คิดว่าคนๆ หนึ่งจะผ่าน่เวลาแห่งความตายได้กี่ครั้ง
ความรู้สึกแรกคือยังไม่ตายใช่หรือไม่
กู้เลี่ยงรุ่ยครางต่ำเมื่อขยับตัวอย่างยากลำบาก มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจากตอนแรกที่ฟื้นขึ้นมาในร่างกู้เลี่ยงรุ่ยคือความเ็ปไปทั้งร่าง แต่ต่างที่ครั้งแรกนอนหงาย ครั้งที่สองนอนคว่ำ ความเจ็บเป็สิ่งที่แสดงว่ายังอยู่ ไม่ได้ไป์หรือนรก แต่เพื่อความมั่นใจก็ต้องฝืนลืมตาที่หนักอึ้งเหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับไว้ออก แสงสว่างรำไรของตะเกียงที่จุดไว้เป็สีนวล
กู้เลี่ยงรุ่ยปรับค่าสายตาให้ชินก่อนจะเพ่งมองไปรอบๆ เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าอยู่ที่ไหน และอยู่ในร่างไหน ยังมีอวัยวะครบส่วนหรือไม่ มือเรียวยาวดูผอมติดกระดูกไปหน่อยเป็ของกู้เลี่ยงรุ่ยอย่างแน่นอน ลองขยับปลายเท้าดูก็พบว่ายังขยับได้ คิดได้อย่างนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยก็เบาใจลงอย่างประหลาด ก่อนจะฝืนใจเปล่งเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก
“มีใครอยู่บ้าง...” กู้เลี่ยงรุ่ยกลืนน้ำลายก่อนจะพูดอีกครั้ง “มีคนหรือไม่”
ตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงทิ้งของลงพื้นอย่างไม่ไยดีดังขึ้น ก่อนที่ประตูไม้พังๆ จะถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ร่างในชุดสีส้มพุ่งจากข้างนอกมาถึงตรงที่กู้เลี่ยงรุ่ยนอนอยู่ในพริบตา สองมือนั้นจับรวบตัวกู้เลี่ยงรุ่ยเข้าไปกอดอย่างแรง ก่อนที่น้ำเสียงคุ้นหูจะเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน
“คุณชายเว่ย! ข้านึกว่าท่านจะไม่ฟื้นแล้ว ข้าตามหาท่านอยู่หลายวันจนทั่วก็ไม่พบ ไม่เพียงแค่ข้าแต่ยังมีอาจื่อและเด็กปีศาจที่ท่านช่วยไว้ก็ออกตามหาท่านเช่นกันจนมาเจอท่านให้ที่สุด ข้าๆ ...์ในที่สุดท่านก็ฟื้น!”
“คะ..คุณชายป๋อ ท่านรัดข้า...แน่นไปแล้ว” กู้เลี่ยงรุ่ยพูดขึ้นก่อนจะถูกรัดจนตายจริงๆ ป๋อหยวนได้ยินดังนั้นก็ยอมปล่อย และเสียงทิ้งของลงพื้นอย่างไม่ไยดีก็ดังขึ้นอีก คราวนี้ประตูไม้พังๆ ก็ถูกเปิดออกอย่างไม่ปรานีเช่นกัน ร่างเล็กๆ ของอาจื่อและปันน่าพุ่งมาหาราวกับลูกกระต่ายตื่นตูม ผลักป๋อหยวนที่อยู่ขวางทางไปให้พ้น และกอดขากู้เลี่ยงรุ่ยไว้คนละข้าง ข้างขวาของอาจื่อข้างซ้ายของปันน่า
“พี่รุ่ย! ท่านฟื้นแล้ว ท่าน ท่าน ทำไมท่านทิ้งข้า ฮือ! อาจื่อตื่นมาก็ไม่พบท่าน ท่าน ท่าน ท่าน...” ร้องไห้แล้วก็เช็ดน้ำตาเม็ดโตลงกับหัวเข่ากู้เลี่ยงรุ่ย “พี่รุ่ย อาจื่อคิดว่าท่านตายแล้ว ท่านอย่าทำเช่นนี้อีกนะขอรับ อย่าทิ้งอาจื่อ”
