เพราะเธอเกิดในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงถูกตั้งชื่อว่าวาเลน จากชื่อวันวาเลนไทน์
วาเลนเป็นเด็กสาวอายุ 16 รูปร่างของเธอโค้งเว้าสมกับเป็นหญิงสาววัยแรกแย้ม เรือนผมสีแดงคล้ายกับทับทิมให้ความรู้สึกเหมือนกับอัญมณีที่ถูกถักทอเป็นเส้นใย ดวงตาของเธอมักจะมองตรงไปข้างหน้าเสมอและหากมีอุปสรรคอะไรมาขวาง เธอก็เลือกที่จะทำลายแทนที่จะก้าวข้ามหรือหลีกหนีมันไป วาเลนเป็นหญิงสาวแบบนั้น
เธอเติบโตที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่ยังเด็ก พ่อของเป็นคนเป็นไทยมาอาศัยอยู่กับแม่ของเธอ
แต่ แล้ววันหนึ่งหนึ่งราวกับกระจกที่แตกสลายและไม่มีวันประกอบกลับมาเหมือนเดิม พ่อกับแม่ของเธอหย่ากัน หลายครั้งวาเลนพยายามขอให้พ่อกับแม่คืนดีกัน แต่ก็อย่างที่บอกไป กระจกที่แตกยิ่งพยายามประกอบกลับมา สิ่งที่ได้นอกจากจะเป็นกระจกที่แสนไร้ค่าไม่สามารถสะท้อนอะไรได้อย่างชัดเจน ที่จะแถมกลับมาก็คือนิ้วที่ถูกบาดจนเลือดไหลเท่านั้น
วาเลนถูกถามว่าเธอจะเลือกไปอยู่กับใครระหว่างพ่อหรือแม่ ซึ่งถ้าเป็นเด็กปกติคงจะเลือกอยู่กับคนที่สนิทกว่า แต่วาเลนมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่านั้น เธอเห็นว่าแม่ของเธอเป็นครอบครัวใหญ่ ต่อให้ไม่มีเธอแม่ก็คงไม่เหงา ต่างจากพ่อที่อยู่คนเดียว ถ้าเกิดเธอเลือกอยู่กลับแม่ พ่อก็ต้องกลับประเทศไทยใช้ชีวิตเพียงลำพัง เธอไม่อยากให้พ่อโดดเดี่ยว จึงเลือกตามพ่อมาอยู่ประเทศไทยด้วย
แต่ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่าง ทำให้หลายครั้งวาเลนขัดแย้งกับคนในประเทศไทยอยู่บ้าง อย่างเช่นเรื่องที่ง่ายที่สุดเลย การเข้าเรียน
เพราะโรงเรียนที่อังกฤษเข้าเรียนเวลา 9 โมง วาเลนที่เป็นพวกชอบนอนดึกแล้วตื่นมาโรงเรียนในเวลาเฉียดฉิวทำให้เธอมาสายตั้งแต่วันแรก แต่ว่า เธอไม่รู้นี้
“รู้ไหมว่าเธอมาสาย”
“รู้ค่ะ”
“สีหน้าของเธอไม่ได้รู้สึกผิดเลยนะ”
“แค่มาสายทำไมต้องรู้สึกผิดกันคะ อีกอย่าง ถ้าคุณห่วงเรื่องนักเรียนมาสายจริง ตอนนี้ก็ควรปล่อยหนูให้ไปเรียนดีกว่าไหม หนูจะได้เรียนทันเพื่อน พ่อหนูจ่ายค่าเทอมมาให้หนูเรียน ไม่ได้ให้มาฟังคุณพูดอะไรไร้สาระ ทั้งที่ประสบการณ์ชีวิตของคุณก็ไม่ได้มากอะไรกว่าพวกเราเลย มีแค่วุฒิปริญญามันทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เลยเหรอคะ? ”
“นี่เธอ ฉันเป็นอาจารย์เธอนะ หัดเคารพกันซะบ้าง”
“หนูเคารพกับคนที่ควรให้ความเคารพค่ะ ชีวิตของคุณไม่มีคนเคารพเลยรึยังไง ถึงมาเรียกร้องให้คนอื่นเคารพตัวเองแบบนี้ น่าสงสารจังเลยนะคะ”
“ยัยนี่”
“เห็นไหมคะ วุฒิปริญญาอะไรของคุณไม่ได้ทำให้วุฒิภาวะทางอารมณ์สูงขึ้นเลย แค่นักเรียนพูดด้วยเหตุผล ก็ใช้คำหยาบกับนักเรียนซะแล้ว”
