ตอนที่6 : สับสังหารอย่างทารุณ
เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นทั่วฟ้าฝนหอกน้ำแข็งที่เพิ่มจำนวนทวีคูณราวกับห่าฝนแห่งความตาย เพียงแค่พบเห็นก็ทำให้ผู้คนมากมายถอดใจ ไม่อาจตั้งรับหรือ หลบลี้หนีจากหอกน้ำแข็งที่พร่างพรายทั่วฟ้า
แสงเดือนลาลับถูกบดบังด้วยรัศมีพลังของาาสัตว์อสูรหากแต่ไม่ทำให้สีหน้าของชายชราดูหวาดหวั่นแม้แต่น้อยกลับกันด้านชายชราเองก็ปลดปล่อยเคล็ดวิชาเพลิงกัลป์สายหนึ่งพวยพุ่งออกมาเป็ริ้วทรงกระบี่ตั้งท่าเตรียมประหัตปะากันอีกครั้ง
แรงกดดันมหาศาลของพลังปราณที่มากมายอัดแน่นไปทั่วทั้งบริเวณมวลอากาศอื้ออึงยากแม้แต่การหายใจ
“เ้ามนุษย์เ้าช่างทำให้เราราชันแปลกใจขึ้นทุกวินาทีเสียจริง ข้าพบพานคนเก่งมามากแต่ข้าไม่ค่อยได้พบกับผู้อาภัพเช่นเ้า ฮ่าฮ่าฮ่า ชีวิตสั้นลงไปเท่าไหร่แล้วเล่าถึงสังหารเราราชันได้แล้ว ตัวเ้าจะทำสิ่งใดต่อรึ โลกนี้ เสพสมโลกีย์หรือใคร่จะทำสิ่งใด” าาสัตว์อสูรกล่าวด้วยเสียอหังการ์บัดนี้มันให้การยอมรับมนุษย์ตรงหน้าเป็ศัตรูของมันอย่างแท้จริงแล้ว
“ไม่ใช่ธุระของสัตว์สังเวชใกล้ตายเช่นเ้า ฮึ” ชายชราแค่นเสียงพลางเหยียดยิ้ม
“ฮ่าฮ่าฮ่า”เสียงหัวเราะกัมปนาทของราชันสัตว์อสูรดังขึ้น พร้อมกับพลังที่พวยพุ่งขึ้นอีกกว่าเท่าตัวนอกจากหอกน้ำแข็งที่แขวนอยู่ทั่วฟ้าที่พุ่งใส่ชายชราตลอดเวลาที่สนทนาเพลิงผลาญพร้อมกับพายุสายหนึ่งก็พวยพุ่งโจมตีเป็ระลอกก่อเกิดเป็พายุไฟหลายสิบลูกพุ่งใส่ชายชราแต่ก็ไม่อาจทำให้ชายชราได้รับาเ็ได้แม้แต่น้อย การโจมตีจากทาง้าและด้านหน้านั้นไม่อาจแม้ทำให้ขนสักเส้นของชายชราปลิดปลิวได้
“โอ้”สัตว์อสูรส่งเสียงอุทานอย่างมีเลศนัยก่อนจะปลดปล่อยคลื่นพลังสายหนึ่งไปทั่วบริเวณก่อเกิดเป็ผลึกดินมากมาย พวยพุ่งจากผืนปฐีครั้งนี้เป็การโจมตีจากรอบทิศทางอย่างแท้จริง เมื่อครั้งที่คิดว่านี่คือที่สุดของพลังของมันแล้วกลับกลายเป็มันยังเก็บซ่อนไม้ตายไว้และเมื่อคิดว่ามันคือไม้ตายของมัน มันยังมีพลังที่เร้นไว้เสมอ
“ช่างเป็สัตว์อสูรเ้าเล่ห์เสียจริงไม่แปลกใจเลยที่เ้าจะมีอายุยืนเช่นนี้”ชายชราบัดนี้ทำได้เพียงแค่ปัดป้องอย่างเต็มกลืน ผ่านพ้นเวลาไปกว่าหนึ่งวันเต็มชายชราที่ยังคงปัดป้องหลบหลีกนั้นก็ดูไม่ได้อ่อนโทรมลงแม้แต่น้อยแต่ก็ไม่อาจหาจังหวะโต้กลับได้เลยกลับกันาาสัตว์อสูรเพียงหยัดยืนนิ่งอย่างสบายปลดปล่อยพลังปราณออกมาราวกับไม่มีวันเหือดหาย
