เหตุการณ์เลวร้ายถึงขั้นสุดเมื่อไฟลุกไหม้ยังกระโจมทิศใต้ของค่ายอันเป็ที่เก็บเสบียงลามไปถึงกระโจมเก็บอาวุธต่างๆที่อยู่ข้างกัน คนของสำนักคุ้มภัยต้องแหกตาตื่นตีหม้อเคาะไหปลุกทหารให้ตื่นจากนิทรา เนื่องจากหลับลึกกันเหลือเกินจึงต้องเคาะเรียงรายกระโจมผนวกกับเสียงกลองศึกหน้าค่ายที่ถูกด้วยตีด้วยฝีมือสตรีเพียงคนเดียวในขบวน
หลี่ซูเซียนไหลไปกับพื้นด้วยความเมื้อยล้าทว่ามือยังรัวตีกลองไม่หยุด นึกถึงคำสั่งเฮียที่กำชับก่อนหายไปไม่ว่าแขนล้าแค่ไหนหลี่ซูเซียนก็ไม่กล้าหยุดมือ
“หลับหรือซ้อมตายวะตื่นยากชิบหาย! โว้ะ!”ปากงึมงำมือก็กระหน่ำตีไม่หยุด สายตามองตรงไปยังแสงสีส้มท่ามกลางความมืดที่เริ่มลุกลามไปใหญ่โต ทหารบางส่วนตื่นแล้วแต่ต้องรับมือกับคนร้ายไม่สามารถปลีกตัวไปดับไฟได้ เพลิงร้อนลามเลียกระโจมข้างเคียงเรื่อยๆ
“หลี่ซูเซียน”เ้าของชื่อหันขวับไปอีกทางตรงข้ามกับเสียงคนมาใหม่ เมินกันเห็นๆจนอีกคนคิ้วกระตุกก้าวฉับๆเข้าไปดึงไม้กลองในมือหญิงสาวมาตีเอง “ชักช้าอืดอาด ตีมาจะถึงเค่อแล้วปลุกคนได้กี่คนกัน”
คนถูกฉกของในมือไปควันออกหูเบี่ยงกายกอดไม้กลองอีกอันไว้แน่นไม่ให้มือดีแย่งไปได้ “แล้วเ้าไปตีหม้อเคาะไหถึงกระโจมปลุกคนได้เพียงหยิบมือเท่านี้หรือห๋า!”
“ปากเสียตาแล้วยังถั่วอีกนะ”ไม้กลองในมือคนพูดชี้ไปทางคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังปะทะกับคนร้ายชุดดำบอกกลายๆว่านั่นคือผลงานตน
“คนกลุ่มนั้นตื่นเพราะเสียงกลองของข้า”มือเรียวยกไม้ตีกลองไปป๊าบหนึ่งเถียงกลับไม่ยอมแพ้
อีกคนก็ไม่น้อยหน้าฟาดไม้เข้ากับแผ่นหนังใหญ่ไปอีกตุ๊บ “หากพวกข้าไม่เคาะไหเขย่าปลุกถึงกระโจม ลำพังเสียงกลองเบาหวิวของเ้าจะปลุกใครได้กัน!"
“อย่ามาขี้ตู่นะ เพราะเสียงกลองของข้าต่างหาก!”กล่าวคำก็ฟาดไปอีกที
"พูดไม่รู้เื่นะเ้าน่ะ”อี้หย่งหยางเจี๋ยมีสีหน้าหน่ายใจอย่างไม่ปิดบังตีกลองไปอีกสองตุบ
“เ้าน่ะสิพูดไม่รู้เื่ยังมาแย่งหน้าที่ข้าอีก”หลี่ซูเซียนเหมือนถูกหยามฟาดไม้กับหนังกลองไปสามทีเป็การเกทับ
“คนเขาอุตส่าห์มาช่วย เห็นเสียงกลองขาดๆหายๆนึกว่าโดนปาดคอไปเสียแล้ว ทำคุณบูชาโทษโดยแท้”เสียงกลองเพิ่มจำนวนไปอีกหนึ่งตุบ
“คนโดนปาดคอที่ใดจะตีกลองได้ฟ่ะ ประสาท!”ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวท้าวเอวจังก้าถลึงตาใส่คนตรงหน้าสายตาไม่เป็มิตรรุนแรง มืออีกข้างกระหน่ำตีไปอีกห้าครั้งถ้วน
“คนแปลกเช่นเ้าอะไรย่อมเป็ไปได้”คุณชายใหญ่สกุลอี้หย่งไม่สะทกสะท้านกระหน่ำตีกลองไปอีกหลายที
“อี้หย่งหยางเจี๋ย! เ้าจะมีเื่กับข้าให้ได้เลยใช่ไหม”หลี่ซูเซียนรู้สึกเหมือนได้โด๊ปกระทิงแดง เรียวแรงที่หายไปก่อนหน้าหลั่งไหลมาจากไหนไม่อาจทราบกระหน่ำตีกลองเสียงดังทั้งยังถี่รัวจนน่าใ