“หึ คิดว่าตัวเองแน่นักใช่ไหม ถ้างั้นไปเจอกันที่ห้องปกครอง”
วาเลนถอนหายใจ ถึงแม้ว่าจะเหตุผลเต็มเปี่ยม แต่อย่างไรเธอก็เป็นผู้น้อย ต้องทำตามคำที่ผู้ใหญ่พูด แต่เธอก็คิดว่าพอไปถึงห้องปกครองเธอก็พูดตามความคิดของตัวเองอยู่ดี
จะว่าไปแล้ว ห้องปกครองทำไมต้องใช้คำว่าห้องปกครองด้วยนะ แทนที่จะเป็นห้องบริการนักเรียน หรือห้องรับคำปรึกษา แค่นี้ก็บอกแล้วว่า อาจารย์มองนักเรียนเป็นอะไร ใช้แล้ว คนใต้ปกครองไงล่ะ
ภายในห้องว่างเปล่าคล้ายกับห้องเก็บของ ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้สำหรับนั่งคุยกัน หรือกระทั่งเครื่องปรับอากาศ วาเลนขมวดคิ้วเมื่อเดินเข้ามาในห้องที่อาจารย์คนนั้นพาเธอเข้ามา ซึ่งเธอก็แปลกใจแต่แรกแล้วว่าทำไมห้องปกครองโรงเรียนนี้ถึงอยู่ลึกนัก เพราะปกติห้องปกครองจะอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนเสียมากกว่า
“หมายความว่ายังไงค- อ๊อก…”
วาเลนจะหันไปถามผู้ชายคนนั้น แต่คำตอบของเขากลับเป็นหมัดหนึ่งที่กระแทกเข้ามายังท้องของเธออย่างไม่ยั้งแรง ถึงเวลาจะเป็นผู้หญิงกล้าแสดงออกทางความคิด แต่อย่างไรเสียเธอก็เป็นผู้หญิง ร่างกายย่อมอ่อนแอกว่าเพศชาย เพียงแค่หมัดเดียวเธอก็ล้มลงไปนอนกุมท้องกับพื้นแล้ว แถมบางอย่างในกระเพาะก็เหมือนจะเคลื่อนออกมาอีก
“อ้วก! ”
หมัดต่อยอย่างไม่ยั้งแรงของอาจารย์จนนั้นทำให้วาเลนอาเจียนออกมา น้ำตาไหลตามมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอเงยหน้ามองผู้ชายคนนั้น
“เป็นอาจารย์มาทำร้ายนักเรียนแบบนี้… เรื่องมันไม่จบง่ายๆ แน่”
“เหรอ ฉันล่ะชอบเหลือเกิน ผู้หญิงอวดดีแบบเธอ แต่ว่านะ อย่างเธอต้องได้รับการอบรมสักหน่อย ให้ทำตัวเป็นผู้หญิงมากกว่านี้”
อาจารย์หยิบผ้าขนหนูราดด้วยยาสลบมาโปะที่หน้าของวาเลน เธอพยายามขัดขืนอย่างสุดแรงแต่ก็เหมือนการเอากิ่งไม้ไปงัดหิน สุดท้ายแล้วกิ่งไม้นั้นล่ะที่จะหัก ผลลัพธ์ก็คือเธอสลบไปอย่างช่วยไม่ได้
...ไม่อาจทราบว่าเลยผ่านไปนานแค่ไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ไหน
วาเลนได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเธอถูกมัดมือเอาไว้ด้านหลัง ร่างกายของเธออยู่ในสภาพเหมือนนอนขดตัว เป็นท่าที่แสนอึดอัดแต่เธอก็ไม่สามารถขยับตัวเหยียดแขนขาได้มากกว่านี้ เพราะเธอถูกขังอยู่ในกระเป๋าเดินทาง
“อื้อ! ”
วาเลนส่งเสียงร้องออกมาแตาก็ไม่มีใครได้ยิน ในห้องเก็บของหลังโรงเรียนที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามา เพราะกำลังจะมีการทำของเก็บของใหม่เร็วๆ นี้ อาจารย์คนนั้นมัดวาเลนแล้วขังเธอเอาไว้จนเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน เขาก็กลับมาในห้อง
แอ๊ด!