“ข้ามีเวลาว่างหลายหมื่นปีเชิญเ้า ปัดป้องได้ตามสบาย เ้ามนุษย์ ฮ่าฮ่าฮ่า”าาสัตว์อสูรกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนพร้อมหัวเราอย่างเหยียดหยัน
“ค่ายกลเพลิงโลกันตร์”ชายชราแค่นเสียงพร้อมกับกระอักเืสีแดงออกมาคำโต เคล็ดวิชาที่แลกด้วยแก่นโลหิตหากไม่ถึงแก่ชีวิตไม่อาจใช้งานได้ เนื่องจากแก่นโลหิตนั้นใช้เวลาเนิ่นนานเพื่อกลับมาเติมเต็มทั้งยังไม่อาจใช้ยาใดในการเพิ่มพูนเพียงหนึ่งหยดของแก่นโลหิตเทียบเท่ากับการสูญเสียพลังชีวิตและอายุขัยไปนับสิบปีทั้งยังไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้ดังเดิมด้วยวิธีการรักษาใด
นี่เป็หนทางเดียวที่ชายชราผู้นี้คิดออกหาก้ารอดชีวิตไปจากาาสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดเบื้องหน้าพลังที่ยิ่งใหญ่นี้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงส่งให้ชายชรานั้นราวกับกลายเป็เทพสังหารในพริบตาถึงแม้จะทำให้ได้พลังกลับคืนมาราวกับครั้งแต่ก่อนที่ตนอยู่ในยุครุ่งเรืองแต่ก็ย่อมตามมาด้วยราคาที่ต้องจ่ายออกสูงลิ่ว มันได้แต่คิดข้นแค้นในใจว่าหากเป็เมื่อก่อนที่พลังของมันสมบูรณ์เพียงแค่กระบี่ปราณสับลงคราเดียว เพียงครั้งเดียวในพริบตาสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้ามันตอนนี้ย่อมสิ้นชีพโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องแสดงความเ็ป
เมื่อเคล็ดวิชาถูกใช้ออกทันทีก็บังเกิดเปลวเพลิงรอบกายพร้อมกระแทกปลดปล่อยออกไปทั่วทั้งท้องนภาหอกน้ำแข็งทั้งหลายที่แขวนเด่นกลางฟ้ากลายเป็ไอระเหยแทบจะทันทีที่เปลวเพลิงนี้ััแรงกระแทกที่แผ่ออกไปส่งผลให้พายุเพลิงแตกกระจายเป็เสี่ยงเมื่ออยู่เบื้องหน้าทะเลเพลิงที่โหมกระหน่ำไปทั่วท้องฟ้าผลึกดินจากเบื้องล่างนั้นล้วนถูกหลอมละลายกลายเป็ทะเลที่ร้อนแรงไร้สิ้นสุดพลังมหาศาลถูกปลดปล่อยจากเคล็ดวิชาค่ายกลเพลิงโลกันตร์สะกดทุกพลังที่ราชันสัตว์อสูรใช้ออกทั้งยังสร้างระยะห่างมากพอที่สัตว์อสูรไม่สามารถโจมตีได้ด้วยพลังกายธรรมดาพร้อมทั้งเพิ่มพูนพลังปราณฟื้นฟูขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่ออยู่ภายในอาณาเขตถึงแม้ราชันสัตว์อสูรจะมีธาตุเพลิงในร่างแต่หากเป็ปราณอัคคีที่ทรงพลังกว่าอย่างทาบไม่ติดของมันมีหรือจะสำแดงเดชใดได้ภายใต้ ค่ายกลวิปโยคนี้เมื่อเทียบพลังเพลิงที่ปลดปล่อยเพลิงของาาสัตว์อสูรราวกับไม้ขีดที่ไม่อาจเอาชนะเพลิงโลกันตร์ที่ร้อนแรงราวดวงอาทิตย์ไปได้
