สุดยอดนักผจญภัย

    เรื่องราวในอดีตล้านปีก่อน

    ทุกๆคนมองไปที่ชั้นสองก็พบว่าเป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปลายๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง สวมแว่นกรอบทอง รูปร่างผอมสูง ผมสีทอง สวมชุดธรรมดาแต่ทว่าออร่าของคนๆนี้อยู่ในระดับA

    นอกจากนี้ยังมีชายใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครา รูปร่างสูงใหญ่กำยำ เส้นผมสีน้ำตาลเข้ม สวมชุดเกาะอัศวิน ออร่าของเขาก็อยู่ในระดับA

    และหญิงสาวที่อายุประมาณยี่สิบปี ตัวเล็ก ใบหน้าน่ารัก ผมสีเขียวอ่อน สวมเสื้อผ้าธรรมดา ในมือของเธอถือตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเอาไว้ ออร่าของเธอก็อยู่ในระดับAเหมือนกัน 

    “ แม็คเทีย อูล์ ซอลลี่ ” 

    ทุกๆคนพากันตะโกนออกมาด้วยความตกใจ เพราะทั้งสามคนคือกลุ่มนักผจญภัยวินด์ไลค์ ทั้งสามคือตัวตนระดับAทั้งหมดและยังเป็นตัวตนระดับAอันดับต้นๆของเมืองคิลเลย์อีกด้วย

    “ ที่พูดหมายความว่ายังไง ” คิวโอล่าตะโกนขึ้นด้วยความสงสัย 

    “ นี้แกไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์เลยงั้นหรอ? อย่างที่ชายคนนี้บอก เขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในตึกนักผจญภัยแห่งนี้จริงๆ แม้แต่คุณเลย์กิก็ไม่สามารถสู้กับชายคนนี้ได้ ” แม็คเทียหรือชายหนุ่มผมทองพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    “ อะไรนะ!! ” ทุกๆคนในสมาคมนักผจญภัยพากันตื่นตกใจกับคำพูดของแม็คเทีย

    ทันใดนั้นก็มีแท่งไม้ขนาดใหญ่และยังแหลมคมพุ่งจากพื้นดินโจมตีใส่ไลท์จากด้านข้าง

    ทุกๆคนพากันร้องออกมาด้วยความตกใจและคิดว่าไลท์จะต้องตายแน่ๆ เพราะจุดที่แท่งไม้ที่พุ่งใส่ก็คือหัวของไลท์

    เพียงแต่จู่ๆแท่งไม้นี้ก็กลายเป็นน้ำแข็งจนไม่สามารถขยับไปไหนได้

    “ สมแล้วที่เป็นเทพธิดาเหมันต์ พลังเวทย์ของคุณแข็งแกร่งจริงๆ ” แม็คเทียชื่นชมพร้อมกับใบหน้าที่เจ็บปวดเล็กน้อยเพราะมือของเขากลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว

    ทุกๆคนพากันตกใจเพราะแม้แต่แม็คเทียก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ให้กับชายหญิงคู่นี้

    “ เมื่อกี้แม็คเทียบอกว่าเทพธิดาเหมันต์งั้นหรอ! ” 

    เหมือนจะมีคนจำอะไรบางอย่างได้ก่อนที่จะแสดงสีหน้าตื่นตระหนกก่อนที่จะกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัวและก็มีหลายคนพากันขาสั่นจนล้มไปนั่งบนพื้นพร้อมกับสีหน้าหวาดกลัว

    “ พวกแกเป็นอะไรกัน!! ” คิวโอล่าตะโกนด้วยความตกใจ เพราะมีหลายคนที่แสดงสีหน้าหวาดกลัวขึ้น

    “ ดูเหมือนจะมีคนรู้แล้วสินะว่าทั้งสองคนนี้คือใคร? ”  แม็คเทียหัวเราะขึ้นเบาๆแต่ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว

    “ สองคนนี้เป็นใครกันแน่  ” คิวโอล่าและคนที่ยังไม่รู้ก็พากัแสดงสีหน้าสงสัย

    “ คิวโอล่าแกรีบขอโทษเร็วเข้า!! ” เพื่อนของคิวโอล่าคนหนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับรีบให้คิวโอล่าขอโทษ

    “ เออร์กิ้น แกหมายความว่ายังไงทำไมฉันต้องขอโทษด้วย ” คิวโอล่าปฏิเสธ

    “ ไอเจ้าโง่เอ้ยแกคงอยากตายมากใช่ไหม งั้นฉันจะบอกให้ก็ได้ว่าสองคนนี้คือใคร ผู้ชายคนนี้คือหัวหน้ากลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ ฉายาก็คือยมฑูตสีทองไลท์ ส่วนผู้หญิงที่อยู่ด้านข้างก็คือเทพธิดาเหมันต์เบเรียล ” เออร์กิ้นตะโกน