ปันน่าไม่พูดแต่เอาแต่ส่งเสียงร้องไห้ไม่หยุดเช่นกัน
“เอาล่ะๆ พวกเ้าสองคนจะร้องไห้เพื่ออะไรกัน ข้าก็ฟื้นแล้วไม่ใช่หรือ พอแล้วๆ เห็นน้ำตาพวกเ้าแล้วข้าไม่สบายใจ หยุดเสียเด็กดีทั้งหลาย” ยังดีที่มีมือสองข้าง กู้เลี่ยงรุ่ยวางมือลงบนศีรษะเด็กทั้งสองและลูบอย่างปลอบขวัญ ความรู้สึกเหมือนมีลูกแมวสองตัวมางอแงใส่
อาจื่อสูดน้ำมูก เงยหน้ามอง “พี่รุ่ย ท่านเจ็บหรือไม่ เดิมท่านก็ร่างกายไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ท่านจะเป็อะไรหรือไม่”
กู้เลี่ยงรุ่ยขยับมือดึงให้ทั้งอาจื่อและปันน่าลุกขึ้น เด็กทั้งสองสูงไล่เลี่ยกันและอยู่ในระดับสายตาของกู้เลี่ยงรุ่ยพอดี กู้เลี่ยงรุ่ยทอดสายตาอยู่บนร่างกายมอมแมมของเด็กทั้งสอง ก่อนจะปาดน้ำตาทิ้งให้ทีละคนราวกับแม่แท้ๆ ทำเองอย่างอ่อนโยน “ดูเ้าสองคนสะก่อน ร้องไห้จนหน้าตาเลอะเทอะไปหมดแล้ว ดูได้ที่ไหนกัน”
“พี่รุ่ย ข้ารู้ บุรุษมิควรเสียน้ำตาง่ายๆ แต่ว่าข้าทนไม่ไหวแล้ว...”
“ท่าน...ข้า...ขอโทษ...” ปันน่ากุมมือไว้แน่นค่อยๆ เปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ส่วนป๋อหยวนยืนทำสีหน้าเหมือนเด็กถูกแย่งของเล่น
กู้เลี่ยงรุ่ยทนมองเด็กขี้แยสองคนไม่ไหวก็รวบทั้งสองเข้ามากอดปลอบดีๆ ให้ใบหน้าเด็กๆ พิงอยู่กับไหลของตน พลางคิดถึง่ชีวิตในวัยเด็กที่ต้องอาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างโดดเดี่ยว ่เวลาเ่าั้สิ่งที่้าก็คืออ้อมกอดจากใครสักคนที่อบอุ่นมากพอ คำกล่าวปลอบโยนอีกสักหน่อย แม้จะเจ็บแผลไม่น้อยแต่ก็ทนได้ พลางเอามือลูบหลังข้างละคน
“พี่รุ่ยจะบอกให้นะอาจื่อ เื่ร้องไห้นะ ไม่ว่าผู้ใดก็ร้องไห้ได้ เวลาคับข้องใจ เวลากลัว เวลาเจ็บ เวลาเสียใจ เวลาดีใจ เวลาอื่นๆ ก็ล้วนร้องได้ น้ำตาเป็ยาวิเศษนะเ้ารู้มั๊ย มันจะช่วยทำให้เ้าหายเจ็บเร็วขึ้นและกลับมายิ้มได้เร็วขึ้น ส่วนเ้านะปันน่า ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่านี่ไม่โทษเ้า เ้าไม่มีความผิดในเื่นี้ แค่เ้าปลอดภัยข้าก็ดีใจแล้ว”
พูดจบก็คิดว่าจะปลอบได้แล้ว แต่ที่ไหนได้เด็กทั้งสองต่างะเิเสียงร้องไห้แสบแก้วหูออกมาอีกพักใหญ่จนป๋อหยวนต้องร้องปิดหูออกไปข้างนอก ส่วนกู้เลี่ยงรุ่ยก็ได้แต่กอดเด็กทั้งสองไว้แน่นๆ จนร่างทั้งสามกลมดิก รอจนไม่มีแรงสั่นไหวและเสียร้องไห้แล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยจึงปล่อยมือ และกล่อมเด็กทั้งสองเข้านอน พลางตรวจาแของปันน่าว่าเป็อย่างไรบ้าง ดีว่าปันน่าเป็ปีศาจและเชื่อมจิติญญากับกู้เลี่ยงรุ่ย าแของปันน่าสมานกันแล้ว ของกู้เลี่ยงรุ่ยเองก็เช่นกัน