ค่ายกลนี้นอกจากจะทำลายวิชาของฝ่ายตรงข้ามในทันทีแล้วยังกลับทำให้พลังปราณของผู้ใช้ออกนั้นแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นไปเป็เท่าทวีชายชรากำกระบี่เพลิงอย่างแน่นก่อนเพ่งมองไปยัง ราชันสัตว์อสูร
ม่านตาของาาสัตว์อสูรเมื่อสบตากับชายชราก็พลันหดวูบเป็ขีดบางนี่เป็ครั้งแรกของมันนับั้แ่ถือกำเนิดขึ้นมา ที่มันรับรู้ถึงความรู้สึกกลัวและััถึงความพ่ายแพ้ได้แทบจะในทันทีที่อาณาเขตนี้ถูกปลดปล่อยแม้มันจะรู้สึกหวงแหนชีวิตตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว
“ข้าจะคืนให้เ้าทั้งต้นทั้งดอก”ชายชราแค่นเสียงพลางปลดปล่อยพลานุภาพแห่งเพลิง เพียงไอความร้อนก็เพียงพอต่อการกดดันาาสัตว์อสูรได้แล้วกระบี่เพลิงในมือหายไป คลื่นความร้อนกลับกลายเป็กระแสลมเย็นสบายชั่วครู่
“ไหนเ้าจะตกตายข้าก็จะแสดงให้เป็เกียรติแก่เ้า ถึงพลังอำนาจแห่งอัคคีจากเคล็ดเจ็ดกระบี่เพลิงโลกันตร์ของข้า หากเ้ารอดจากเจ็ดกระบี่นี่ได้ ก็จงรับเอาชีวิตของข้าไปเสีย”ชายชราแหกปากะโก่อนปลดปล่อยปราณอัคคีพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรงมวลอากาศบิดม้วนห้วงมิติฉีกขาดเป็ริ้วระแหงกระจายออกจากร่าง
ภาพเื้ัปรากฏกระบี่เพลิงเจ็ดเล่มลอยล่องอยู่รอบกายขนาดยาวราวสาม่ตัวคน กว้างราวยี่สิบฝ่ามือ ล่องลอยอยู่คล้ายกับปีกเพลิงของมัจจุราชที่พร้อมแผดเผาสรรพชีวิตให้ดับสูญพื้นที่รายรอบกลับกลายเป็นรกภูมิแดนเพลิงในทันทีชายชราเงื้อมือควบคุมกระบี่เล่มแรกฟาดฟันไปยังาาสัตว์อสูรอย่างไร้ปรานี
“กระบี่แรกเพลิงฟ้าผลาญิญญา” กระบี่เพลิงวาดลงอย่างง่ายดาย อ่อนช้อยแต่ทรงพลังเรียบง่ายหากแต่ดุดันท่าร่างดูเพลินตาจนาาสัตว์อสูรนั้นไม่แม้แต่จะสร้างปราณป้องกันราวกับถูกสะกดไว้ด้วยมนต์มายาบางอย่าง
เสียงแหวกอากาศของกระบี่เสียดสีแก้วหูเพียงพริบตายามปะทะกับกระดองแข็งของาาสัตว์อสูรปรากฏเพียงร่องรอยเพลิงจารึกไว้เพียงเส้นแสงบางเบา