“หากเ้ามองย้อนดูคนเริ่มก่อนมิใช่ข้า”เห็นอีกคนกระหน่ำตีนอกจากนี้ยังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันมองมาอย่างกับสิ่งที่อยากตีจริงๆนั้นไม่ใช่กลอง คุณชายใหญ่สกุลอี้หย่งก็ยิ่งลอยหน้าลอยตารัวมือลงไปไม่ยั้งแรง
คล้ายมีประกายไฟแล่นวาบจากดวงตาสองคู่ เสียงกลองดังกึกก้องราวกับคนตี้าจะพังมันให้ได้ ทว่าเสียงอันหนวกหูนี้สามารถปลุกคนในกองทัพได้รวดเร็วราวปาฏิหาริย์ ถึงขั้นทุกคนตื่นกันแล้วเสียงนั้นก็ยังดังลั่นจวบจนทหารจัดการกับคนร้ายจวบจนพากันวิ่งไปดับไฟเสียงกลองศึกก็ไม่มีทีท่าจะหยุด
เสียงจังหวะจะโคนแนวใหม่ไม่ได้ทำให้บรรยากาศอีกด้านของค่ายทหารดีขึ้นเลย หลัวเจิ้งเหยียนถูกศิษย์น้องในสำนักพาไปรักษาตัวยังรถม้าของหมอประจำขบวน เนื่องจากหมอทหารปลุกไม่ตื่นสักคนทหารที่ได้รับาเ็จึงตกมาอยู่ในความดูแลของท่านหมอเฉียนชั่วคราว ด้วยเหตุนี้หลังจากรักษาาแภายนอกให้หัวหน้าหน่วยหลัวเสร็จเฉียนตัดกุดจึงหอบล่วมยาวิ่งไปยังกระโจมหมอทหารทิ้งไว้เพียงสมุนไพรห่อใหญ่ข้างกันมีกระดาษจดรายะเอียดการดื่มยาและวิธีต้มพอสังเขป
และหน้าที่นั้นจะตกเป็ของใครไม่ได้เลยนอกจากผู้เป็ภรรยา
มาถึงจุดนี้อันจื่อเทารู้แล้วว่าการต้มยาบางชนิดไม่ใช่สักแต่ตั้งไฟอย่างเดียวปริมาณน้ำและไฟที่ใช้ต้องพอเหมาะพอดีกับตัวยาไม่เช่นนั้นผลลัพธ์อาจไม่ดีเท่าที่ควร ดวงตาคู่งามเหม่อมองควันสีขาวลอยเอื่อยออกมาจากหม้อยา มือพัดเบาๆเพื่อคุมไฟไม่ให้เบาหรือแรงเกินไป หวนคิดไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าพาให้ก้อนเนื้อในอกบีบรัดจนต้องยกมือขึ้นกุมไว้
“เจิ้งเหยียน ได้โปรด-”อย่ารังเกียจข้า ประโยคสุดท้ายถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อหลัวเจิ้งเหยียนล้มฟุบลงไปตรงนั้น อันจื่อเทาตัวชาวาบรีบถลาเข้าไปด้วยใจร้อนรนภาวนาขออย่าให้อีกคนเป็อะไรไป ทว่าเมื่อเข่าถึงพื้นมือใหญ่ของคนที่แน่นิ่งไปคว้าหมับเข้าที่ท้ายทอยดึงรั้งให้นอนลงตรงนั้นกล่าวเสียงเรียบ
“หลับตานอนนิ่งๆ”อันจือเทาไม่เข้าใจแต่ก็ยอมทำตาม กระทั่งแว่วเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาอดีตมาเฟียจึงเข้าใจได้ในทันที
ถ้วยยาถูกวางบนที่นั่งในรถม้า อันจื่อเทาขยับเข้าไปนั่งช้อนหลังจัดท่านั่งให้คนเจ็บถนัดถนี่มากขึ้นก่อนยื่นมือไปยกถ้วยยาที่ถูกเป่าจนอุ่นได้ที่จรดริมฝีปากของคนตรงหน้า “เจิ้งเหยียน ดื่มยา"
เ้าของชื่อเผยอปากรับ น้ำสีเข้มล้นออกมาตามมุมปากอันจื่อเทาลดถ้วยยาลงไม่ให้ยาไหลออกมามากเกินไปเกรงอีกคนจะสำลักเอา มือยกแขนเสื้อซับมุมปากให้เมื่อของเหลวในถ้วยหมดลงก่อนขยับกายจัดท่าให้คนเจ็บนั่งพิงรถม้าดั่งเดิม
ความเงียบโรยตัวอีกครั้ง หลัวเจิ้งเหยียนเหมอมองอย่างไร้จุดหมาย อันจื่อเทาสำรวจร่างกายอีกคนครู่หนึ่งก่อนหยิบถ้วยยาลงจากรถม้าโดยไม่กล่าวสิ่งใด
