“ข้าคิดว่าเจ้าเจอของดีเข้าแล้วหละเจ้าหนู”เสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัวของเฟยหลง
“ท่านผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไร”
“เด็กคนนั้นอาจจะมีอะไรที่พิเศษมากกว่าที่ทุกคนคิดก็ได้เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีคนเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำในสิ่งที่เกินความสามารถของสิ่งที่มีอยู่ได้เหมือนเช่นเจ้าที่ตอนนี้เป็นผู้สืบทอดของเทพสงครามอยู่เจ้าหนูนั่นเองก็ต้องมีความลับเช่นเดียวกับเจ้าอย่างแน่นอนหากเจ้าสามารถช่วยเหลือเจ้าหนูนั่นพร้อมกับตระกูลให้รอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ไม่แน่ มันอาจจะมีประโยชน์ต่อเจ้าในภายหน้าก็เป็นได้”
“ท่านผู้อาวุโสคิดว่า......?”
“ใช่แล้วหละเจ้าหนูซานโหยวอาจจะเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์เขาอาจจะสามารถมองเห็นและสัมผัสได้ถึงแร่ที่มีค่าเขาสามารถมองเห็นอานุภาพของแร่ได้ สีสันต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปตามความหนาแน่และประสิทธิภาพของแร่ชนิดนั้น ๆ เพียงแต่ว่าเจ้าหนูนั่นยังไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านผู้อาวุโส”
“ท่านลุง ว่าง ๆพาซานโหยวมาพบข้าหน่อยข้ามีเรื่องจะถามเขาเล็กน้อย”
“ได้สินายน้อย ว่าง ๆ ข้าจะพาบุตรชายของข้ามาหาท่าน”
หลังจากที่ทั้งสามคนพูดคุยกันเสร็จเฟยหลงจึงได้เดินทางไปพบกับเจ้าเมืองเจินหมิงส่วนทางด้านซานเหมาและซานฉีทั้งสองคนรีบทำตามที่เฟยหลงบอกทันทีพวกเขาทั้งสองคนรีบเกณฑ์คนจำนวนมากเข้าไปขุดแร่เหล็กหลินลู่
“ท่านเจ้าเมืองท่านพอจะรู้บ้างไหมว่าท่านเสนาบดีถง เป็นคนเช่นไร?”เมื่อไปถึงเฟยหลงถามเจ้าเมืองเจินหมิงในทันที
“เจ้าอย่าบอกนะว่าเจ้าไปมีปัญหากับเขาคนนี้เป็นคนที่รับมือยากที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมา หากเขาต้องการสิ่งใด จะต้องได้หากไม่ได้ผู้คนภายในตระกูลนั้นอาจจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยทั้ง ๆที่รู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่พวกเราก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อยและอีกอย่างก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าเป็นฝีมือของเขาอีกด้วย”
“ท่านเจ้าเมือง เขาต้องการเหมืองแร่เหล็กหลินลู่ภายในสามเดือนเหมืองแร่ที่ตระกูลซานทำอยู่ต้องตกเป็นของเขาตอนนี้ข้าเองก็คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรเช่นกัน”
“ทำไมเขาถึงจ้องเอาเหมืองแร่ของพวกเจ้าด้วยหรือว่าเป็นเพราะอาวุธระดับทองพวกนั้น”
“ก็น่าจะใช่นะท่านเจ้าเมืองหากตระกูลใดที่มีอาวุธระดับทองไว้ในครอบครองจำนวนมากท่านคิดว่าตระกูลนั้นจะเข้มแข็งถึงเพียงใด”