“โอ้พูดจาเสียใหญ่โต ไฉนจึง เป็กระบี่ที่…อึก”าาสัตว์อสูรไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้เพียงแต่ยืนนิ่งโง่งมไม่ขยับแม้เพียงเสี้ยว ราวกับมันลืมวิธีการหายใจไปด้วยกว่าห้าอึดใจมันจึงกลับมายืนหยัดได้ดังเดิม การเคลื่อนลมปราณแปรปรวนทั้งร่างสั่นเทิ้มไม่แม้แต่จะสามารถขยับได้ดั่งใจอีกต่อไป
กระบี่แรกเพลิงฟ้าผลาญิญญา ไม่ฝากรอยแผลไว้บนร่างหากแต่ตอกสลักฟาดฟันลงไปยังดวงิญญาโดยตรง ไม่รู้สึกเ็ปทางกายหากแต่ราวกับพบเจอฝันร้ายไม่มีสิ้นสุด
ั์ตาาาสัตว์อสูรหดลีบเป็ขีดตั้งก่อนกู่ก้องร้องกัมปนาทอย่างเคียดแค้นมันเค้นพลังเพื่อชะล้างร่องรอยของกระบี่แรกที่ขีดคาดบนิญญาของมันด้วยสีหน้าเ็ป ทางด้านชายชราไม่รีรอให้มันลบล้างิญญา จึงควบคุมกระบี่ที่สองตามมาแทบจะในทันที
ขณะนี้แม้าาสัตว์อสูรจะพยายาม้าตอบโต้โจมตีมากเพียงใดก็มิอาจกระทำได้โดยตามใจ ทั้งเขตแดนค่ายกลโลกันตร์ที่ส่งผลให้มันโคจรลมปราณอย่างยากลำบาก และความร้อนที่ทวีอย่างมหาศาลจนมันไม่อาจขยับเข้าใกล้ชายชรามากกว่าระยะสามร้อยก้าวได้ทั้งยังถูกโจมตีิญญาโดยตรงบัดนี้ให้ประคองสติไว้เบื้องหน้าก็เต็มกลืนมันแล้วเช่นกันถึงกระนั้นการจะสังหารมันก็มิใช่เื่ง่ายขึ้นกว่าเดิมแม้แต่น้อยด้วยร่างกายผสานสี่ธาตุอย่างสมบูรณ์ทำให้ลดทอนเปลวเพลิงได้บางส่วนหากแต่ร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดจึงจำเป็ต้องมอบพลังโจมตีที่รุนแรงมหาศาลแก่มันเพื่อสังหาร
“กระบี่ที่สองเพลิงฟ้าผลาญภพ” กระบี่เพลิงฟาดฟันลงโดยตรงอย่างเรียบง่ายหากแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างอันน่าหวาดหวั่นวาดลงเป็เส้นสายสีเพลิงชาดจากฟากฟ้าจรดลงร่าง าาสัตว์อสูรกระบี่ผ่านไปอย่างเรียบง่ายเปิดแผลที่ทรวงอกของมันกว้างกว่าสามเมตรทั้งยังเป็ร่องรอยเผาไหม้ลามอยู่ปากแผลเืสีแดงพวยพุ่งพร่างพรายดุจสายฝนไปทั่วบริเวณเสียงกรีดร้องอันแสนหดหู่ของาาสัตว์อสูรที่แม้แต่ตัวมันเองยังไม่คาดคิดว่าตนจะเปล่งเสียงเช่นนี้ได้ตัวมันทรุดลงแช่ในบ่อโลหิตของตัวมันเอง
ชายชราราวกับเทพมารไร้ซึ่งปรานี ไม่เจียดเวลาแม้ให้มันได้พักหายใจส่งกระบี่ที่สามต่อด้วยกระบี่ที่สี่ เกือบจะพร้อมกัน
“กระบี่ที่สามเพลิงสุริยันต์ สะบั้นดารา”ชายชรากวัดแกว่งและส่งไปด้วยมือขวาและเงื้อมือซ้ายออกพร้อมแค่นเสียง
“กระบี่ที่สี่เพลิงสุริยันต์ สะบั้นจันทรา”
