"ผ่าอเวจี!"
"กระบี่มังกรเหิน!"
"พายุเพลิงผลาญฟ้า!"
หลังจากสิ้นเสียงของเทียนฉิน ทั้งสามคนต่างออกท่างท่าของตนเองฟาดฟันเข้าไปที่ตัวจรเข้โลหิตเพลิงกันอย่างพร้อมเพรียง
เปรี้ยง!
ตู้ม!
ฉั้วะ!
หนึ่งเพลงดาบสองท่วงทำนองเพลงกระบี่ฟาดฟันใส่จรเข้โลหิตเพลิงอย่างไม่มียั้งมืออันใด
โฮ้กก!
จรเข้โลหิตเพลิงที่กำลังบาดเจ็บอยู่นั้น ยังไม่ทันได้ฟื้นฟูปรับสภาพร่างกาย พลันอ้าปากกว้างกู่ก้องร้องคำรามออกมาอย่างเจ็บปวดทรมาน ดวงตาสีเหลืองตอนนี้กลับเจือปนไปด้วยโลหิตจนแดงกล่ำทั้งสองข้าง ร่างกายอันใหญ่โตแข็งแรงกลับสั่นเทาด้วยพิษบาดแผลนับไม่ถ้วนแทบจะพยุงร่างเอาไว้ไม่อยู่
"ดูแล้วเจ้ากับข้าถึงเวลาที่ควรจะตัดสินแพ้ชนะกันได้แล้ว" หลังจากที่เทียนฉินกินยาฟื้นฟูลมปราณได้เป็นบางส่วน ก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สงบเป็นอย่างมาก
พริบตาต่อมาเทียนฉินสะบัดดาบเพลิงสุริยาออกมา ก่อนเร่งปราณแก่นแท้ทั้งสองธาตุผสานกับปราณแสงสีส้ม แล้ววาดออกไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด พุ่งเข้าใส่จรเข้โลหิตเพลิงอย่างไม่ปราณี
แต่ในขณะนั้นเองจรเข้โลหิตเพลิงกลับร้องคำรามออกมาอย่างโหดเหี้ยม คล้ายกับยังไม่ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้อันใด เปลวเพลิงบนเกล็ดรอบตัวควบแน่นโหมลุกไหม้จนคลอบคลุมบดบังตัวมันจนมิด
ตู้ม!
จรเข้โลหิตเพลิงกางกรงเล็บข้างหนึ่งออกไปโจมตีเทียนฉินอย่างโหดเหี้ยม แสงดาบเพลิงสีส้มผสมแดงปะทะกับกรงเล็บนั้นอีกครั้งจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ฉั้วะ!
กรงเล็บสองอันของจรเข้โลหิตเพลิงถูกตัดออกราวกับเต้าหู้
เฟยลี่ไม่ลังเลเลยสักนิดวาดกระบี่ขึ้นอีกครั้งฟันเข้าใส่หางที่กำลังสะบัดไปมาอย่างว่องไว
ฉั้วะ!
จรเข้โลหิตเพลิงที่ร้างกายแข็งแรงทนทานเมื่อพลังปราณในร่างกายเริ่มหมดลงกลับพลันอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ ถูกกระบี่ของเฟยลี่ตัดหางขาดลงได้อย่างง่ายดาย
ตู้ม!
ทางด้านของจิงอี้หลานก็ไม่ยอมแพ้วาดกระบี่สร้างมังกรเพลิงขึ้นมาอีกตัวหนึ่งฟาดฟันใส่ตัวของจรเข้โลหิตเพลิงเต็มแรง
พรึ่บ!
ช่วงเวลาที่จรเข้โลหิตเพลิงกำลังเพลี่ยงพล้ำนั้นเอง เทียนฉินใช้เคล็ดวิชาทุกอย่างที่ตนเองมี เร่งร่ายท่วงท่าออกมาอย่างสุดกำลัง ก่อนเคลื่อนไหวมาปรากฏตัวตรงหน้าจรเข้โลหิตเพลิงอย่างว่องไวราวกลับยมทูต จากนั้นยกแขนที่ถือดาบขึ้นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทิ่มเข้าใส่หัวจรเข้โลหิตเพลิงจนสุดแรง
ส้วบ!
โฮ้กก!
เกิดเสียงร้องดังกึกก้องกังวาลไปทั่วปล่องภูเขาไฟ ก่อนที่หัวขนาดใหญ่จะถูกดาบเพลิงสุริยาเสียบทะลุตาข้างหนึ่งอย่างพอเหมาะพอดี
"ฟู่ว!"