กู้เลี่ยงรุ่ยดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างของเด็กทั้งสองที่กำลังหลับสนิทก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปคว้าไม้เท้าอันใหม่ที่ทำแบบหยาบๆ มาพยุงตัว กระชับเสื้อที่สวมเมื่อเดินออกมาด้านนอกและโดนสายลมปะทะจนรู้สึกบาดผิว พื้นผิวด้านนอกเป็กรวดหิน ไกลออกไปเป็ทะเลสาบที่จับตัวเป็น้ำแข็งสุดสายตา เมื่อมองด้านนั้นจนพอใจ กู้เลี่ยงรุ่ยก็หันความสนใจมายังป๋อหยวนที่กำลังนั่งซ่อมพัดวิเศษของตัวเองข้างกองไฟ ค่อยๆ ประกอบโครงใหม่อย่างช้าๆ และใช้เข็มเย็บทีละเข็ม สายตามุ่งมั่นจริงจังจนดูไม่เหมือนป๋อหยวนที่เจอที่หอรื่นรมย์ ทว่าดูเป็คุณชายผู้หนึ่งที่น่าเอ็นดูเหลือเกิน
“คุณชายป๋อ เป็ข้าทำให้พัดของท่านเสียหาย มันยังซ่อมแซมได้หรือไม่”
ใน่การต่อสู้พัดวิเศษเล่มนี้ต่อสู้จนแทบจะเรียกได้ว่าพลีชีพเพื่อกู้เลี่ยงรุ่ยและปันน่า เจอยอดฝีมืออย่างตู้จิ้งกงแล้วรอดมาได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว
“ท่านว่าอะไรนะ?” ป๋อหยวนมองมา ดึงผ้าอุดหูออกก่อนจะมองเลยไปที่บ้าน “อาจื่อกับเด็กปีศาจหลับแล้วหรือ?”
กู้เลี่ยงรุ่ยพยักหน้า
“เื่พัดเื่เล็ก ว่าแต่ท่านยังเจ็บแผลหรือไม่ แผลกลางหลังท่านหายเร็วอย่างไม่น่าเชื่อแต่อาการาเ็ภายในของท่านรุนแรง ข้าคิดว่าท่านไม่เป็วรยุทธ์ แต่ความจริงท่านสูญเสียไปต่างหาก ซ้ำยังไม่อาจจะฟื้นคืนกลับมาแล้ว...คนเช่นนั้นช่างประหลาดนักตัวเองยังเอาไม่รอดดันจะช่วยเ้าเด็กปีศาจนั้น”
“เื่นี้ข้าทำใจแล้ว คุณชายป๋อ ข้าออกมาเพราะมีเื่อยากจะคุย แต่เอาเื่ปันน่าก่อน ท่านไม่รู้หรือว่านางชื่อปันน่า เหตุใดยังเื่นางว่าเด็กปีศาจอยู่อีก แบบนี้ไม่น่ารักเลย ต่อไปท่านเรียกนางว่าปันน่าดีกว่า”
ตรงข้ามป๋อหยวนมีหินก้อนหนึ่งวางไว้เป็พื้นที่สำหรับกู้เลี่ยงรุ่ยได้ทรุดตัวลงนั่ง
ป๋อหยวนไม่ตอบในทันที ก่อนจะรินชาใส่ถ้วยไม่ไผ่ง่ายๆ ส่งให้กู้เลี่ยงรุ่ยจิบคำหนึ่งให้ชุ่มคอมากขึ้น เมื่อครู่ฟังน้ำเสียงก็รู้ว่าต้องเจ็บคอมากแน่ๆ
“ไม่มีใครสนใจหรือปกป้องปีศาจหรอก จะมีชื่อหรือไม่เื่พวกนี้ล้วนไม่สำคัญ ท่านไม่รู้หรือว่าเพราะการที่ท่านช่วยปันน่าทำให้สำนักคุ้มภัยพยัคเมฆโกรธท่านมากแค่ไหน ตอนนี้เ้าสำนักตู้ให้ศิษย์ในสำนักตามหาท่านอยู่ทุกวัน เกรงว่าไม่เจอท่านคงไม่คิดจะรามือง่ายๆ อีกทั้งท่านยังเกือบตายแล้วเพราะนาง...”
“เ้าโกรธปันน่าเพราะเื่อะไรกัน เพราะนางเป็ปีศาจหรือเพราะนางนำภัยมาให้ คุณชายป๋อ ท่านไม่พอใจปันน่าเพราะเหตุใดกัน”
ตามนิสัยของป๋อหยวนแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็คนคิดเล็กคิดน้อย หรือว่าป๋อหยวนจะไม่ชอบปีศาจเหมือนคนอื่นๆ
“สำหรับท่านแล้วปีศาจมีคุณค่าหรือ? ไม่รังเกียจหรือ?”