Legend of Bloodland (ดินแดนแห่งพันธะอาคม)

    ตอนที่ 34 ความในใจ

            ทากัสที่พึ่งคุยกับสารถีจบก็กระโดดลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่วในขณะที่ไกอัสจูงมือแคเรนพาเดินเข้าไปในคฤหาสน์เมื่อเห็นวอลลันเขาก็กล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง

            “ท่านวอลลัน ไม่เจอกันนานเลย”

            “ท่านทากัส ไม่นึกเลยว่าจะยอมมาเป็นแขกที่นี่จำได้ว่าท่านเคยบอกว่าอยู่ในเมืองหลวงแล้วอึดอัด”

            “ข้าไม่ได้จงใจมาตั้งแต่แรกหรอก เสื้อผ้าก็ไม่ได้เอามาด้วย”

            “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับเป็นหน้าที่พ่อบ้านอย่างข้า”

            ทากัสถอนหายใจยาวด้วยความอึดอัด ก่อนจะเริ่มร่ายยาวกึ่งๆระบายความในใจ

            “ข้านะตั้งแต่ลงเรือก็ไม่อยากเข้าใกล้สองคนนั้นเลยจริงๆ กะว่าจะทิ้งให้อยู่ปลอบใจกันเองสองต่อสอง ก็ดันส่งสายตามาบอกเป็นนัยว่าห้ามหนีไปคนเดียว”

            ถึงจะบ่นอุบอิบแต่ทากัสก็นึกเป็นห่วงอาการของแคเรนเขาไม่ลืมกำชับกับวอลลัน

            “ยังไงก็เห็นใจท่านหญิงสักหน่อยนะครับนางเจอเรื่องหนักจริงๆ ”

            “ข้าดูออกครับ จากสีหน้าของนาง” วอลลันกล่าวตอบ “แต่หากดูท่าไม่ดีและอาจเกิดเรื่องเสียหายต่อตระกูลชาฟเวิร์นข้าคงต้องจัดการไปตามเรื่องนะครับ”

            “ท่านนี่ยังเข้มงวดไม่เปลี่ยนเลย เข้าใจแล้วครับ”

            “แล้วก็... ข้าอาจจะต้องขอร้องให้ท่านช่วยคุ้มกันนายน้อยสักหน่อยนะครับเรื่องคดีที่เกิดขึ้นในเมือง”

            “ข้าพอจะรู้เรื่องคร่าวๆ จากสารถีที่ควบรถม้าแล้วล่ะคดีลักพาตัวหญิงสาวใช่มั้ย”

            “ใช่ครับ ท่านทากัสยังอัธยาศัยดีไม่เปลี่ยนเลย”วอลลันชื่นชมเพราะบรรยากาศสบายๆ รอบตัวทากัส ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าหาเขาได้ง่ายวอลลันผายมือไปทางประตูคฤหาสน์ “เชิญข้างในเถอะครับ ข้าจัดเตรียมน้ำอาบและอาหารมื้อค่ำเอาไว้พร้อมแล้ว”

            “ขอบคุณครับ คุณวอลลัน”

            ทากัสเดินผ่านประตูเข้าไปข้างใน ในขณะที่วอลลันแยกออกไปเดินดูความเรียบร้อยรอบๆคฤหาสน์

            หลังรับประทานอาหารเย็นไกอัสพาแคเรนเข้ามานั่งเปลี่ยนอารมณ์ในสวน แคเรนทอดสายตาขึ้นไปมองดวงจันทร์ที่ส่องแสงนวลอยู่บนท้องฟ้าสีหน้าของเธอเหม่อลอยแต่ไกอัสยังไม่เคยเห็นเธอตีโพยตีพายหรือแม้แต่หลั่งน้ำตาออกมาเลยตลอดทางที่อยู่บนเรือจนมาถึงคฤหาสน์ไกอัสนิ่งมองเธออยู่พักใหญ่ก็เริ่มหมดความอดทน

            “ถ้าท่านหญิงอยากร้องไห้ก็ร้องเถอะครับที่นี่มีแต่ข้ากับท่านเท่านั้น”

            แคเรนหันมามองหน้าไกอัสแต่สีหน้าของเธอเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลงเลย

            “ร้องไห้แล้ว คาร์ลจะกลับมามั้ย”

            ไกอัสชะงักยังไม่ทันได้ตอบคำถาม แคเรนก็กล่าวแทรกขึ้น

            “ไม่กลับมาใช่มั้ย”

            “แต่มันอาจทำให้ท่านหญิงรู้สึกดีขึ้นก็ได้”

            “งั้นมาคุยกันสักหน่อยดีมั้ย” แคเรนกล่าวพลางหันมามองตาไกอัส“ข้าสงสัยมาตลอดว่าทำไมวันนั้นเรือถึงเปลี่ยนทิศทางได้”

            “เราถูกอาณาจักรครอสวูดลอบโจมตีครับ”

            “ไม่ใช่สิ แล้วครอสวูดรู้ได้ยังไงว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปที่ดาทนอร์ธ”

            “ท่านหญิง เรื่องนั้น...”

