หากลู่เฉินเอาชนะลู่อิงในงานประลองภายในตระกูลที่จะจัดขึ้นในอีกสามเดือนได้ ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ลู่อิงคือผู้ใด?
ในบรรดาอนุชนสกุลลู่ทั้งหมดเขานับเป็หนึ่งในสามผู้แข็งแกร่งอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ หากลู่เฉินเอาชนะลู่อิงได้จริงๆชื่อเสียงคงจะกระฉ่อนไปทั่วเมืองชิงเฟิงในชั่วข้ามคืน
ลู่อิงปรายตามามองไม่เข้าใจว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร หาก้าที่จะสื่อว่า หลังจากนี้สามเดือนตนจะแข็งแกร่งจนสามารถเอาชนะเขาได้ ก็น่าขันแล้ว!
“ฮ่าๆๆ....!” ลู่อิงะเิเสียงหัวเราะ
“ลู่เฉิน แค่สามเดือน เ้าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้หรือ? ฝันไปเถอะ!” เขาะโเสียงกร้าว
ไม่เข้าใจเลย ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่แต่ใครจะสน เขาจะสั่งสอนให้ลู่เฉินรู้สำนึกเอง ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริง เป็เช่นไร!?
“ลู่อิง เพียงแค่ตอบข้ามาก็พอว่าเ้ากล้าหรือไม่?หรือเ้ากลัวว่าอีกสามเดือนข้าจะเหนือกว่าเ้า!” ลู่เฉินเอ่ย พร้อมคลี่ยิ้ม
“ฮึ่ม! น่าขำ... ทำไมข้าจะไม่กล้า! ลู่เฉินเดิมทีข้าไม่คิดจะเข้าร่วมงานประลองภายใน แต่หากเ้า้าเช่นนั้นข้าก็จะสนองให้” ลู่อิงกวาดตาไปมองโดยรอบก่อนหยุดที่ลู่เฉิน
“ดี! เอาละ... ตอนนี้พิธีบรรลุนิติภาวะยังไม่จบเรามาต่อกันเถอะ!”
ลู่จินอวิ๋นโบกมือ พลางกล่าวเสียงก้อง
บนลานประลอง ยังมีอนุชนอีกห้าคนที่ยังมิได้เข้าพิธีแต่บัดนี้ ผู้าุโเก้าที่เป็ประธานในงานกลับหนีหน้าไปเสียแล้ว ลู่จินอวิ๋นจึงต้องทำหน้าที่แทนเพื่อให้พิธีจบลงอย่างสมบูรณ์
ไม่ช้างานก็สิ้นสุดลง โดยทายาทห้าคนสุดท้ายได้รับเงินชดเชยจากตระกูลจำนวนหนึ่งร้อยเหรียญทอง
“งานบรรลุนิติภาวะในปีนี้สิ้นสุดลงแล้วทุกคนแยกย้ายได้” ลู่จินอวิ๋นเอ่ย
แม้พิธีในวันนี้จะไม่ค่อยราบรื่นนักแต่ใบหน้าของท่านประมุขก็ยังคงมีรอยยิ้มยินดี นั่นเป็เพราะสกุลลู่ของเขา มีหมอยาระดับสูงปรากฏขึ้นอีกคนซึ่งแน่นอนว่า เื่นี้จะต้องสร้างความริษยาให้กับตระกูลอื่นๆ ในเมืองชิงเฟิงเป็แน่
พอประกาศจบลู่จินอวิ๋นก็หันไปกระซิบบางอย่างกับลู่เทียนซิง อีกฝ่ายจึงพยักหน้ารับ
“ลู่เฉินข้ามีบางอย่างจะพูดด้วย มากับข้าสักประเดี๋ยว” ลู่เทียนซิงบอกหลานชาย ก่อนเดินนำออกไป
“ขอรับ!” ลู่เฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบรับ
เมื่อเห็นผู้าุโสามเรียกลู่เฉินออกไปหลังจบงานหลายคนก็เริ่มร้อนใจ เพราะตั้งใจจะเข้ามาคุย และขอให้อีกฝ่ายช่วยหลอมยา
ลู่เฉินเดินตามลู่เทียนซิงมายังลานกว้างหน้าเรือนพักของอีกฝ่าย
จากนั้น ก็โพล่งขึ้นมาอย่างแปลกใจ “ท่านประมุข?”