“จริงอย่างที่เจ้าพูดหากเป็นเช่นนั้นตระกูลถงจะมีอำนาจอยู่เหนือราชสำนักอย่างแน่นอนพวกเราจะทำอย่างไรกันดี”
“ข้าคิดว่าเรื่องนี้พวกเราต้องปรึกษากับท่านปรมาจารย์หวังต้าอาวุธในคลังหลวงถึงแม้จะมีจำนวนมาก แต่หากเทียบประสิทธิภาพแล้ว อาวุธเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ของเด็กเล่นเท่านั้นไม่สามารถนำมาต่อกรกับอาวุธระดับทองของแร่เหล็กหลินลู่ได้อย่างแน่นอน”
“เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่ตอนนี้สิ่งที่ข้ากังวลคือสี่ตระกูลใหญ่พวกเขาล้วนสามารถสร้างอาวุธระดับทองขึ้นมาได้แล้วหากพวกเขาไปร่วมมือกับเสนาบดีถงแล้ว คงเกิดความวุ่นวายตามมาอีกมา”
“พวกเราต้องให้ท่านปรมาจารย์หวังต้าคงจะช่วยเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้พวกเราต้องรีบดำเนินการก่อนที่เหมืองแร่จะตกอยู่ในมือของเสนาบดีถงหาไม่แล้วอาณาจักรถังของพวกเราคงจะเกิดความวุ่นวายเป็นแน่”
“อีกอย่างเรื่องนี้พวกเราต้องให้ท่านปรมาจารย์หวังต้ารีบรายงานให้ฝ่าบาททรงทราบด้วย หากช้าเกินไปรอให้เสนาบดีถงมีอำนาจอาจจะช้าเกินไป”
“ไม่ได้หรอกท่านเจ้าเมืองหากพวกเรารายงานให้กับฝ่าบาทไม่แน่ไม่เพียงฝ่าบาทจะไม่เชื่อพวกเรา พวกเรายังอาจจะเดือดร้อนไปด้วยโดยเฉพาะท่านปรมาจารย์หวังต้า ตอนนี้เหมืองแร่ยังไม่ได้เป็นของเสนาบดีถง เช่นนั้นพวกเราควรจะรวบรวมแร่เหล็กหลินลู่ให้ได้มากที่สุดก่อน ข้าอยากจะขอให้ท่านเจ้าเมืองช่วยระดมผู้คนไปทำเหมืองแร่ให้มากที่สุด เราจะเอาแร่เหล็กออกมาให้ได้มากที่สุด ส่วนเรื่องของสี่ตระกูลใหญ่พวกเราค่อยว่ากันอีกที หากพวกเขายินดีจะช่วยเหลือเสนาบดีถง พวกเราก็ไม่อาจจะห้ามเขาได้แต่พวกเรายังมีตระกูลอี้ที่ตอนนี้พวกเขาสามารถสร้างอาวุธระดับราชันย์ได้แล้วพวกเราจะคงต้องพึ่งตระกูลอี้ในการสร้างอาวุธระดับราชันย์และระดับทองให้ได้มากที่สุดในตอนนี้”
“เข้าใจแล้วหากเป็นเช่นนี้พวกเราคงทำได้เท่านี้ ที่เหลือก็คงแล้วแต่สวรรค์แล้วว่าจะเลือกเข้าข้างฝ่ายไหนข้าจะรีบไปปรึกษากับท่านปรมาจารย์หวังต้าก่อนส่วนเรื่องแรงงานนั้นข้าจะให้เลขาอี้จัดการให้เร็วที่สุดเรื่องนี้พวกเราต้องทำให้กันอย่างเงียบ ๆ ที่สำคัญต้องไม่ให้คนของเสนาบดีถงรู้อย่างเด็ดขาด”
หลังจากที่เฟยหลงออกมาจากตำหนักเจ้าเมืองเขาได้มุ่งหน้าไปยังเหมืองแร่เหล็กหลินลู่ในทันทีที่นั่นได้รับการปกป้องอย่างดีจากทหารของเมืองเจินหมิงและคนตระกูลซานได้ระดมแรงงานจำนวนมากเพื่อขุดแร่เหล็กหลินลู่ออกมาให้เร็วที่สุดเฟยหลงได้นำแหวนมิติของเขาให้กับผู้นำตระกูลซาน ซานฉีอีกหลายวงเพื่อให้สามารถลำเลียงแร่เหล็กหลินลู่ออกไปด้านนอกให้เร็วที่สุดและไม่มีใครสงสัย
“พี่ชาย ท่านมาถึงที่นี่ได้อย่างไรท่านพ่อบอกข้าว่าท่านต้องการพบข้าเช่นนั้นหรือ?”
