“...ได้ นาย้าจะเลียนแบบพี่รองใช่ไหม ดีมาก น้องเล็ก นายอย่าคิดว่าฉันรังแกนายแล้วกัน อย่าลืมละ พวกเราต่างก็เป็คนตระกูลเว่ย กรรมพันธุ์ย่อมไม่หนีกันไปไหน นายทำได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน” เว่ยชิงอู่หัวเราะเสียงเย็นพลางเคาะโต๊ะ ใบหน้างดงามกระจ่างดูชั่วร้ายเหมือนเกิดผิดที่
“แล้วแต่เลย” คิ้วของเว่ยตงไม่กระดิกสักนิด
“อย่างนั้นก็ดี กลับมาเซ็นชื่อสิ” เว่ยชิงอู่ไม่เปลืองน้ำลายอีกต่อไป
“เซ็นชื่ออะไร” เว่ยตงถาม
เว่ยชิงอู่ตอบอย่างตรงไปตรงมา “สัญญาตัดขาดยังไงล่ะ”
เว่ยตงร้องเฮอะเสียงเย็น ผู้หญิงคนนี้ ใกล้เข้าสู่่วัยทองแล้วสินะ
“เซ็นชื่อวันนี้ พรุ่งนี้จะได้ตัดหางปล่อยวัด ทำไปพร้อมๆ กันเลย ดีเหลือเกิน ไม่เปลืองเื่เปลืองแรง” นิ้วมือเรียวยาวของเว่ยชิงอู่เคาะผิวโต๊ะอย่างมีจังหวะ “ถือโอกาสที่ตอนนี้ยังมีบ้านของตัวเอง ก็ไปเสพสุขกับเที่ยวบินวีไอพีซะสิ พรุ่งนี้ต้องจ่ายเงินเองแล้ว ฉันที่เป็พี่สาวแค่ต้องจัดการธุระเพิ่ม รับผิดชอบประกาศให้คนอื่นเขารู้ จะได้กลับมาจัดการธุระถูก”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เว่ยตงต้องพบกับกลอุบายของหญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนคนนี้ แต่ว่าครั้งนี้ มันจะลำพองใจมากไปแล้ว
แต่ก็เป็เหมือนที่เว่ยชิงอู่พูด มีกรรมพันธุ์เดียวกันทั้งนั้น นายมีได้ คนอื่นก็มีได้เหมือนกัน ยังไงซะถ้าพูดถึงเื่ไม่มีความรับผิดชอบ เว่ยตงก็เป็อันดับต้นๆ อยู่แล้ว
เว่ยตงวางสายโทรศัพท์ของเว่ยชิงอู่ หันหลังกลับยังไม่ทันได้นั่งลง ะเิก็มาลงถึงหน้าประตู
“เ้าตง ยายสี่โทรหาพ่อของแกเื่จะตัดขาดอะไรก็ไม่รู้ ยังบอกอีกด้วยว่าแกเป็คนเสนอขึ้นมาเอง เื่นี้มันจริงหรือเปล่า หืม”
“เป็เื่จริง” เว่ยตงพยักหน้ารับอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีวี่แววลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว
“แกพูดอะไรนะ พูดใหม่อีกทีสิ”
คุณนายใหญ่แห่งบ้านตระกูลเว่ยถามเสียงเรียบนิ่ง นิ่งเสียจนเว่ยตงขยับโทรศัพท์หนีจากข้างหูโดยไม่ได้ตั้งใจ
“เอาโทรศัพท์กลับไปจ่อหู เดี๋ยวนี้”
เว่ยตงดึงผ้าปูที่นอนออก ดึงฝ้ายจากที่นอนมายัดเข้าไปในหู จากนั้นจึงค่อยดึงหูโทรศัพท์กลับมา
เป็ไปตามที่คิด นาทีต่อมา หญิงชราก็เท้าเอวแล้วเริ่มะเิประกายไฟ “แกนี่ยิ่งอยู่ยิ่งสมองไหลใช่ไหม อายุยี่สิบสามสิบเข้าไปแล้ว ยังไม่รู้จักเื่ไหนหนักเื่ไหนเบาอีกเหรอ ปีนี้แกอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยสามขวบ ตอนนี้แกต้องรู้จักรับผิดชอบทุกอย่างที่แกพูดออกไป แกอยากจะให้พ่อแกหรือบรรพบุรุษสามรุ่นของตระกูลเว่ยที่นอนอยู่ในโลงโมโหจนตายหรือยังไง แล้วไอ้เื่ตัดขาดอะไรนั่นมันใช่ปัญหาที่ต้องพูดเรอะ แกอยากคุกเข่าในหอบรรพบุรุษ หรืออยากท่องจำแผ่นป้ายกฎของบ้านตระกูลเว่ยล่ะฮะ แกไม่รู้เหรอว่านั่นคือเืเนื้อและจิตใจของบ้านตระกูลเว่ยมาหลายสิบปี แกกล้าทำลายมันด้วยน้ำมือของแก แกรอฉันก่อนเถอะ รอดูว่าฉันจะหักกระดูกแกหรือเปล่า คิดว่าฉันแก่แล้วจะจัดการแกไม่ได้หรือไง”
“...” แม้ว่าจะอุดหูเอาไว้แล้ว แต่น้ำเสียงทรงพลังแสบแก้วหูก็เสียดแทงผ่านที่อุดหูเข้ามาได้อยู่ดี
“ถ้าแกไม่อยากรับ่ต่อธุรกิจของพ่อแก ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีนะ” ด่าจบแล้ว คุณนายใหญ่ก็พูดจาอ่อนลงอย่างกะทันหัน
“เลิกพูดเื่มีลูกชาย เลิกพูดเื่ไปตามพี่รองกลับมา เลิกพูดเื่แต่งงาน” กินข้าวก็กินหม้อเดียวกัน อีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ย่อมรู้อยู่แก่ใจ
“ถ้างั้นก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว แกรับผลกรรมไปแล้วกัน”
เว่ยตงตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ “ไม่ใช่หน้าที่ของผมนี่”
“หน้าที่คืออะไร แกหาทางเอาเองแล้วกัน ถ้าไม่ไปหาผู้ชายแซ่เว่ยสักคนมารับภาระนี้ แกก็รับ่ต่อเอง ถ้ายังกล้าก่อเื่อีก ฉันจะตีแกให้ขาหัก” เมื่อพูดจบ หญิงชราวัยเจ็ดสิบกว่าๆ ก็กระแทกหูโทรศัพท์ตัดสายไป
เว่ยตงถือโทรศัพท์ค้างไว้ สายตาหรี่ลง นี่มันครอบครัวแบบไหนกัน
ขณะที่เว่ยตงกำลังคิดว่าครอบครัวนี้มันเป็ครอบครัวแบบไหน พลางไตร่ตรองด้วยว่าตัวเขาเป็คนแบบไหน
แท้จริงแล้ว คนตระกูลเว่ยมีลักษณะเช่นนี้เอง...