แสงเพลิงจากทั้งสองกระบี่พุ่งทะยานสะบั้นหัวของาาสัตว์อสูรออกไปถึงสองหัวเพียงพริบตาเดียวการโจมตีที่แม้แต่ตัวสัตว์อสูรนั้นยังไม่ทันจะมองมันได้อย่างเต็มตาพบเพียงภาพสุดท้ายของกระบี่ที่ตัวศีรษะของมันไปถึงสองรอยรอบคอทั้งสองของมันเรียบเนียนราวกระจกและผลจากการโจมตีของกระบี่เพลิงแต่ละกระบี่ทิ้งเปลวเพลิงไว้กัดกินาแไม่อาจทำการฟื้นฟูใดได้แม้แต่น้อยทำได้ส่งเสียงคำรามอย่างน่าสังเวช มันได้แต่สำนึกเสียใจหากปล่อยเด็กผู้ชายผู้นั้นไปแต่แรกมันคงไม่มีสภาพเยี่ยงนี้แม้มันจะพยายามเค้นพลังปราณออกมาต่อต้านอย่างสุดความสามารถกลับไม่อาจโคจรลมปราณได้แม้แต่น้อยด้วยิญญาที่บอบช้ำจากาแของกระบี่แรก
“กระบี่ที่ห้าเพลิง์ทลายอสูร”ชายชราเคลื่อนกายเล็กน้อยเงื้อมือฟาดลงบนอากาศก่อเกินเป็ร่องรอยฉีกขาดของมิติเรียบเนียนตรงไปยังหัวอีกสองหัวด้านข้าง
กระบี่ที่ห้าแตกต่างจากกระบี่ก่อนหน้าที่คมกริบราบเรียบราวกับตัดผ่านกระดาษหากแต่มันแปรเปลี่ยนเป็การทุบทำลายด้วยแรงอันมหาศาละเิลงบนหัวของสัตว์อสูรแหลกสลายในทันทีเศษเนื้อ และโลหิตฟุ้งไปในอากาศ ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณราชันสัตว์อสูรหลงเหลือเพียงหัวตรงกลางของมันเท่านั้นพร้อมกับสีหน้าที่อ่อนล้าลงทุกนาที มันไม่แม่แต่จะแสดงสีหน้าของความเ็ปได้แต่เพียงจ้องมองไปยังมัจจุราชสีเพลิงที่กำลังจะคร่าชีวิตของมันไปอย่างไร้ซึ่งอาลัย
ภาพที่ปรากฏในห้วงความคิดของหลานเทียนขณะนี้ไม่ได้เป็การต่อสู้อย่างเอาเป็เอาตายหากแต่เป็การสับสังหารอยู่ฝ่ายเดียวอย่างสิ้นเชิง
“กระบี่ที่หกทวิเพลิงพันภพ” กระบี่พวยพุ่งออกจากมืออีกครั้งเสียบลงใจกลางแผลเก่าที่กลางตัวเสี้ยววินาทีที่คบกระบี่ทิ่มแทงร่องรอยที่เคยถูกกระบี่ก่อนหน้านั้นปรากฏเปลวเพลิงโหมกระหน่ำซ้ำขึ้นกลายเป็กองเพลิงขนาดใหญ่ร่างของสัตว์อสูรตอนนี้ไม่อาจทานทนได้อีกต่อไปมันทำได้เพียงดิ้นทุรนทุรายเรียกร้องหาความตายที่สบายกว่านี้เท่านั้นเสียงิัถูกเผาไหม้ดังลั่นออกมาเป็่ กลิ่นของเนื้อหนังโชยไปทั่วทั้งบริเวณลมหายใจรวยรินร่างกายนอนลงสิ้นสภาพในกองเพลิง