“ซานโหยวเจ้านี่ตั้งแต่ตระกูลเจ้าทำเหมืองแร่อยู่ที่นี่ เจ้าไปยอมไปเยี่ยมพี่ชายเลยนะ”
“แฮะ แฮะ แฮะข้าก็แค่สนุกกับที่นี่ ไม่ได้ทิ้งท่านไปไหนสักหน่อยว่าแต่พี่ชายมีเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงได้อยากเจอข้า”
“พี่ชายอยากจะถามเจ้าสักหน่อยเจ้าเห็นของในมือของพี่ชายหรือไม่?” เฟยหลงนำแร่ออกมาสองสามอย่างมันเป็นแร่เงิน แร่เหล็กเพ่ยผิง และแร่เหมันต์สายฟ้า ซึ่งเขาได้ซื้อมาจากร้านค้าแผงลอยเมื่อนานมาแล้ว
“พี่ชาย นี่มันแร่อะไรทำไมมันสวยงามเช่นนี้ ข้าไม่เคยเห็นสีสันที่สวยงามเช่นนี้มาก่อน”
“พี่ชายมองเห็นแค่มันเป็นเพียงก้อนแร่สีเงินสีดำสนิทและ สีฟ้าเท่านั้น ทำไมเจ้าถึงได้บอกพี่ชายว่ามันมีสีสันที่สวยงามกัน”
“พี่ชาย ข้าเห็นข้าเห็นแร่สีเงินนั้นยังมีสีอีกสามสีในตัวของมัน ส่วนแร่สีดำที่ท่านว่านั้นมันมีสีมากกว่า ห้าสีด้วยซ้ำไป ส่วนแร่สีฟ้านั่นข้าเห็นมันมีเพียงแค่สองสีเท่านั้นที่สำคัญพี่ชายแร่สีดำก้อนนั้นสีสันมันคล้าย ๆ กับแร่เหล็กหลินลู่ถึงสองสี แร่เหล็กหลินลู่มีเพียงเขียว สีเทาและสีทองอ่อน ๆ แต่แร่ที่ท่านให้ข้าดูนั้นมีสีดำ สีเขียว สีเทาสีขาว และสีทองที่สว่างไสวอีกด้วย”
“เจ้าเห็นสีพวกนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
“พี่ชายข้าเห็นสีพวกนั้นตั้งแต่ข้าจำความได้แล้ว ข้าพยายามบอกท่านปู่และท่านพ่อรวมถึงคนอื่น ๆ แต่พวกเขากลับว่าข้ามโนไปเองข้าเลยไม่กล้าบอกใครอีกเลย พี่ชายพี่ชายเชื่อที่ข้าพูดหรือไม่ ข้าไม่ได้โกหกจริงๆ ข้าเห็นสีพวกนั้นออกมาจากก้อนแร่ที่ท่านถืออยู่จริง ๆ นะ”
“เจ้าไม่ต้องห่วงซานโหยวพี่ชายเชื่อสิ่งที่เจ้าพูดเจ้าบอกพี่ชายได้หรือไม่ว่าทำไมเจ้าถึงได้เจอภูเขาแร่ที่นี่ได้”
“พี่ชายพูดตามตรงเลยนะ ข้าเห็นสีของภูเขาลูกนี้มีสีแปลกๆตอนที่ท่านพ่อกับท่านปู่พาข้าเดินทางออกจากเมืองเจินหมิงเพื่อย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงระหว่างที่พวกเขาพักข้าเลยเดินไปหาหินแปลก ๆ ที่มีสีสันหลากหลายพวกนั้นข้าคิดว่ามันต้องมีค่า และมันก็มีค่าจริง ๆ และน่าจะเป็นความบังเอิญที่ข้าได้พบแร่เหล็กนี้ตรงที่ข้าพาพี่ชายมาดูนั่นแหละ”
“งั้นแสดงว่าหากเจ้ามองไปที่ภูเขาลูกไหนสีที่เจ้าเห็นก็จะต้องแตกต่างกันไปใช่หรือไม่”
“ส่วนมากก็จะไม่ค่อยเห็นบ่อยนักหรอกพี่ชายนาน ๆ ทีถึงจะเห็นภูเขาแบบนั้นแต่ข้าจำได้มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านพ่อพาข้าไปเมืองฮั่นหยางข้าเคยพบภูเขาที่มีสีแบบเดียวกับแร่ที่ท่านถืออยู่ในมือสีดำนั่นด้วย”
“เมืองฮั่นหยาง เช่นนั้นหรือ?”