เพราะทันทีที่พวกเขาก้าวเข้ามาในลานกว้างก็พบว่าลู่จินอวิ๋นมายืนรออยู่แล้ว
“อืม... ลู่เฉิน” ลู่จินอวิ๋นยิ้มรับอย่างอ่อนโยน
“ลู่เฉิน อา...เ้าหนูนี่ เดี๋ยวนี้กล้าปิดบังข้า บอกข้ามาสิ ว่าเหตุใดเ้าถึงกลายเป็หมอยาระดับสูงได้?” ลู่จินอวิ๋นเอ่ยถามน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“ท่านประมุข เื่นี้น่าจะเป็เพราะข้าไม่คิดท้อถอยและมุมานะฝึกหลอมยาอย่างหนักมาตลอดขอรับ” ลู่เฉินกล่าว แน่นอนว่าเขาย่อมบอกความจริงกับอีกฝ่ายมิได้
“ดูเหมือนเ้าจะมีพร์ในการหลอมยามาก” ลู่จินอวิ๋นพยักหน้า “ผู้าุโสาม ท่านมีหลานชายที่ดี ตอนนี้ลู่เฉินหลอมยาล้างไขกระดูกชั้นดีได้แล้วบางทีในอนาคต เขาอาจจะกลายเป็ปรมาจารย์หมอยาก็เป็ได้!”
ความจริงนี่เป็เื่ไม่ควรพูดแต่ลู่จินอวิ๋นรู้ดี ว่าแม้กระทั่งผู้าุโเก้า ก็ไม่อาจหลอมโอสถล้างไขกระดูกชั้นดีขึ้นมาได้แต่ลู่เฉินทำสำเร็จ ทั้งตอนนี้เขาก็เพิ่งอายุสิบหกปีเท่านั้น ยังมีเวลาฝึกฝนอีกมากฉะนั้น คำพูดที่ว่าเขาจะกลายเป็ปรมาจารย์หมอยา หาใช่การล้อเล่น
ในดินแดนแห่งนี้ มีปรมาจารย์หมอยาอยู่น้อยนิดดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะไปปรากฏตัวที่ใด ล้วนกลายเป็จุดสนใจของฝูงชน
ที่เมืองชิงเฟิงเองตอนนี้ก็มีเพียงสามคนเท่านั้น
เหนือกว่าหมอยาระดับสูงคือปรมาจารย์หมอยา!
“ข้าหลงคิดมาตลอดว่าลู่เฉินไร้พร์” ลู่เทียนซิงเอ่ย ก่อนหันไปมองหลานชายอย่างภูมิใจ
วันนี้มิใช่แค่ลู่เฉินเท่านั้นที่กลายเป็ที่พูดถึงคนเป็ปู่อย่างเขา ก็พลอยได้รับความชื่นชมไปด้วย
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่มีคนพูดถึงลู่เฉินต่อหน้าเขา ลู่เทียนซิงมักจะอึดอัดใจไม่น้อยแต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นับจากนี้ เขาสามารถยืดอกพูดถึงหลานชายต่อหน้าผู้คนได้อย่างเต็มภาคภูมิ
“อืม... เมื่อก่อนข้าก็คิดไม่ต่างจากท่าน” ลู่จินอวิ๋นถอนหายใจ พลางกล่าว “ลู่เฉิน ั้แ่นี้ไปตระกูลของเราจะสนับสนุนเ้าอย่างเต็มที่ ไม่ว่าเ้า้าสิ่งใด ขอแค่บอกกับผู้าุโสามหรือไม่ก็ข้าหากมิใช่เื่เหลือบ่ากว่าแรง พวกเราจะช่วยเ้าแน่นอน!”
