เถียงกันมาหนึ่งชั่วยามกว่าๆยังไม่ได้ข้อสรุป ดูก็รู้ว่าพวกเขาทั้งสามคนดื้อดึงมากขนาดไหน
เมื่อความเป็ความตายของสหายมาเยือน พวกเขาไม่เคยยี่หระหรือหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อันตราย เพราะสำหรับพวกเขาแล้วการช่วยชีวิตของสหายถือว่าเป็เื่สำคัญที่มาเป็อันดับหนึ่ง
ใช้เวลาไม่นานในที่สุดสตรีกลุ่มที่นำโดยเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ก็เดินลงมาจนถึงตีนเขา ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันเพียงแค่กลุ่มหนึ่งอยู่ในสำนัก และอีกกลุ่มหนึ่งอยู่นอกสำนัก
ลูกศิษย์ชายของสำนักจินหยางที่ยืนรายล้อมพวกกู่หวงอยู่ตอนนี้ได้ถอยออกมาแล้ว พวกเขาเปิดทางให้กับกลุ่มของเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์
"คำนับเทพธิดาหลี่"
ลูกศิษย์ชายสำนักจินหยางนับสิบคนยกมือซ้ายขึ้นกุมมือขวาจากนั้นค้อมศีรษะคารวะเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์อย่างพร้อมเพียงกัน ในระหว่างนี้สติของพวกเขาเลื่อนลอยเนื่องจากกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากร่างของเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ และกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากร่างของสตรีที่งดงามที่เดินอยู่ด้านหลัง ด้วยกลิ่นหอมเหล่านี้ทำให้พวกเขาแทบคลั่งเกือบจะคุมสติตัวเองไม่อยู่ พวกเขาทำได้เพียงแค่ก้มหน้าต่อไปไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง ช่วยไม่ได้ก็พวกเขายังไม่อยากตายนี่นา
ก่อนหน้านี้มีลูกศิษย์ของสำนักจินหยางคนหนึ่งจ้องมองเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ด้วยสายตาแทะโลม ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ก็ใช้กระบี่ของนางตัดศีรษะคนผู้นั้นจนขาดสะบั้น พวกเขายังไม่อยากตายเหมือนคนผู้นั้นนี่นา ตอนนี้ทำได้เพียงก้มหน้าไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง
กู่หวงที่ประคองร่างของมู่ปิงเฟิงอยู่เงยหน้าขึ้น จากนั้นก็สบตากับเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ แต่ทันทีที่สายตาสบกันกู่หวงก็เบนหน้าหนีทันที หัวใจของเขาเต้นรัวไม่เป็จังหวะ มันเต้นเร็วและแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากหน้าอก
เขากัดฟันพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะ จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาว่า "จริงหรือไม่ที่ท่านลักพาตัวสหายของข้าไป"
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเจอกับเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์มาก่อน แต่ก็สามารถคาดเดาได้จากคำเรียกขานของลูกศิษย์ผู้ชายของสำนักจินหยางที่ทำความเคารพนางก่อนหน้านี้ได้
คำถามของกู่หวงตรงเข้าประเด็นไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมของใครทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าน้ำเสียงที่กล่าวจะแ่เบาแต่มันก็มีความตึงเครียดแฝงอยู่
เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์จ้องมองร่างของมู่ปิงเฟิงจากนั้นก็กวาดตามองสหายที่ประคองร่างของเขาอยู่ เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์เบนสายตาจ้องมองไปยังกู่หวงผู้ซึ่งหันหน้าหนี นางจ้องมองเขาด้วยความเรียบเฉย และไม่ได้ตอบคำถามใดๆของเขาทั้งสิ้น
"ช่างไร้มารยาทและไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เ้ารู้หรือไม่ว่าเ้ากำลังพูดอยู่กับใคร" เสียงเยือกเย็นดังลอยออกมาจากสตรีที่สวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน นางยืนอยู่ด้านข้างทางซ้ายของเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ นางมีชื่อว่าเยว่มู่หลิงเป็บุตรสาวของตระกูลเยว่หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองจินหยาง เยว่มู่หลิงนางมีความงามรองลงมาจากเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในสำนักจินหยางเยว่มู่หลิงและเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์สนิทสนมกันราวกับพี่น้อง พวกนางตัวติดกันเหมือนกับฝาแฝดที่ไหนมีเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ที่นั่นก็ต้องมีเยว่มู่หลิง
กู่หวงยังคงเบนหน้าหนี แต่ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมว่า "แน่นอนว่าข้าต้องรู้อยู่แล้วว่าตอนนี้ข้ากำลังพูดอยู่กับใคร" กู่หวงเบนสายตากลับมาจ้องมองดวงตาของเยว่มู่หลิงจากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า "แล้วเ้าล่ะเป็ใคร ใช่เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์หรือไม่ เหตุใดถึงต้องตอบคำถามแทนนาง"
ดวงหน้าของเยว่มู่หลิงแปรเปลี่ยนไปไม่น่ามอง นางจ้องมองใบหน้าและสบตากับกู่หวงเหมือนจะกินเืกินเนื้อ มือซ้ายและมือขวาของนางคว้าจับไปที่ฝักและด้ามของกระบี่ ดวงตาของนางเยือกเย็นและน้ำเสียงก็เย็นะเืเสียดแทงเข้าไปในกระดูก
"เ้าอยากตายเหรอ?"
จิตสังหารแผ่กระจายออกมาจากร่างของเยว่มู่หลิง นาง้าที่จะลงมือสั่งสอนคนไม่รู้จักกาลเทศะสามคนเบื้องหน้านี้ พวกเขาทำตัวไร้มารยาทต้องสั่งสอนให้รู้จักหลาบจำเสียบ้าง ตัดแขนหรือตัดขาของพวกเขาสักข้างก็คงจะไม่เป็อะไร ตราบเท่าที่ไม่ได้พรากชีวิตของพวกเขาไป ตระกูลที่อยู่เื้ัเศษสวะพวกนี้ก็ไม่สามารถเอาเื่นางได้
เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์เห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี นางมีความคิดอยากจะเข้าไปห้ามปราม แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยปากพูดบนถนนที่ห่างไกลออกไป ร่างเงาสีขาวร่างหนึ่งปรากฏกายขึ้นพร้อมกับอากาศรอบด้านที่สั่นะเื จากนั้นเสียงที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจก็แผ่กระจายออกมาจากคำพูดของคนผู้นั้น
"เ้ากล้าลงมือเหรอ?"
นิยายจะอัพเดทโดยประมาณ 4 โมงเย็นนะครับ