รัตติกาลยาวนานไร้ซึ่งแสงจันทราควรจะมืดมิดไม่ต่างจากดาราดับแสง ทว่ายามนี้กลับฉาบไปด้วยแสงสีส้มค่อยๆกลืนกินกระโจมไปทีละหลัง ดวงตาคู่งามทอดมองไปยังเพลิงกองใหญ่จากจุดที่พวกเขาอยู่ไม่สามารถเห็นถึงความเคลื่อนไหว ณ ที่แห่งนั้น ทว่าเสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังไม่ขาดสายทำให้พอเดาถึงสถานการณ์คร่าวๆได้
ร่างเล็กเอนหลังพิงรถม้าขบคิดวนไปมาถึงนิยายที่เทพจันทราทิ้งไว้ให้ เหตุการณ์นี้ไม่มีในนิยายแต่อันจื่อเทาไม่ได้แปลกใจนัก มาถึงตรงนี้เขาไม่รู้สึกแล้วว่าโลกแห่งนี้คือโลกนิยาย ทุกคนในที่นี้มีชีวิตจริงไม่ใช่เพียงตัวละครในนิยายเื่หนึ่ง ทุกความรู้สึกคือของจริง เจ็บจริง ปวดจริง ตายจริง
“เสี่ยวจื่อ”เสียงเรียกแ่เบาจากในรถม้าฉุดรั้งให้เ้าของชื่อหลุดออกจากห้วงความคิด อันจื่อเทาขานรับเอนศีรษะพิงรถม้ารอฟังอย่างใจจดใจจ่อ"ข้าอยากรู้จักเ้า"
เกินคาดแต่ไม่รู้นับเป็เื่ดีหรือไม่ อันจื่อเทาไม่ได้ตอบออกไปในทันทีเพียงมองตรงไปยังเพลิงที่เหมือนจะเบาลงแล้ว
"ตระกูลของข้าทำกิจการผิดกฏหมายหลายอย่าง ลูกชายคนเดียวอย่างข้าเลยต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับตำแหน่งผู้สืบทอด ั้แ่จำความได้รอบตัวไปเต็มไปด้วยบริวารแค่ออกปากอยากได้สิ่งใดล้วนได้มาอย่างง่ายดาย แต่ก็เพียงสิ่งของเท่านั้น"อันจื่อเทาเค้นยิ้มหวนนึกไปถึงเื่เก่าพาให้ความรู้สึกที่หายไปนานกลับคืนมาอีกครั้ง"ฟังดูเหมือนเป็ชีวิตที่ดี แต่น่าขำว่าที่ผู้นำคนต่อไปอย่างข้าไม่เพียงไม่สามารถตัดสินใจเองได้ยังต้องเอาชีวิตรอดไม่ให้ถูกฆ่าตายไปเสียก่อน"
แววตาชืดชาแหงนมองฟ้ารู้สึกขบขันกับโชคชะตาตัวเองยิ่งนัก น้ำเสียงเนิบช้าเปร่งต่อไปอย่างไม่ยี่หระ"อ่า…ตอนนั้นมันยากมากเลยกว่าจะก้าวข้ามความกลัวมาได้ รู้สึกตัวอีกทีก็เฉยชากับการต้องลงมือฆ่าชีวิตใครแล้ว สุดท้ายก็อยู่กับมันจนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิตล่ะนะ"
"....."หลัวเจิ้งเหยียนพูดไม่ออก คิดไม่ถึงคนผู้หนึ่งต้องผ่านเื่ยากลำบากถึงเพียงนี้เชียวหรือ เคยคิดว่าการไม่เป็ที่้าของบิดาเป็เื่น่าเศร้า มารดาทำสิ่งใดผิดถึงถูกกระทำไม่ต่างจากบ่าวรับใช้ ทั้งที่ก็เป็อนุผู้หนึ่งพวกเขาก็เป็บุตรของบิดาเช่นกันเหตุใดได้รับการปฏิบัติต่างจากบุตรเรือนอื่นมากมายถึงเพียงนี้ ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
…ทว่ายามนี้เื่ของเขาดูเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับอีกคน
อย่างน้อยก็ไม่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดขนาดนั้น
“เ้าคงคิดว่าข้าโเี้ไร้ความรู้สึก”อันจื่อเทาเปลี่ยนท่ายืนเล็กน้อยสายตายังวางไว้ยังท้องฟ้าไร้สิ้นสุด " ใช่ มันเป็เช่นนั้น ข้าไม่จำเป็ต้องเห็นใจผู้ใด ความรู้สึกไร้สาระจำพวก ห่วงใยรักใคร่หวาดกลัว มันฉุดให้คนอ่อนแอควรกำจัดทิ้งไปเสีย"
"....."ดวงใจคนฟังวูบโหวงดวงใจบีบแน่นจนต้องยกมือขึ้นจับ น้ำเสียงที่ใช้เอื่อนเอ่ยชั่งเ็าลงทุกขณะพาลคิดไปว่าแล้วสิ่งที่ผ่านมาล่ะ?