“ขอชมเชยด้วยเกียรติเ้ายอดเยี่ยมมากที่ทนมาถึงกระบี่สุดท้าย ข้าจะรีบจบมันให้เร็วที่สุดแล้วกัน”ชายชรากล่าวพลางคว้ากระบี่เล่มสุดท้ายทันทีที่ัักระบี่เล่มสุดท้ายพื้นที่โดยรอบกลับกลายเป็ปกติทันทีไอร้อนที่เคยพวยพุ่งย้อนกลับเข้าสู่กระบี่ราวกระแสน้ำตกที่ไหลบ่าอย่างเชี่ยวกรากบรรยากาศกลายเป็เย็นสบายขึ้น แรงกดดันทั้งมวลหายไปในไม่กี่อึดใจทะเลเพลิงจากหินหลอมเหลวเบื้องล่างกลับกลายเป็ก้อนหินดังเดิม
ชายชราถือกระบี่เพลิงราวกับเป็กระบี่ไม้ธรรมดาที่มีไฟลุกบางเท่านั้นไม่ปลดปล่อยกลิ่นอายคุกคามใด ไม่แม้แต่จะมีคลื่นความร้อนใดเล็ดลอดมีนอกจากแสงของเพลิงเล็กน้อยเท่านั้น
“กระบี่สุดท้ายกระบี่ที่เจ็ด เพลิงนิรันดร์ดับโลกา”กล่าวจบกระบี่เพลิงพุ่งทะยานเสียบไปยังหัวใจของาาสัตว์อสูรเปลวเพลิงที่เคยเผาไหม้กัดกินร่างมอดลงอย่างแช่มช้า ไม่มีแม้เสียงแหวกอากาศหรือผ่าร่างเสียบหัวใจ ไม่มีไอความร้อนใดเช่นก่อนหน้า ไม่มีรัศมีคุกคามหากแต่นี่คือการสังหารอย่างหมดจดด้วยการควบพลังปราณอัคคีให้กลายเป็กระบี่เล่มหนึ่ง
การต่อสู้ของทั้งคู่กินเวลาไปกว่าหลายวันคืนเมื่อผู้ฝึกยุทธ์นั้นมีพลังยุทธ์ที่แข็งกล้ามากพอ เื่ธรรมดาเช่นการนอนหลับ หรือการกินดื่มหากเป็เวลาเพียงไม่กี่วันนั้นไม่นับเป็ปัญหาใดได้
แสงสีฟ้าจางหายไปพร้อมกับทัศนวิสัยเป็จริงเบื้องหน้าของหลานเทียนปรากฏหลานเทียนด้วยร่างกายที่ได้รับการผลัดเปลี่ยนเส้นเดินลมปราณใหม่ทั้งชุดจากการดูดกลืนแก่นอสูรที่ทรงพลังที่สุดในดินแดนแห่งนี้ ทั้งภาวะทางจิตที่ถูกคุกคามและกัดกร่อนจากจิตสังหารเมื่อผ่านพ้นมาได้ย่อมทำให้พลังจิตแข็งกล้ามากขึ้นเป็เท่าทวีหากเปรียบเทียบพลังปราณที่ได้รับนั้นนับเป็สิ่งเล็กน้อยเมื่อเทียบกับพลังจิตที่เพิ่มพูนรวมไปถึงเมื่อดูดซับของแก่นอสูรระดับสูงเช่นนี้จะได้รับกลิ่นอายของสัตว์อสูรที่ซึมซับมาถึงแปดส่วนเป็ผลให้สัตว์อสูรทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวมอง ถึงขนาดทำให้สัตว์อสูรระดับต่ำบางตัวกลัวถึงขั้นขาดใจตายผลนี้จะคงอยู่ไปชั่วระยะเวลาหนึ่งหนึ่งเดือนและจะลดลงราวกึ่งหนึ่งทุกสิบวันหลังจากดูดซับแก่นอสูร
กล่าวคือพลังจิตนั้นไม่สามารถใช้การบ่มเพาะจากการทำสมาธิและใช้ออกเคล็ดวิชาบางประการเพื่อเพิ่มพูนแต่กลับจำเป็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขันถึงชีวิตหรือเผชิญกับพลังจิตที่สูงส่งกว่าอย่างสุดขั้วโดยที่ไม่เสียชีวิตไปเสียก่อนบัดนี้นอกจากร่างกายที่ถูกขัดเกลาเข้าสู่ห้วงชั้นปราณปฐีขั้นสูงรวมไปถึงพลังจิตที่ทนทานต่อจิตสังหารที่ด้อยกว่าราชันย์สัตว์อสูรที่ถูกลดทอนมาเหลือเพียงแปดส่วนหากแต่เป็แปดส่วนจากการสังหารผู้คน และสัตว์อสูรอื่น หลายระดับทั้งยังบ่มเพาะมาอย่างน้อยหมื่นปีจึงเป็ไปไม่ได้ที่จะได้รับผลการโจมตีทางจิตใจจากสิ่งมีชีวิตใด