พอได้ยินคำพูดของท่านประมุขลู่เฉินพลันลำบากใจเล็กน้อย
เขาไม่เคยคิดจะใช้ทรัพยากรของตระกูลเพราะหากทำเช่นนั้น ยาที่เขาหลอมออกมาย่อมต้องเป็ของสกุลลู่
แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ลู่เฉินก็เอ่ยปากปฏิเสธตรงๆ มิได้ เพราะจะเป็การหักหน้าลู่จินอวิ๋น “ขอบพระคุณท่านประมุข หาก้าสิ่งใด ข้าจะบอกทันทีขอรับ”
“ดีๆ อีกเื่หนึ่งตอนนั้นทำไมเ้าถึงรับคำท้าของลู่อิงเล่า? ไม่รู้หรือว่าเขาแข็งแกร่งเพียงใด? เมื่อสองปีก่อน เขาก็บรรลุขั้นล้างไขกระดูกตอนปลายแล้วทั้งยังไปฝึกตนในสำนักจ้านหลงอีก ข้าว่าเขาต้องแข็งแกร่งกว่าขั้นล้างไขกระดูกตอนปลายแน่” ลู่จินอวิ๋นกล่าว
ความหมายของเขาก็คือลู่เฉินสามารถปฏิเสธคำท้าได้ โดยเขาจะเป็ผู้รับประกันเอง ว่าลู่อิงจะไม่กล้ามาแตะต้องลู่เฉินอีก
“เื่นี้ข้าคิดถี่ถ้วนแล้วขอรับสามเดือนหลังจากนี้ หากข้าเอาชนะเขามิได้ แต่อย่างน้อยก็มั่นใจว่า สามารถป้องกันตัวเองได้แน่ขอรับ” ลู่เฉินบอก “อีกอย่างหากวันนี้ข้าไม่รับคำท้าของลู่อิง เขาย่อมไม่เลิกราเพียงแค่นี้แน่ หากเป็เช่นนั้น ข้าคงจะไม่อาจหลอมยาได้อย่างสบายใจขอรับ”
“อืม... ที่เ้าพูดก็มีเหตุผล”
“ไม่เป็ไร ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นข้าย่อมไม่มีวันปล่อยให้ลู่อิงทำร้ายเ้าได้ วางใจเถิด!” ลู่จินอวิ๋นเอ่ย พลางหรี่ตาลง
“ขอบพระคุณขอรับท่านประมุข” ลู่เฉินกล่าวขอบคุณอีกครั้ง
“เอาละเช่นนั้นข้าไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของเ้าแล้ว จำไว้ให้ดี ไม่ว่า้าสิ่งใด ขอแค่เอ่ยออกมา ตอนนี้สกุลลู่พร้อมสนับสนุนเ้าเต็มที่” ลู่จินอวิ๋นพูดทิ้งท้าย ก่อนผละจากไป
จากนั้น ลู่เฉินก็คุยกับปู่ของตนพักใหญ่แล้วค่อยเดินจากมา
...
“พี่ปิงเยวี่ย”
พอกลับมา ก็เห็นร่างอันคุ้นเคยกำลังยืนรออยู่ในลานบ้าน
คนผู้นั้นมิใช่ใครอื่นแต่เป็ลู่ปิงเยวี่ย
“ลู่เฉิน ไม่ได้พบกันนานเลย” สตรีที่กำลังกวาดตามองไปรอบๆ หันมามองเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง
ลู่ปิงเยวี่ยอายุมากกว่าเขาสิบปีลู่เฉินพอจะจำได้ว่าเมื่อครั้งยังเด็ก เขามักจะถูกโอบอุ้มอยู่ในอ้อมกอดของนางเสมอจนกระทั่งอีกฝ่ายออกจากตระกูลไป ั้แ่นั้นมา เขาก็พบนางแทบจะนับครั้งได้
ลู่ปิงเยวี่ยเคยเป็ที่สนใจของคนในตระกูลทว่าเมื่อสิบปีก่อนนางได้รับาเ็สาหัส จึงไม่เหมาะที่จะฝึกฝนอีก หญิงสาวจึงตัดสินใจออกจากตระกูลไปด้วยตัวเอง
บัดนี้ นางเป็ผู้ดูแลกิจการสำคัญของตระกูลอย่างเหมืองในเมืองตงอันและไม่เคยเหยียบย่างกลับมาที่ตระกูลอีก
วันนี้ลู่เฉินจึงมีความสุขมากที่ได้พบลู่ปิงเยวี่ย เพราะมิได้พบกันมาหลายปี
