ยามเช้าที่ลานประลองยุทธ์หลวงแคว้นจ้าว แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนปะรำพิธีที่ประดับประดาด้วยธงทิวหลากสี กลิ่นอายความยิ่งใหญ่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ เมื่อ จักรพรรดิแห่งแคว้นจ้าว เสด็จขึ้นสู่พลับพลาที่ประทับสูงสุด เคียงข้างด้วยเหล่าผู้นำจาก 4 สำนักใหญ่ที่นั่งเรียงรายอยู่บนที่นั่งอันทรงเกียรติ พลังกดดันจากยอดฝีมือระดับสูงทำให้อากาศในสนามหนักอึ้งจนน่าเกรงขาม
ท่ามกลางฝูงชนนับหมื่นที่เข้ามาชม หลี่หมิง และ หลิวรั่วเฉิน กำลังเดินหาที่นั่งที่มองเห็นเวทีชัด ๆ เมื่อได้ที่นั่งมุมดี หลี่หมิงก็หย่อนก้นลงอย่างสบายใจ
ทันใดนั้นเขาก็หยิบห่อขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงร้อน ๆ ออกมาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย หลิวรั่วเฉินถึงกับขมวดคิ้วด้วยความฉงน
"ท่านพี่หลี่! ขนมนั้นท่านไปเอามาจากไหน? ตั้งแต่เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม ข้ายังไม่เห็นท่านแวะร้านไหนเลยนะ" หลิวรั่วเฉินถามพลางจ้องมองห่อขนมที่ยังมีควันกรุ่น ๆ
หลี่หมิงเคี้ยวตุ้ย ๆ พลางทำหน้านิ่ง "อ๋อ... ข้าคงซื้อติดมือมานานแล้วมั้ง พึ่งนึกออกเลยหยิบมากิน"
"จะเป็นไปได้อย่างไร! ขนมยังร้อนอยู่เลยนะเจ้าคะ!" หลิวรั่วเฉินบ่นพึมพำกับตัวเอง นางได้แต่กุมขมับคิดว่าชายผู้นี้คงมีวิชาตัวเบาที่รวดเร็วหรือมีกลเม็ดบางอย่างที่นางมองไม่ทันเท่านั้นเอง
การประลองเริ่มต้นขึ้นด้วยความดุเดือด ศิษย์จากสำนักใหญ่ต่างโชว์พรสวรรค์ที่ทำให้ผู้ชมต้องโห่ร้อง:
สำนักวิหคอัคคี: โดดเด่นด้วยวิชาตัวเบาพริ้วไหว ทุกย่างก้าวทิ้งรอยไหม้ไว้บนเวที และปราณธาตุไฟที่ระเบิดออกมาดุจปีกพญานกสำนักขุนเขาอัศจรรย์: ยืนนิ่งดุจหินผา ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะโจมตีหนักหน่วงเพียงใด ปราณคุ้มกันของพวกเขาก็ไม่ระคายเคืองสำนักหอคอยวารีเร้นลับ: ใช้ความอ่อนสยบแข็ง ปราณวารีของพวกเขาสามารถแปรเปลี่ยนทิศทางแรงโจมตีของคู่ต่อสู้ให้ย้อนกลับไปทำร้ายตัวเองได้อย่างอัศจรรย์สำนักกระบี่เมฆาคราม: เน้นความรวดเร็วและแหลมคม ปราณกระบี่ที่พุ่งออกมานั้นเย็นเยียบและเชือดเฉือน บดบังทัศนวิสัยคู่ต่อสู้ดุจเมฆหมอกที่ปกคลุมยอดเขาฝ่ายราชสำนัก: เน้นความเคร่งครัดและทรงพลัง ท่าร่างสง่างามแต่แฝงด้วยวินัยทหาร ทุกการโจมตีหนักแน่นและเปี่ยมด้วยอำนาจการปกครองเหล่าผู้นำสำนักและจักรพรรดิต่างพยักหน้าด้วยความพอใจ ทว่าสายตาของพวกเขาต้องมาสะดุดเมื่อถึงคู่การประลองถัดไป
"คู่ถัดไป... นิรนาม จาก สำนักเฝ้าประตู ปะทะ จางหง จอมยุทธ์พเนจร!"
เย่ฟานในชุดคลุมลายเมฆสีแดงและหน้ากากครึ่งหน้าก้าวขึ้นสู่เวทีอย่างมั่นคง ฝั่งตรงข้ามคือ จางหง จอมยุทธ์รุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงจากการเดินทางทั่วแคว้น จางหงขมวดคิ้วแน่น เขาสัมผัสปราณจากตัวนิรนามไม่ได้เลย
'เป็นไปได้อย่างไร? ข้าอยู่ขั้นที่ 3 ปลาย ๆ แต่กลับมองไม่เห็นระดับปราณของมัน หรือว่ามันจะอยู่ขั้นที่เหนือกว่าข้าไปหลายขั้นจนปิดบังตัวตนได้?' จางหงคิดด้วยความระแวง
ทว่าบนปะรำพิธี จักรพรรดิและผู้นำนิกายต่างตกใจยิ่งกว่า จักรพรรดิแคว้นจ้าวตรัสด้วยสุรเสียงต่ำ "น่าประหลาดนัก... ชายคนนี้ไม่มีกลิ่นอายปราณเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับสามารถผ่านการทดสอบ 'ศิลาวัดพลังดารากร' มาได้ด้วยแรงกายล้วนๆ แถมยังทำคะแนนได้เกินเกณฑ์มาตรฐานเสียด้วย แสดงว่าร่างกายของเขาต้องถูกเคี่ยวกรำมาอย่างหนักจนก้าวข้ามขีดจำกัดของคนธรรมดาไปแล้ว"
ผู้นำสำนักกระบี่เมฆาครามจ้องมองเย่ฟานไม่วางตา 'ปกติแล้วหากไม่มีปราณหนุนนำ แรงหมัดแทบจะไม่มีทางสะเทือนศิลาวัดพลังได้เลย หรือว่าเขาจะฝึกวิชากายาขั้นสูง?'