    เพียงแค่ชื่อของไลท์ก็ทำให้ทุกๆคนพากันนิ่งอึ้งไป

    ตัวตนระดับSSคนที่แปดของสมาคมนักผจญภัย เพียงแค่นี้ก็ทำให้ทุกๆคนพากันหวาดกลัวได้แล้ว

    และตอนนี้ราวกับเวลาได้หยุดลง 

    ทุกสรรพสิ่งในตึกสมาคมนักผจญภัยพากันเงียบจนแม้แต่เสียงตดเบาๆก็ยังได้ยิน ใช่เสียงตดเบาๆก็ยังได้ยิน เพราะดันมีคนตดขึ้นมาจริงๆนี้สิ

    พริบตาเดียวทุกๆคนก็พากันถอยหลังออกจากไลท์และเบเรียลด้วยความหวาดกลัว

    ตอนนี้มีเพียงแค่คิวโอล่าที่ยืนตัวแข็งอยู่เบื้องหน้าของไลท์ 

    ตอนนี้คิวโอล่าแสดงสีหน้าหวาดกลัวพร้อมกับแววตาที่สั่นไหวแม้กระทั้งร่างกายก็สั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

    “ ทะ ท่านไลท์!!  ” คิวโอล่าพูดจบเขาก็ถูกไลท์สะกดจุดทันที

    และไม่นานเสียงกรีดร้องที่ทรมาณของคิวโอล่าก็ดังขึ้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปช่วยคิวโอล่าแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าคิวโอล่าดันไปหาเรื่องใส่ตัวโดยที่ต้องการแย่งผู้หญิงของท่านไลท์

    “ สมควรแล้วอยู่ดีไม่ว่าดีดันไปหาเรื่องใส่ตัว ” แม็คเทียพูดขึ้นพร้อมกับสีหน้าที่ผ่อนคลายลงเพราะเขาได้สลายก้อนน้ำแข็งจากมือออกไปแล้วและแน่นอนว่าเขาก็พูดถึงตัวเองด้วยที่หาเรื่องใส่ตัว

    “ แล้วเมื่อกี้นายคิดจะทำอะไร? ” จู่ๆเสียงของไลท์ก็ดังขึ้นด้านหลังของแม็คเทีย อูล์และซอลลี่

    แม็คเทีย อูล์ ซอลลี่ตกใจและรีบหันไปมองก็เห็นว่าไลท์กำลังยืนยิ้มให้กับทั้งสามคนอยู่

    ทั้งสามคนได้แต่แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา

    “ ล้อเล่นน่ะครับล้อเล่น ” อูล์ที่พูดขึ้นก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวพร้อมกับคิดในใจว่าไอเจ้าบ้าแม็คเทียหาเรื่องจริงๆใส่ตัวจริงๆ

    “ ท่านไลท์พวกเราไม่ได้ต้องการหาเรื่องท่านไลท์เลยนะ ” ซอลลี่รีบส่ายหน้าปฏิเสธ

    ไลท์เหลือบมองดูก็หัวเราะขึ้นเบาๆ

    “ เอาน่าฉันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นสักหน่อย ” ไลท์หัวเราะก่อนที่จะหายตัวไปอีกครั้ง

    ทั้งสามมองลงไปก็พบว่าไลท์กำลังยืนอยู่ข้างคิวโอล่า

    คิวโอล่าที่ถูกไลท์คลายจุดให้ก็นอนหายใจหอบอย่างหนักหน่วงบนพื้น

    จากนั้นก็มีหญิงสาวที่อายุประมาณสามสิบปีวิ่งมาด้วยใบหน้าแตกตื่น

    “ ท่านไลท์ ” หญิงสาวตะโกนด้วยความตกใจ

    หญิงสาวคนนี้คือเลย์กิ ผู้ดูแลสมาคมนักผจญภัยสาขาเมืองคิลเลย์ เธอยังเป็นหนึ่งในสามตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองคิลเลย์ แต่ตอนนี้เธอกลับมีใบหน้าที่ตกใจและหวาดกลัวอยู่นิดๆ เพราะเลขาของเธอมาแจ้งว่ามีนักผจญภัยดันไปหาเรื่องท่านไลท์ ทำให้เธอต้องรีบวิ่งมาดูเหตุการณ์อย่างเร่งรีบ 