เทียนฉินเป่าลมออกมาจากปาก ก่อนนั่งลงที่พื้นแล้วก็ไม่คิดจะลุกขึ้นมาอีกเลย เพราะใช้พลังปราณไปจนหมดสิ้นแล้วนั่นเอง
ภายใต้กลุ่มเปลวเพลิงที่ยังคุกรุ่นอยู่นั้น ความเงียบงันกลับเข้าปกคลุมโดยฉับพลัน มีเพียงเสียงหอบหายใจของทั้งสามคนที่ได้ยินออกมาอย่างแผ่วเบา
ทั้งสามหายใจเข้าลึกๆสองสามที จากนั้นจึงพากันหยิบยาเพิ่มปราณออกจากแหวนมิติยัดใส่เข้าไปในปาก ก่อนค่อยๆหลับตาเพื่อฟื้นฟูลมปราณกันอย่างสงบ โดยไม่ได้เอ่ยหรือแสดงความดีใจออกมาให้กันแม้แต่น้อย
เวลาผันผ่านไปหนึ่งชั่วยามเทียนฉินและสองสาวต่างเดินมายืนจ้องมองจรเข้โลหิตเพลิงตัวนี้กันอย่างตื่นเต้น
ภาพเบื้องหน้าของทั้งสามคนนั้นมิใช่มีเพียงร่างอันใหญ่โตของจรเข้โลหิตเพลิงเท่านั้น แต่บนหลังที่มีหนามแหลมยื่นโผล่ขึ้นมากลับมีต้นไม้ต้นหนึ่งพันเกี่ยวอยู่กับหนามเหล่านั้น
ตัวลำต้นเป็นสีแดงแกมน้ำตาล มีใบกว้างเท่าฝ่ามือสีแดงขอบดำขึ้นแซมตามลำต้นนั้น ที่ใต้ใบมีผลไม้สีแดงสดห้อยอยู่ดูเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก
"ผลไม้เพลิงสีเลือด!!"
"เสี่ยวเฟย! พวกเราทำสำเร็จแล้ว"จิงอี้หลานตะโกนออกมาอย่างเก็บอาการไม่อยู่
"ใช่! ในที่สุดพวกเราก็ทำได้!"เฟยลี่เอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้นไม่แพ้กัน
ส้วบ!
เป็นเทียนฉินที่ดึงดาบขึ้นมาขัดจังหวะดีใจของทั้งสองสาว
"นี้เจ้ากำลังจะทำอะไรน่ะ หยุดเลย!!"จิงอี้หลานเอ่ยออกมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ด
"มีอะไรอย่างนั้นรึ?"เทียนฉินพลันขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามออกมา
"เจ้าทำแบบนี้มันเสียของไม่รู้รึ?"จิงอี้หลานเอ่ยบอกอีกครั้ง
"ช่วยอธิบายให้ข้าเข้าใจหน่อยได้มั้ย?"เทียนฉินหันไปทางเฟยลี่เพื่อขอคำอธิบาย
"คือที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรมากหรอก เพียงแต่เป็นผลพลอยได้ของพวกเราทั้งสามคนน่ะ"เฟยลี่อธิบายให้เทียนฉินฟัง
อันที่จริงแล้วก็เป็นผลพลอยได้อย่างที่เฟยลี่กล่าวออกมา ร่างของจรเข้โลหิตเพลิงตัวนี้ ทุกส่วนล้วนมีค่าทั้งใช้เป็นส่วนผสมในการปรุงยาหรือนำชิ้นส่วนบางอย่างไปหลอมสร้างเป็นอาวุธ ทุกอย่างสามารถนำไปแลกเป็นคะแนนกับทางนิกายได้
ถึงขั้นอาจโชคดีได้รับรางวัลพิเศษจากทางนิกายก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์
เทียนฉินพลันเข้าใจในทันทีแต่ก็ยังไม่ยอมที่จะยกทุกส่วนในร่างกายให้ทั้งสองสาวนำไปแลกทั้งหมด
"ข้าอยากได้แก่นอสูรกับเลือดของมัน!"เทียนฉินเอ่ยบอกความต้องการของเขาออกมาทันที
"แก่นอสูรข้าพอเข้าใจได้ว่ามันมีประโยชน์อย่างมากจริงๆ แต่กับเลือดของจรเข้เพลิงสีเลือดนั้น เจ้าจะเอาไปทำอะไรกัน!"เฟยลี่เอ่ยถามอย่างสงสัย
"เรื่องเลือดของจรเข้โลหิตเพลิงนั้นข้ามีวิธีของข้าเอง พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก!"เทียนฉินบอกปัดอย่างตรงๆก่อนจะกล่าวต่อไป
"พวกเจ้ารีบไปเก็บผลไม้เพลิงสีเลือดสามผลนั่นก่อนดีกว่า!"
"อืม!จริงสิ!"