"กระทั่งได้ลองัักับมัน ทำให้ข้าเผลอลืมตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไป น่าขันนัก ที่ตรงนั้นไม่เหมาะกับข้าแท้ๆยังดันทุกลังจะอยู่อีก"ปากบอกขำไม่ต่างจากน้ำเสียงที่ใช้ แต่ทำไมหัวใจถึงปวดร้าวได้ขนาดนี้ แค่คิดว่าต่อไปจะไม่มีมันอีกแล้ว ทั้งครอบครัวแสนอบอุ่น ความรักความห่วงใยจากคนรัก ที่ตรงนั้นไม่ใช่ของตนแต่แรกเพียงมาแทนที่คนผู้หนึ่งเท่านั้น ถูกให้ความรักเพราะยึดร่างอี้หย่งเพ่ยซานมาครอบครัวเขาจะทำดีด้วยนับเป็เื่สมควร
"ช่างไม่สำเนียกตัวเองเอาเสียเลย"ความชื้นแฉะปลายหางตาทำให้ต้องยกมือขึ้นปัดมันออก อันจื่อเทาหัวเราะลั่นเมื่อรับรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ได้แต่สมเพชตัวเองไม่มีที่สิ้นสุด
อ่อนแอชะมัดเลย
ตูบ!
เสียงของหนักหล่นใกล้ๆดึงรั้งให้สัญชาตญาณระวังภัยตื่นตัวหันขวับไปยังต้นเสียงโดยพลัน ทว่าสิ่งที่เห็นนั้นกลับเป็คนที่ควรจะอยู่บนรถม้าทรุดนั่งอยู่กับพื้น อันจื่อเทาชะงักมองร่างใหญ่ดันกายลุกยืนอย่างทุลักทุเลด้วยความรู้สึกหลากหลาย อยากเข้าไปช่วยใจแทบขาดแต่ขาเ้ากรรมแข็งทื่อไม่ยอมขยับเมื่อสบกับั์ตาหม่นแสงคู่นั้น
"เ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ"หลัวเจิ้งเหยียนดันกายลุกยืนใช้แขนขาข้างที่ยังขยับได้เป็แรงส่งเคลื่อนกายเข้าหาร่างเล็กตรงหน้า "เื่ระหว่างเราที่ผ่านมาคือสิ่งใดกันแน่"
อันจื่อเทาเม้มปาก คำตอบมีในใจอยู่แล้ว ความกลัวที่ก่อเกิดขึ้นมาทำให้คิดไปต่างๆนาๆหากผู้ที่ตนมอบใจให้ไม่สามารถรับตัวตนนี้ได้จะทำอย่างไรต่อ กระนั้นอันจื่อเทาก็ไม่คิดหนีความจริงก้าวเข้าหาคนรักหนึ่งก้าวตอบคำถามไปตามจริง
"สำหรับข้ามันคือรัก"
คำตอบมีเพียงเท่านี้ กำแพงในใจที่ถูกพังทลายลงไม่เป็ท่าได้ซ่อนโลกอันบิดเบี้ยวไม่น่าเข้าใกล้ไว้ด้านหลัง สิ่งนั้นถูกบดบังไว้ด้วยความเห็นแก่ตัวให้อีกคนได้เห็นเพียงสิ่งสวยงามจอมปลอมของมัน หลงลืมไปว่าความดำมืดที่ซ่อนไว้มากมายไม่สามารถซ่อนเร้นไปได้ตลอด
************