เสียงบานประตูเปิดออกปลุกสติของวาเลนให้ตื่นขึ้น ตอนนี้เธอทั้งร้อน หิวน้ำ เมื่อยล้า และอยากจะออกไปจากที่คุมขังและพันธนาการตอนนี้ แต่อาจารย์คนนั้นก็ไม่สนใจแล้วลากกระเป๋าเดินทางราวกับว่าเธอเป็นเพียงแค่สิ่งของ
“อื้อ… อือ…”
เพราะปากเธอถูกใส่บอลแก๊กเอาไว้ทำให้ไม่สามารถพูดได้ แต่เธอก็ส่งเสียงเพื่อบอกกับอาจารย์คนนั้นให้ปล่อยเธอ แค่คำร้องนั้นก็ถูกปฏิเสธ ตามมาด้วยคำขู่ว่าห้ามส่งเสียง ด้วยการที่เท้าของอาจารย์คนนั้นเตะมาที่กระเป๋าอย่างรุนแรง กระแทกเข้าสีข้างของเธอ วาเลนจุกจนแทบจะหายใจไม่ออก และสลบไปอีกครั้ง
เหมือนเดิม ผ่านไปนานแค่ไหนไม่อาจทราบ วาเลนตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองยังถูกขังอยู่ในกระเป๋าเดินทางเหมือนเดิม แต่ปากของเธอที่คาบบอลแก๊กเอาไว้ก็หลั่งน้ำลายไหลออกมาตลอด ทำให้เธอหิวน้ำมาก
วาเลนได้ยินเสียงเครื่องยนต์ เหมือนว่าตอนนี้เธอจะถูกใส่ไว้ท้ายรถ เครื่องยนต์ดังอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง นี่มันจะไกลเกินไปแล้ว นี่เขาจะพาเธอไปที่ไหนกันนะ
ด้านท้ายรถถูกเปิดออก กระเป๋าเดินทางถูกเปิดตาม อาจารย์คนนั้นมองเธอพร้อมกับรอยยิ้ม ขณะที่วาเลนต้องหรี่ตาลงเมื่อแสงไฟจากเสาไฟฟ้าสว่างจ้าทำให้เธอแสบตา คงเพราะเธออยู่ในที่มืดมานานเหลือเกิน ตาจึงไม่ชินกับแสง
“น้ำ… หนูขอน้ำ”
เมื่อบอลแก๊กถูกปลดออก เธอก็อ้อนวอนขอน้ำกับเขา อาจารย์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“ฉันรู้”
แต่สิ่งที่เขานำออกมาไม่ใช่น้ำ แต่เป็นแก่นกายของเขาอยู่ในสภาพยังไม่ตื่นตัว วาเลนเบิกตากว้าง เขาจะทำอะไรกับเธอ แต่แล้วคำตอบของคำถามนั้น ก็คือสายน้ำสีเหลืองที่รดมาตามใบหน้าแล้วร่างกาย
“ค แค่ก… ทำอะไรของคุณ”
“หิวน้ำไม่ใช่เหรอ กินมันซะสิ”
“มันสกปรก เอาออกไปนะ”
“เราต้องเดินทางกันอีกไกล เลือกเอาว่าจะทนหิวน้ำต่อไป หรือว่ายอมกินฉี่ฉัน”
เดินทางอีกไกลงั้นเหรอ? คำว่าไกลของอาจารย์คนนี้คือไกลแค่ไหน เธอไม่อาจรู้ได้ แต่การที่รถยนต์ขับออกมาประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ถึงที่หมายแปลว่าเส้นทางยังอีกไกลพอสมควร ถ้าเกิดปล่อยไว้คอเธอคงแห้งผากแน่นอน บางทีเธอควรจะยอม…
เป็นบ้าอะไรของเธอวาเลน!
จิตใจของวาเลนต่อว่าตนเองอย่างรุนแรง เธอส่ายหน้าไม่ยอมรับความอัปยศ และปล่อยให้ชายคนนั้นฉี่รดร่างกายเธอไป แต่เธอจะไม่ยอมดื่มมันเด็ดขาด
“เพราะแบบนี้ไง ฉันถึงต้องสอนความเป็นกุลสตรีให้เธอ”
ชายคนนั้นปิดท้ายรถลงอีกครั้ง โดยไม่ลืมที่จะใส่บอลแก๊กกลับไปที่ปากเธอ ตอนนี้ภายในกระเป๋าเดินทางเต็มไปด้วยกลิ่นอับของฉี่ชายคนนั้น จนเธอฉุดจมูกไปหมด วาเลนได้แต่ร้องไห้แต่น้ำตาก็ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ ถ้าหากพระเจ้ามีจริงเธอก็อ้อนวอนขอให้เรื่องนี้เป็นแค่ความฝัน แต่ความปวดเมื่อยจากกรามที่อ้าปากตลอดเวลาก็บอกเธอว่า นี่คือความจริง