            “ทำไมครอสวูดที่จ้องจับตัวคาร์ลไป ถึงได้ไปรออยู่ที่อนุสรณ์สถานดูปรัสได้ไม่ใช่รอธรรมดาแต่เตรียมวางแผนเพื่อจับตัวคาร์ลแบบหวังผลคิดยังไงก็ได้ข้อสรุปแบบเดียว”

            “มีคนทรยศอยู่ในหมู่อัศวินทั้งแปดสินะครับ”

            “เจ้าก็ดูออกใช่มั้ย”

            “แต่เรื่องนี้ต้องลองสืบดู จะวู่วามไม่ได้เด็ดขาด”

            “ข้ารู้ ข้าแค่อยากรู้ว่าคนทรยศคนนี้เป็นอัศวินขององค์ราชินีหรือของข้า”

            “ที่จริงข้าเองก็สงสัยเรื่องนี้อยู่และคิดจะเริ่มสืบอยู่เหมือนกัน หากถามจากตระกูลดาทนอร์ธเรื่องการสังหารคาร์ลก็คงไม่ได้คำตอบอะไรนอกจากเป็นคำสั่งของราชินี”

            “ข้าสงสัยว่าองค์ราชินีเป็นผู้ออกคำสั่งจริงหรือเปล่า”

            “เรื่องนั้น หากท่านหญิงเข้าไปตามจากองค์ราชินีโดยตรงน่าจะได้คำตอบไวกว่านะครับ”

            “ข้ารู้ แต่ถ้าเป็นคำสั่งองค์ราชินีจริงๆ ล่ะ”แคเรนเริ่มรู้สึกสะดุดในลำคอ คำพูดของเธอไม่ลื่นไหลอีกต่อไปแล้วสีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นซีดลง “ข้ากลัว...ถ้าองค์ราชินีสร้างสถานการณ์เพื่อทดสอบคาร์ลล่ะถ้าทรงรับสั่งให้สังหารเพราะเขาน่าจะเป็นภัยคุกคามจริงๆ แล้วข้าจะทวงความยุติธรรมให้คาร์ลได้ยังไง”

            นัยน์ตาสีฟ้าอมเขียวส่องประกายแวววาวสะท้อนแสงจันทร์สีเงินน้ำใสๆ เอ่อล้นออกจากดวงตาชุ่มฉ่ำทำให้ไกอัสชะงักเขาเบิกตากว้างอย่างไม่ทันตั้งตัวราวกับร่างกายแข็งเกร็งไปชั่วขณะแต่เขาได้ยินเสียงเธอกำลังพึมพำเบาๆ กับตนเองซ้ำไปซ้ำมาราวกับตำหนิตนเองอยู่เขาจึงต้องเรียกเธอด้วยน้ำเสียงเข้ม

            “ท่านหญิง”

            เสียงของเขายังดึงสติเธอกลับมาไม่ได้ไกอัสจึงยื่นมือไปกุมมือของเธออย่างแผ่วเบา แคเรนรู้สึกถึงไออุ่นผ่านสัมผัสจากมือของเขาทำให้เธอเงยหน้ามองอีกฝ่ายไกอัสเห็นว่าเธอยอมฟังแล้วจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่เยือกเย็น

            “ข้าคิดว่าองค์ราชินีไม่มีความจำเป็นต้องสร้างสถานการณ์ถ้าจะสังหารแค่ทรงรับสั่งก็พอแต่ถ้าทรงออกคำสั่งให้ตระกูลดาทนอร์ธมาจับตาดูคาร์ลจริงๆก็หมายความว่าทรงมีข้อมูลเรื่องที่ครอสวูดจะลงมือเราต้องรู้ให้ได้ว่าองค์ราชินีมีข้อมูลอะไรอยู่ในมือบ้าง”

            “แต่เราจะทำยังไงให้องค์ราชินียอมบอกพระองค์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามของเรา”

            “เพราะฉะนั้นข้าจึงแนะนำให้ท่านหญิงเข้าพบองค์ราชินีในฐานะผู้สืบทอด และถามจากปากพระองค์โดยตรงเลยไงล่ะ”