ไม่ต้องรอให้มีใครบอกซ้ำจิงอี้หลานก็รีบปีนขึ้นไปบนตัวจรเข้โลหิตเพลิงตัวนั้น แล้วเด็ดผลไม้เพลิงสีเลือดเก็บเข้าไปในแหวนมิติทันที จากนั้นทั้งสามคนจึงช่วยกันแยกชิ้นส่วนต่างๆของจรเข้โลหิตเพลิงอย่างระมัดระวัง
เทียนฉินได้ขุดหลุมขึ้นมาไม่ใหญ่มากนัก เพื่อไว้กักเก็บโลหิตเพลิงไม่ให้ไหลไปทางอื่น ทั้งสองได้แต่มองอย่างสงสัย แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถามอะไรอีก
"พวกเจ้านำผลไม้เพลิงสีเลือดกับเศษซากของจรเข้โลหิตเพลิงกลับนิกายกันก่อนได้เลย!"เทียนฉินเอ่ยบอกกับเฟยลี่และจิงอี้หลาน
"เจ้าไม่กลับไปกับพวกเราหรอ?"เฟยลี่เอ่ยถามอย่างสงสัย
"ไม่ละ! ข้าจะลองปีนขึ้นไปดูข้างบน เผื่อว่ามีเบาะแสของศิษย์พี่ทั้งสองคน"เทียนฉินบอกเหตุผลออกมาอย่างตรงๆ
"เจ้าไม่อยากได้คะแนนงั้นรึ?"จิงอี้หลานเอ่ยถามออกมา
"เรื่องคะแนนพวกเจ้าเก็บไว้ให้ข้าก่อนแล้วกัน!"
"ถ้าข้ากลับนิกายเมื่อไหร่ค่อยไปถามหาเอาจากพวกเจ้า!"เทียนฉินเอ่ยบอกสิ่งที่เขาได้คิดไตร่ตรองไว้ดีแล้วแก่ทั้งสอง ก่อนยื่นผลึกบันทึกเสียงของศิษย์พี่ทั้งสองกับเฟยลี่ แล้วไหว้วานให้ช่วยไปมอบให้กับอาจารย์ของเขาด้วย
"อืม! ถ้าอย่างนั้นดูแลรักษาตัวเองด้วย!"เฟยลี่เอ่ยบอกกับเทียนฉินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนพยักหน้าให้จิงอี้หลานเพื่อบอกให้เตรียมตัวไปได้แล้ว
"นี่เจ้าไม่อยากให้พวกเราอยู่ช่วยอย่างนั้นรึ?"จิงอี้หลานหันกลับมาถามเทียนฉินอีกครั้ง
"..."
"เชอะ!คนเขาหวังดีกลับไม่เห็นน้ำใจ!"จิงอี้หลานบ่นพึมพำออกมาหลังจากเห็นเทียนฉินยืนนิ่งไม่ตอบคำถามของตนเอง
หลังจากเฟยลี่และจิงอี้หลานจากไปได้ไม่นาน เทียนได้ลงไปในบ่อโลหิตเพลิงนั้นทันทีโดนไม่ลังเล
ที่เทียนฉินไม่กลัวโลหิตเพลิงนี้จะแผดเผาร่างกายของเขาเลย เนื่องจากตอนที่ต่อสู้กับจรเข้โลหิตเพลิงอยู่นั้น แล้วโลหิตเพลิงได้สาดกระจายมาโดนที่แขนเขาจนเจ็บแสบปวดร้อนไปจนถึงกระดูก
แต่เรื่องบังเอิญก็ได้เกิดขึ้นมาจากตอนนั้น ปราณแสงสีส้มที่อยู่ในจุดตันเถียน กลับกระจายตัวเข้ามากลืนกินพิษของโลหิตเพลิงนี้ไว้ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นกระแสพลังงานให้กับปราณแสงสีส้มนั้นเอง
จนตอนนี้พลังปราณสีส้มนั้นได้ขยายขนาดขึ้นจนมีพลังเข้มแข็งมากกว่าเดิม
ในขณะที่เทียนฉินลงแช่ลงไปในบ่อโลหิตเพลิงนั้นเอง เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนแรงของเปลวเพลิงที่ราวกับกำลังแผดเผาทุกส่วนในร่างกายของเขาแหลกสลายเป็นจุล
กระแสปราณแสงสีสัมกลับมาทำงานอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แล้วชักนำโลหิตเพลิงทั้งหลายแทรกซึมทะลุทะลวงกล้ามเนื้อและเส้นเลือดของเขาจนฉีกขาดอย่างรุนแรง
เทียนฉินอดกลั้นกับความเจ็บปวดทรมานนั้นอย่างฝืนทน พลันร่างเคล็ดวิชาจิตอัคคีพิสุทธิ์ออกมาเพื่อรวบรวมกระแสจิตวิญญาณธรรมชาติบริเวณรอบๆนั้นเข้าไปด้วย
โลหิตเพลิงเริ่มกลับมาผสานกับปราณแสงสีส้มอย่างลื่นไหลมากกว่าเดิม อาจเป็นเพราะด้วยเคล็ดวิชาจิตอัคคีพิสุทธิ์กับความเข้าใจแก่นแท้ธาตุไฟของเขา ทำให้ความเจ็บปวดของโลหิตเพลิงที่แทรกซึมเข้ามาพลันกลับกลายเป็นกระแสน้ำอันอบอุ่น ทำให้เทียนฉินรู้สึกสบายตัวยิ่งนัก
เมื่อไม่ได้รับความเจ็บปวดอีกต่อไปเทียนฉินจึงค่อยๆนั่งลงไปในก้นบ่อ ก่อนซึมซับกระแสโลหิตเพลิงเหล่านั้นอย่างลืมวันลืมคืน ไม่ได้สนใจโลกภายนอกอีกต่อไป
จบตอนที่ 38