ในตระกูลลู่นอกจากลู่เทียนซิงแล้ว ก็คงจะเป็ลู่ปิงเยวี่ยนี่เอง ที่ลู่เฉินสนิทที่สุด
“พี่ปิงเยวี่ยท่านกลับมาที่นี่ด้วยเหตุใดหรือขอรับ?” ลู่เฉินถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“หึ! ข้าอุตส่าห์กลับมาเยี่ยม เ้าไม่ดีใจหรอกหรือ?” หญิงสาวก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนยื่นมือไปบีบแก้มทั้งสองข้างของเขาด้วยกิริยาที่ไม่ต่างจากวันวาน
พอได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างนางลู่เฉินก็ใจเต้นเล็กน้อย
“พี่ปิงเยวี่ยกลับมาทั้งทีข้าย่อมดีใจอยู่แล้ว!” เขาพูดยิ้มๆ
“หืม? พูดจริงหรือแกล้งเย้าข้าเล่น! อา... ตอนนี้ลู่เฉินน้อยกลายเป็ผู้มีชื่อเสียงของตระกูลแล้ว ข้ามัวไปเยี่ยมครอบครัวพอกลับมาพิธีก็จบแล้ว แต่ก็ยังได้ยินเื่ของเ้าอยู่ดี ตอนนี้ไม่ว่าจะไปไหนทุกคนล้วนพูดถึงเ้าทั้งสิ้น” ลู่ปิงเยวี่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม รู้สึกดีใจกับเขา
“ข้าถูกบีบให้ต้องทำเช่นนั้นต่างหากเล่ามีคนกลุ่มหนึ่งพยายามกลั่นแกล้งข้า ข้าจึงต้องสั่งสอนพวกเขา” เด็กหนุ่มกล่าว พลางส่ายหน้า
“อืม... ข้าก็พอรู้มาบ้างว่าหลานของผู้าุโใหญ่เป็อริกับเ้า” ลู่ปิงเยวี่ยพยักหน้า “อันที่จริง ที่ข้ากลับมาคราวนี้ก็เพราะเ้าข้ากลัวว่าเ้าจะถูกขับออกจากตระกูล แม้ข้าจะขัดคำตัดสินไม่ได้ แต่ก็จะพยายามทำทุกทางเพื่อพาเ้าไปอยู่เมืองตงอันด้วยกัน”
ได้ยินเช่นนั้นลู่เฉินก็เข้าใจทันที ว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงเดินทางกลับมาอย่างกะทันหัน
นางเป็ห่วง เกรงว่าเขาจะถูกส่งตัวไปยังเขตทุรกันดารแล้วจะลำบากจึงกลับมายังตระกูล หมายจะพาเขาไปเมืองตงอัน เพราะอย่างไรเสีย การอยู่กับลู่ปิงเยวี่ยก็ไม่ลำบากนัก
“แต่ตอนนี้คงไม่จำเป็แล้วเพราะต่อให้ลู่เฉินน้อยอยากจะออกจากตระกูล ท่านประมุขก็คงไม่ยอมแน่ ใช่หรือไม่?” ลู่ปิงเยวี่ยเอ่ย
“จริงสิ! ลู่เฉิน เ้าผิดใจกับลู่เหยียนหรานหรือ? ข้าเห็นนางยืนอยู่นอกลาน พอบอกให้นางเข้ามานางก็ไม่ยอม” ลู่ปิงเยวี่ยถาม
“ลู่เหยียนหราน...” ลู่เฉินยิ้มฝืน
แม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างตนกับนาง
“ลู่เฉิน อันที่จริงลู่เหยียนหรานเป็ห่วงเ้ามาตลอด แต่อาจเป็เพราะท่าทีของเ้า... ดังนั้น ทำตัวให้ดีหน่อยๆเข้าใจหรือไม่? ไม่กี่วันก่อนลู่เหยียนหรานให้คนส่งจดหมายถึงข้า บอกให้กลับมาที่ตระกูลด่วน จะได้พาเ้าไปอยู่เมืองตงอันทั้งยังบอกว่า ผู้าุโใหญ่ตั้งใจจะส่งเ้าไปยังเขตทุรกันดาร” ลู่ปิงเยวี่ยหยิบจดหมายออกมาส่งให้
ลู่เฉินมองจดหมายตรงหน้าหัวใจรู้สึกบีบรัดเล็กน้อย