            แคเรนส่ายหน้าก่อนกล่าวตอบ “ไม่ได้หรอกข้ากับท่านแม่ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นที่นางยอมให้ข้าอยู่ในปราสาทก็เพราะข้ามีคุณสมบัติในฐานะผู้สืบทอดเท่านั้น”

            บรรยากาศเงียบลงพักใหญ่เพราะต่างคนต่างก็ใช้ความคิด ในที่สุดไกอัสก็ถอนหายใจยาวก่อนจะยกกาน้ำชารินน้ำชาสีน้ำตาลเข้มลงในถ้วยคริสตัลใสแล้วเลื่อนถ้วยไปตรงหน้าแคเรนก่อนกล่าวกับเธอ

            “ดื่มเสียหน่อยเถอะ พักหัวสักหน่อยพยายามนึกไปก็คงคิดอะไรไม่ออกหากยังรีบร้อนอยู่แบบนี้”

            แคเรนมองดูควันที่คุกรุ่นขึ้นจากถ้วยน้ำชา ลมเย็นพัดผ่านยามรัตติกาลทำให้รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาเสียเฉยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบไม่รู้สึกถึงอากาศเย็นยะเยือกที่กระทบผิวกายเลยเธอยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่ม ความร้อนรอบๆ แก้วทำให้มือที่เย็นเฉ๊ยบได้รับไออุ่นเธอค่อยๆ จิบมันช้าๆ สติที่กระจัดกระจายไปเมื่อครู่กลับคืนมาอีกครั้งหลังจากจิบชาไปอึกหนึ่งเธอก็กล่าวกับไกอัส

            “ขอข้าพักเสียหน่อย ถ้าพร้อมแล้วข้าจะเป็นคนเข้าเฝ้าองค์ราชินีเพื่อถามพระองค์ด้วยตัวเอง”

            ไกอัสหลับตายิ้มบางๆ พลางพยักหน้าช้าๆก่อนจะกล่าวกับเธอด้วยรอยยิ้ม

            “ต้องแบบนี้สิ ถึงจะสมเป็นท่านหญิง”

            บรรยากาศที่ตึงเครียดรอบตัวทั้งคู่ผ่อนคลายลงอย่างน่าอัศจรรย์ไกอัสรู้สึกยินดีที่ได้พูดคุยกับเธออย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นรวมถึงได้เห็นด้านที่อ่อนแอของเธอเป็นครั้งแรกด้วยหลังจากนั่งดื่มชากันสักพักไกอัสเห็นแคเรนเริ่มจะสัปหงกเบาๆ  แต่ดูเหมือนเธอพยายามฝืนตัวเองไว้ เขาจึงเอ่ยถาม

            “ท่านหญิง ถ้าง่วงนอนแล้วเรากลับเข้าคฤหาสน์กันดีมั้ยครับ”

            แคเรนเงยหน้ามองไกอัส เธอพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแต่ก็ไม่ลืมที่จะหันไปบอกกับอีกฝ่าย

            “ขอบคุณมากสำหรับวันนี้ ราตรีสวัสดิ์นะ”

            แสงอาทิตย์ยามเช้าเบาบางไม่ร้อนจัด ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสดใสเหมาะจะออกมาเดินเล่นทากัสชวนแคเรนเข้ามาเดินเที่ยวในเมืองฟาห์ลันเนื่องจากไกอัสติดธุระต้องปรึกษาเรื่องคดีลักพาตัวหญิงสาวกับพวกกองปราบที่สำคัญทุกวันที่สิบเดือนสิบของทุกปีเมืองฟาห์ลันจะมีเทศกาลสำคัญที่เขาอยากมาดูให้เห็นกับตานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสสักที

            แคเรนเดินนำทากัสเข้ามานั่งบนอัฒจันทร์หินที่เรียงซ้อนกันล้อมรอบลานน้ำพุทรงกลมเหนือน้ำพุมีรูปปั้นตราสัญลักษณ์บนธงของอาณาจักรลอฟท์เรียตั้งเด่นสง่าอยู่ชาวเมืองฟาห์ลันมักใช้ลานน้ำพุนี้ในการพบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกัน วันนี้ลานน้ำพุคึกคักไปด้วยซุ้มไม้จากร้านขายอาวุธสี่ร้านที่นำเอาอาวุธซึ่งออกแบบแปลกตามาจัดแสดงไว้ตรงกลางลานปรากฏร่างของชายสองคนกำลังถืออาวุธประลองกันอยู่พวกเขาเป็นตัวแทนของร้านขายอาวุธที่จะมาแสดงศักยภาพของอาวุธชนิดต่างๆให้ชาวเมืองได้ชมกัน