    ไลท์หันไปมองด้วยความสงสัย “ เธอคือ? ” 

    “ ฉันชื่อเลย์กิเป็นผู้ดูแลสมาคมนักผจญภัยเมืองนี้ ” เลย์กิพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆเพราะเธอวิ่งมาที่นี้ทันทีที่ได้ข่าว

    “ ดีเลยฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอสักหน่อย ” ไลท์พูดขึ้น

    ไม่นานทั้งไลท์และเบเรียลก็เดินตามเลย์กิไปที่ห้องทำงานของเลย์กิ

    ส่วนคนที่อยู่ในตึกนักผจญภัยก็ถอนหายใจโล่งอก เพราะพวกเขากลัวว่าท่านไลท์จะมาคิดบัญชีกับพวกเขาเนื่องจากไปหัวเราะเยาะตอนที่คิวโอล่ากำลังพยายามแย่งผู้หญิงของท่านไลท์ 

    “ นึกว่าตัวเองจะตายซะแล้ว ” 

    “ นั้นสิใครจะไปคิดล่ะว่าชายคนนั้นคือท่านไลท์ ” 

    “ น่าสงสารเจ้าคิวโอล่าจริงๆที่ดันไปหาเรื่องท่านไลท์แบบนั้น ” 

    เสียงพูดคุยของนักผจญภัยดังต่อเนื่องและกลายเป็นที่พูดถึงของตัวตนระดับสูงของเมืองว่านักผจญภัยระดับSSอย่างท่านไลท์มาที่เมืองของพวกเขา

    ภายในห้องทำงานของเลย์กิ

    “ ท่านไลท์มีเรื่องอะไรหรอค่ะ?  ” เลย์กิถามด้วยความสงสัย

    “ ฉันได้ข่าวมาว่าที่ป่าฮูเลเกียมีสัตว์เวทย์ออกอาละวาดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?” ไลท์ถามขึ้น

    เลย์กิแปลกใจที่ไลท์ถามคำถามนี้แต่เธอก็ตอบไปว่า “ ใช่แล้วค่ะ ในช่วงหนึ่งเดือนมานี้สัตว์เวทย์ระดับสูงหลายตัวได้ออกมาจากป่าด้านในเยอะขึ้นเรื่อยๆคล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างทำให้พวกมันหวาดกลัวและหนีออกมาด้านนอก ” 

    “ มีอะไรทำให้พวกสัตว์เวทย์กลัวและหนีออกมาด้านนอกงั้นหรอ ” ไลท์ครุ่นคิดก่อนที่จะฉุกคิดอะไรบางอย่างออก

    ‘ หรือว่ามันจะเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกหาเฮลเฟลช? ’ ไลท์ครุ่นคิด

    “ ฉันเข้าใจแล้วเดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจะตรวจสอบเองแล้วกัน ” ไลท์พูดขึ้น

    “ เข้าใจแล้วค่ะท่านไลท์ ” เลย์กิพยักหน้ารับ

    “ แล้วมีอะไรที่ฉันต้องรู้อีกไหม? ” ไลท์ถาม

    เลย์กิครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะตอบว่า “ มีเรื่องหนึ่งค่ะ คือเมื่อประมาณสองเดือนก่อนจู่ๆก็เหมือนกับเกิดแผ่นดินไหวขึ้น ซึ่งจากที่ตรวจสอบดูแล้วก็พบว่ามันมาจากด้านในป่าฮูเลเกียค่ะ เนื่องด้วยสัตว์เวทย์ระดับSที่อาศัยอยู่ในป่าด้านในทำให้ไม่ม่ใครกล้าที่จะเข้าไปตรวจสอบ ”

    ไลท์พยักหน้ารับก่อนที่จะขอตัวออกมา

    ด้านนอกตึกสมาคมนักผจญภัย

    “ ดูเหมือนว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกหาพี่สาวเฮลเฟลชก็ได้ ” เบเรียลพูดขึ้น

     “ ฉันก็คิดว่าแบบนั้นเหมือนกันเพราะตอนที่เกิดแผ่นดินไหวก็น่าจะเป็นตอนที่ฉันปลดผนึกเฮลเฟลช ” ไลท์พูด

    “ งั้นพวกเราไปที่ป่าฮูเลเกียกันเถอะไม่แน่ว่าอาจจะได้เจอพี่สาวเฮลเฟลชก็ได้ ” เบเรียลพูดอย่างจริงจัง