“ท่านาุโข้าขอทราบนามของท่านผู้มีพระคุณได้หรือไม่”หลานเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งและสีหน้าเคารพนบน้อมราวกับจ้องมองเทพเทวา
“อืมข้ามีนามว่าหงไห่ ผู้แซ่เซียว”เซียวหงไห่ยิ้มมุมปากเล็กน้อยและตอบด้วยเสียงแหบพร่า
“ท่านาุโเซียวบุญคุณช่วยชีวิตข้า ไม่ทราบว่าต่อให้ชดใช้ข้าเองก็ไม่อาจหาหนทางใดได้เลย”หลานเทียนกล่าวอย่างละอายใจ
“เ้าเคยออกหน้าช่วยข้าที่ตลาดนั่นอย่างองอาจต่อหน้าศัตรูที่มีพลังมากกว่าเ้าถือว่าเราล้วนเสมอกัน หากแต่ตลอดชีวิตของข้านั้นกลับไม่เคยรับผู้ใดเป็ศิษย์สั่งสอนเช่นนั้นเ้า้ากราบข้าเป็อาจารย์หรือไม่” เซียวหงไห่ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เช่นนั้นผู้น้อยหลานเทียน ขอกราบท่านเป็อาจารย์”หลานเทียนกล่าวอย่างยินดีปรีดาไม่อาจหุบยิ้มลงได้แม้แต่น้อยพร้อมกับคารวะอาจารย์โดยแทบจะไม่ได้ใช้เวลาคิด
“โอ้ประเสริฐ เช่นนั้นเ้าจงพักผ่อนและเร่งดูดซับพลังปราณให้มากที่สุดเท่าที่เ้าจะทำได้ก็พอร่างกายเ้าอาการาเ็ดีขึ้นมากแล้วแต่ข้า้าให้หายขาดและเมื่อเ้าหายจากอาการาเ็ข้าจะสอนเคล็ดวิชาหนึ่งให้แก่เ้าเป็เคล็ดวิชาลอบเร้นพลังปราณแขนงหนึ่ง ส่วนพลังจิตนั้นจะฟื้นฟูตามมาทีหลังเองไม่จำเป็ต้องกังวล” เซียวหงไห่ยิ้มและมองลูกศิษย์ของมันด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้นหลานเทียนนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงทำสมาธิอย่างว่าง่าย
เวลาพ้นผ่านไปกว่าสามชั่วโมงหลานเทียนที่นั่งขัดสมาธิทำสมาธิดูดซับปราณก็ลืมตาขึ้นร่างกายถูกรักษาจนไม่หลงเหลืออาการาเ็ใด มันไม่เคยรู้สึกสดชื่นเช่นนี้มาก่อนในชีวิตแข้งขาเบาราวกับสามารถโบยบินไปได้
“โอ้ข้าหลงลืมบอกเ้าไปอย่าง ในตัวเ้านั้นมีสิ่งพิเศษที่ไม่อาจแพร่งพรายห้วงมิติส่วนตัวของเ้า เป็สิ่งที่มีเพียง์ประทานเมื่อสภาพจิตใจเ้าพร้อมข้าจะชี้แนะเพื่อใช้มัน” เซียวหงไห่กล่าวจบก็นั่งลงฉีกเนื้อแกล้มเหล้าต่ออย่างสบายอุรา