"เริ่มการประลองได้!" กรรมการให้สัญญาณ
จางหงไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าใส่เย่ฟานพร้อมหมัดที่ห่อหุ้มด้วยปราณสีเขียวเข้ม "พยัคฆ์คำราม!"
เย่ฟานยืนนิ่ง แววตาภายใต้หน้ากากสงบดุจน้ำนิ่ง ในจังหวะที่หมัดจะถึงตัว เขาเพียงเอียงคอหลบเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก ก่อนจะสวนหมัดเข้าที่ท้องของจางหงอย่างจัง!
ปั้ก!
แรงหมัดบริสุทธิ์มหาศาลปะทะเข้ากับปราณคุ้มกันของจางหง แม้ปราณจะช่วยลดแรงกระแทกไปได้บ้าง แต่ความหนักหน่วงของกล้ามเนื้อที่ถูกเคี่ยวกรำมาอย่างดีก็ทำให้จางหงตัวงอเป็นกุ้ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ดวงตาแทบถลนออกมาจากเบ้า
เย่ฟานไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาหมุนตัวอย่างรวดเร็ว เหวี่ยงลูกเตะเข้าที่ข้างลำคอของจางหงที่กำลังเสียหลัก
โครม!
ร่างของจางหงกระเด็นลอยข้ามขอบเวทีไปตกลงบนพื้นด้านล่างในสภาพหมดสติทันที ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่อึดใจ!
ความเงียบปกคลุมไปทั่วสนามประลอง ผู้ชมนับหมื่นและแม้แต่ยอดฝีมือบนแท่นประทับต่างตะลึงงัน เพราะเย่ฟานใช้เพียง "แรงกาย" ล้วน ๆ ในการเอาชนะจอมยุทธ์ขั้นที่ 3 ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เย่ฟานเดินลงจากเวทีอย่างเงียบเชียบ ชุดคลุมลายเมฆสีแดงพริ้วไหวตามแรงลมส่งให้เขาดูมีเสน่ห์ลึกลับจนสาว ๆ หลายคนเริ่มกรี๊ด พิธีกรสนามที่พึ่งตั้งสติได้รีบถามขึ้น
"ผู้ชนะคือ นิรนาม! ท่านบอกอีกครั้งได้หรือไม่ว่าท่านมาจากสำนักใด?"
เย่ฟานตอบเสียงเรียบ "ข้าบอกไปแล้ว... สำนักเฝ้าประตู"
"พรวดดด!" เสียงคนสำลักน้ำชาและเสียงหัวเราะดังขึ้นระงมทั่วบริเวณ "สำนักเฝ้าประตูเนี่ยนะ? ชุดโครตเท่ ท่าทางอย่างกะเทพบุตร แต่ดันชื่อสำนักเฝ้าประตูเนี่ยนะ! ตลกชะมัด!" พวกเขาล้อเลียนชื่อสำนักที่ฟังดูต้อยต่ำขัดกับรูปลักษณ์ของเย่ฟาน
หลี่หมิงที่นั่งฟังอยู่บนอัฒจันทร์หูผึ่งทันที แววตาของเขาฉายแววไม่สบอารมณ์ "หึ... ขำนักใช่ไหม?"
[The World!]
เวลาทั้งสนามพลันหยุดกึก! ทุกอย่างกลายเป็นสีขาวดำนิ่งสนิท หลี่หมิงเดินนกพริ้วไหวไปตามที่นั่งของพวกที่หัวเราะเยาะเย่ฟาน เขาหยิบไก่ทอด ขนมเปี๊ยะ และเหล้าชั้นดีจากมือของพวกนั้นมาหอบไว้เต็มอ้อมกอด ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิม
เวลาเริ่มเดินต่อ...
"เฮ้ย! น่องไก่ข้าหายไปไหน!" "เหล้าข้า! ใครขโมยเหล้าข้าไปในพริบตา!" "ผีหลอก! ขนมข้าหายไปจากปากเลยนะ!"
เสียงโวยวายดังขึ้นไปทั่วลานประลอง ผู้คนเริ่มสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่หลี่หมิงนั่งเคี้ยวไก่ทอดคำโตอย่างสบายใจ พลางพึมพำเบา ๆ "คราวหลังอย่าริมาขำชื่อสำนักที่ข้าตั้ง... ไม่งั้นอย่าหวังจะได้กิน!"
เย่ฟานที่อยู่ข้างล่างได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ภายใต้หน้ากาก เขารู้อยู่แล้วว่านี่ต้องเป็นฝีมือของอาจารย์แน่ ๆ การเปิดตัวครั้งแรกของเขาสิ้นสุดลงพร้อมกับความปั่นป่วนที่ไม่มีใครตามทัน