    ไลท์และเบเรียลก็บินไปที่ป่าฮูเลเกีย

    จุดหมายที่ทั้งสองจะไปก็คือใจกลางป่าฮูเลเกีย

    เมื่อทั้งสองมาถึงพวกเขาก็สำรวจรอบๆทันที ก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่บนภูเขาลูกหนึ่ง บนภูเขามีต้นไม้ขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งอยู่

    ไลท์และเบเรียลสัมผัสได้ว่าเฮลเฟลชอยู่ใต้ต้นไม้ยักษ์ต้นนั้น

    ไลท์และเบเรียลมองหน้ากันก่อนที่จะบินตรงไปยังจุดที่เฮลเฟลชอยู่ 

    ต้นไม้ใหญ่ยักษ์ต้นนี้มีความสูงเกือบห้าร้อยเมตรและมีกิ่งก้านยาวออกไปประมาณสามถึงสี่ร้อยเมตร

    ไลท์สัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ที่หนาแน่นออกมาจากต้นไม้ยักษ์ต้นนี้

    เฮลเฟลชเองก็สัมผัสได้ถึงพลังของไลท์และเบเรียลได้จึงเงยหน้ามองขึ้นมา

    ไลท์และเบเรียลบินลงไปใต้ต้นไม้ยักษ์ทันที

    “ เป็นอย่างไรบ้างเฮลเฟลช? ” ไลท์ถามขึ้น

    เฮลเฟลชส่ายหน้าแล้วก็พูดขึ้นว่า “ ต้นไม้ต้นนี้เป็นคนเรียกฉันเอง ” 

    “ ต้นไม้ต้นนี้งั้นหรอ ” ไลท์และเบเรียลมองดูต้นไม้ยักษ์ด้วยความประหลาดใจ

    “ แล้วเจ้าต้นไม้นี้เรียกเธอทำไม? ” ไลท์สงสัย

    “ ต้นไม้นี้คือต้นไม้โลกซึ่งเป็นต้นไม้ที่สามารถปล่อยละอองมานาได้ นอกจากนี้มันยังเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย เพียงแต่ตอนนี้มันใกล้จะตายแล้ว มันบอกว่ามันต้องการให้ฉันนำเมล็ดของมันไปให้กับเผ่าเอลฟ์ตระกูลเมลเทียร์เพื่อที่จะทำตามสัญญาที่มันเคยให้ไว้ ” เฮลเฟลชพูดขึ้น

    “ หมายความว่ายังไง?!! ” ไลท์และเบเรียลสงสัย

    " เมื่อกี้มันเพิ่งเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฉันฟัง งั้นฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังแล้วกัน ในอดีตนับล้านปีมานี้ในโลกใบนี้มีเผ่าพันธุ์โบราณทั้งสิบเผ่าดำรงอยู่ เพียงแต่ปัจจุบันเผ่าพันธุ์โบราณเหล่านั้นได้หายไปหมดแล้ว ตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่สายเลือดของเผ่าโบราณทั้งสิบเท่านั้น

    เผ่าพันธุ์โบราณทั้งสิบได้แก่ เผ่ามังกรโบราณ เผ่าเทพโบราณ เผ่าปีศาจโบราณ เผ่าเอลฟ์โบราณ เผ่ายักษ์โบราณ เผ่ามัจฉาโบราณ เผ่าสัตว์อสูรโบราณ เผ่าคนแคระโบราณ เผ่าวิญญาณโบราณ เผ่ามนุษย์โบราณ 

    เผ่าโบราณทั้งสิบมีมาตั้งแต่ล้านปีก่อน พวกเขาแบ่งอาณาเขตการปกครองตัวเอง

    ในช่วงแรกทุกเผ่าพันธุ์ยังไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้ จนกระทั้งต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ได้ถือกำเนิดขึ้นทำให้ภายหลังเผ่าโบราณทั้งสิบต่างก็สามารถใช้เวทย์มนต์ได้

    หลังจากนั้นผ่านไปกว่าแสนปีเผ่าปีศาจที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งที่สุดก็ได้ทำการรุกรานเผ่าอื่นๆจนทำให้เกิดสงครามมากมายขึ้น ซึ่งเผ่าปีศาจได้ร่วมมือกับเผ่ายักษ์และเผ่าวิญญาณ โจมตีเผ่าอื่นๆจนภายหลังจึงได้เกิดสงครามครั้งที่ใหญ่ที่สุดซึ่งก็คือสงครามแห่งการพังทลาย