“เป็เช่นนั้น”หลานเทียมพึมพำกับตนเองและไม่ถามอะไรที่เป็การรบกวนเซียวหงไห่อีก
บริเวณโดยรอบนั้นจากเป็ทุ่งหญ้าที่แต่งเติมด้วยสมุนไพรหายากมากมายถูกแผดเผาย่อยสลายไปด้วยธารเพลิงมอดไหม้จนหมดสิ้นตรงกลางที่เคยเป็แอ่งน้ำใสสะอาดกลับแปรเปลี่ยนแอ่งโลหิตพร้อมซากสัตว์อสูรที่ถูกตัดศีรษะออกถึงสี่หัวอย่างโเี้ขนาดของมันราวเขาลูกเล็กลูกหนึ่ง เสียงโดยรอบเริ่มกลับมาคึกคักด้วยเสียงสัตว์อสูรและสัตว์ป่า รวมทั้งแมลงเหมือนกับพวกมันยินดีปรีดาที่เ้าผู้ปกครองของพวกมันสิ้นชีพลง
“ข้ามี พลังแล้ว หากแต่ยังไม่เพียงพอ พวกเ้ารอข้านะ ข้าจะแข็งแกร่งให้มากพอมากพอจนไม่อาจมีผู้ใดในโลกหล้า คิดทำร้ายพวกเ้าแม้ผมสักเส้น”หลานเทียนกล่าวพลางยิ้มบาง เขารับรู้ข้างในใจลึก ๆว่านี่คงเป็ลิขิต์ที่ประทาน แต่ก็รู้สึกถึงค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายปู่ของเขาที่พยายามหาหนทางทุกวิถีเพื่อดูแลรักษาเขาอย่างสุดความสามารถรวมทั้งหงซานและไป๋เสวี่ยที่ไม่เคยแม้แต่ทำการดูถูกที่เขาไร้พลังทั้งยังส่งเสริมการฝึกตนและปกป้องหลานเทียนมาโดยตลอดเป็บุญคุณที่เขาในเมื่อครั้งนั้นไม่อาจคิดถึงการตอบแทนใดกับพวกเขาได้หากแต่ทุกอย่างจากนี้ไปชีวิตของหลานเทียนนั้นจะแปรผัน หาใช่ผู้ไร้พลังบัดนี้ความ้าปกป้องทั้งสามจากสรรพสิ่งทั้งหลายที่อาจจะทำร้ายแม้เพียงเส้นผมเพียงเส้นตัวมันเองย่อมไม่มีวันให้เกิดขึ้น ความตั้งมั่นที่ไม่เคยคาดฝันกำลังจะเป็จริงในเวลาไม่นานเขาย่อมแข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้
“ข้าคิดถึงพวกเ้าเหลือเกิน”หลานเทียนพึมพำกับตนเองมองไปยังผืนป่าในทิศทางของหมู่บ้านอย่างไม่รู้ตัว ความอ้างว้างโดดเดี่ยวถาโถมเข้ามาการจากครอบครัวมาอาจจะเป็เวลาไม่กี่วันแต่สำหรับมันกลับยาวนานนับอสงไขยความถวิลหาและห่วงใยทำให้ั์ตาของมันเอ่อไปด้วยน้ำตาถึงกระนั้นมันก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี
ค่ำคืนเย็นเยียบความเงียบเข้าปกคลุมด้วยเพิ่งผ่านความเป็ตายมาถึงสองรอบครานี้เขาหลับตาลงและรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นความกลัวตายและร่องรอยจิตสังหารของราชันสัตว์อสูรที่ฝากไว้ทุเลาลงไปหลายส่วนเพียงไม่กี่ลมหายใจก็หลับลึกอย่างง่ายดายเป็การนอนหลับที่สบายที่สุดในชีวิตของมัน