“นายน้อยเมืองฮั่นหยางอยู่ห่างจากที่นี่ราว ๆห้าร้อยกิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางราว ๆสามวัน ถึงจะไปถึงที่นั่นได้” ซานเหมาเอ่ยขึ้นมา
“เจ้าพาพี่ชายไปดูที่นั่นได้หรือไม่?”
“ได้สิแต่พวกเราต้องใช้เวลาเดินทางถึงสามวันเชียวนะพี่ชายพี่ชายจะเดินทางไกลเช่นนั้นเพื่อไปที่นั่นจริง ๆ หรือ?”
“เอาเถอะพาพี่ชายไปดูก่อนถือเสียว่าพวกเราไปเที่ยวเมืองฮั่นหยางก็แล้วกัน”
ซานโหยวมองไปยังซานเหมาและซานฉีบิดาของเขาในทันทีทั้งสองคนต่างพยักหน้าเพื่อให้ซานโหยวเดินทางไปกับเฟยหลง
“ท่านผู้อาวุโสเช่นนั้นข้าต้องรบกวนให้ท่านไปเป็นเพื่อนข้าด้วยพวกเราจะออกเดินทางกันในวันพรุ่งนี้ ไม่แน่พวกเราอาจจะแก้ปัญหาของพวกท่านได้หากเรื่องนี้เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้”
“จริงหรือนายน้อยเช่นนั้นข้าจะไปสั่งให้คนเตรียมรถม้า และของที่จำเป็นก่อน”
“อื่มพรุ่งนี้ข้ากับหวังจื่อจะไปเจอท่านที่ตำหนักท่านเจ้าเมืองการเดินทางนี้ต้องให้ท่านเจ้าเมืองกับท่านเลขาอี้เดินทางไปด้วย”
วันรุ่งขึ้นซานเหมาและซานโหยวได้เดินทางไปพบเฟยหลงและหวังจื่อที่จวนเจ้าเมืองเจินหมิงจากพวกเขาทั้งหมดได้ออกเดินทางไปยังเมืองฮั่นหยางในทันทีตลอดการเดินทางสามวันที่พวกเขานั่งรถม้าไปนั้นพวกเขาได้หารือเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของเสนาบดีถังด้วยความเคร่งเครียดตลอดทาง”
สามวันต่อมาพวกเขาเดินทางมาถึงยังเมืองฮั่นหยาง ทั้งหมดเข้าพักในโรงเตี้ยมก่อนที่วันรุ่งขึ้นรถม้าของพวกเขาจะเดินทางต่อไปยังภูเขาลูกที่ซานโหยวเอ่ยถึงเมื่อมาถึงภูเขาลูกใหญ่ ซานโหยวรีบบอกให้คนขับรถม้าหยุดทันที
“พี่ชายภูเขาลูกนี้แหละบริเวณด้านซ้ายของภูเขาลูกนี้จะมีสีสันเด่นชัดที่สุดพวกเราลองไปดูที่นั่นกันจะดีไหมพี่ชาย”
“ได้สิเจ้าบอกคนขับรถม้าได้เลยว่าจะไปตรงจุดไหนหากรถม้าเดินทางไปไม่ถึงพวกเราค่อยลงเดินกัน”
หลังจากที่รถม้าเดินทางออกไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงพวกเขาทั้งหมดจำเป็นต้องเดินเท้าต่อไป กว่าจะถึงตรงจุดที่ซานโหยวบอกก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว
“บริเวณนี้แหละพี่ชายที่ข้าเห็นสีพวกนั้นชัดเจนที่สุด”ซานโหยวชี้ไปยังหน้าผาสูงชันที่อยู่ตรงหน้า เฟยหลงและหวังจื่อ รวมถึงทุกคนต่างเดินไปตรงหน้าผานั้นในทันทีพวกเขาทุกคนลองตรวจสอบพื้นที่โดยรอบแต่ก็ไม่พบแร่ชนิดใดเลยอยู่ในบริเวณนั้น