    หลังจากที่สามเผ่าโบราณได้จับมือกันทำให้เผ่าอื่นๆก็เริ่มที่จะจัดตั้งพันธมิตรกันบ้าง เช่นเผ่าเอลฟ์โบราณ เผ่าคนแคระโบราณ เผ่ามนุษย์โบราณ เผ่าสัตว์อสูรโบราณได้ร่วมมือกัน 

    ส่วนทางด้านเผ่ามัจฉา พวกมันอาศัยอยู่ภายในท้องทะเลพวกมันจึงไม่ถูกรุกรานทำให้พวกมันไม่ยุ่งกับใครและวางตัวเป็นกลาง ส่วนเผ่าเทพโบราณและเผ่ามังกรโบราณได้รวมมือกัน ทำให้กลายเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุด แม้แต่เผ่าปีศาจ เผ่ายักษ์ เผ่าวิญญาณก็ไม่กล้าที่จะบุกรุก

    หลังจากที่สงครามกินเวลาไปกว่าหมื่นปีทุกอย่างก็มาถึงสุดสิ้นสุด

    ในช่วงต้นของสงครามเผ่าพันธมิตรทั้งสี่ได้แก่เผ่ามนุษย์ เผ่าเอลฟ์ เผ่าคนแคระและเผ่าสัตว์สอูร ได้ถูกเผ่าปีศาจ เผ่ายักษ์และเผ่าวิญญาณกดดันจนทำให้พวกเขาต้องเสียพื้นที่และกองกำลังไปเป็นจำนวนมาก

    ในช่วงกลางของสงคราม เผ่าเทพและเผ่ามังกรได้ช่วยเหลือเผ่าพันธมิตรทั้งสี่จนทำให้สามารถต้านทานพันธมิตของเผ่าปีศาจได้

    และในช่วงท้ายของสงครามหกเผ่าได้รวมพลังกันในการทำให้พันธมิตรเผ่าปีศาจได้ถอยไปเรื่อยๆและพันธมิตรหกเผ่าก็ได้พื้นที่คืนมาทั้งหมดก่อนที่จะยึดพื้นที่ของพันธมิตรเผ่าปีศาจ

    สงครามแห่งการพังทลายได้ทำให้เผ่าโบราณหลายเผ่าได้สูญเสียประชากรไปจำนวนมาก จนทำให้หลายเผ่าพันธุ์เกือบหายไปจากโลกนี้ 

    ภายหลังกี่หมื่นกี่แสนปีก็ไม่ทราบได้ เผ่าโบราณทั้งสิบก็ค่อยๆหายสาบสูญไปจากโลกนี้ จนภายหลังก็จะมีแต่เชื้อสายที่หลงเหลือมาจากเผ่าโบราณทั้งสิ้น 

    ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มที่จะอ่อนแอลงเรื่อยๆจนในที่สุดเผ่าเอลฟ์ตระกูลเมลเทียร์ได้โผล่ขึ้นมาพร้อมกับได้นำเมล็ดของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไปปลูกที่อาณาจักรของตัวเอง 

    ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เองก็มีจิตวิญญาณของมันเอง ทำให้มันรู้เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดมา ซึ่งทุกครั้งที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์สิ้นอายุขัย เมล็ดของมันก็จะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์รุ่นต่อไปและจะเติบโตขึ้นอีกครั้งพร้อมกับความทรงจำดั่งเดิมของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ 

    ทำให้เผ่าเอลฟ์ได้รับความชื่นชอบจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และมันก็บอกกับเผ่าเอลฟ์ว่ามันจะอยู่เคียงข้างกับเผ่าเอลฟ์ตลอดกาล

    เมื่อหลายหมื่นปีก่อนเคยเกิดสงครามที่เผ่าเอลฟ์ทำให้เผ่าเอลฟ์ต้องสูญเสียดินแดนของตัวเองไปโดยเผ่าปีศาจ ทำให้ตอนนั้นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลายไปด้วย เพียงแต่เมล็ดของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไม่รู้ว่าไปมายังไงถึงได้มาโตขึ้นที่นี้ และตอนนี้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นี้ใกล้จะตายแล้วมันจึงอยากให้ฉันนำเมล็ดพันธุ์ของมันไปมอบให้กับเผ่าเอลฟ์ตระกูลเมลเทียร์ " เฮลเฟลชอธิบายเสียจนยืดยาว แต่มันก็เป็นเรื่องที่ไลท์และเบเรียลพากันนิ่งอึ้งและไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าโลกในหอคอยแห่งนิรันดร์นี้จะมีความเป็นมาแบบนี้ 

     

    คล้ายกับเรื่องสุดยอดนักผจญภัย ที่คุณอ่าน