ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 101 อัสนีบาตระดับสอง!

            ทลายเสาสำริด?  

            เมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้พิทักษ์เงินมายาสายตาของไป๋ฉางเซิงก็ปรายมองไปยังเสาสำริดต้นนั้นโดยพลันบนพื้นผิวของมันสลักลวดลายอันวิจิตรพิสดารและดูเหนือจริงขนาดความหนาของมันราวหนึ่งคนโอบ ให้ความรู้สึกหนักแน่นและแข็งแกร่งดั่งปราการเหล็ก  

            เสาหนาขนาดนี้ต่อให้เป็นผีสางเทวดาก็คงหักไม่ลงละมั้ง!  

            ทว่าเห็นได้ชัดว่าผู้พิทักษ์เงินมายาไม่มีเจตนาจะหารือกับพวกเขาแม้แต่น้อยไม่รอให้เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงได้เอ่ยปากตั้งข้อสงสัยร่างนั้นก็เลือนหายทะลุผ่านผนังจากไปเสียแล้ว  

            ภายในห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้งจนกระทั่งผ่านไปสองอึดใจ เจียงจืออวี๋จึงลอบระบายลมหายใจยาวออกมา แล้วจึงเอ่ยขึ้น  

            “นี่คงเป็นบททดสอบที่เจ้าของแดนเร้นลับจงใจทิ้งไว้ให้”  

            “ในเมื่อพวกเราตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้พวกมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจก็คงไม่ต่างกัน”  

            พวกเขาออกไปไม่ได้และคนจากนครปีศาจก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน นี่จะนับว่าเป็นข่าวดีได้หรือไม่?  

            ไป๋ฉางเซิงนิ่งเงียบเขาเพียงเลื้อยเข้าไปใกล้เสาต้นนั้นอีกไม่กี่เมตรพลางจดจ้องมันอย่างละเอียด  

            แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากวัสดุใดแต่เพียงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายโบราณกาลอันหนักแน่นเช่นนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าความทนทานของมันคงก้าวข้ามขีดจำกัดของคอนกรีตเสริมเหล็กไปไกลโข  

            “ตอนนี้จะเอาอย่างไรดี?”  

            ไป๋ฉางเซิงหันกลับมามองทว่ากลับพบว่าเจียงจืออวี๋ได้นั่งลงขัดสมาธิกับพื้นเรียบร้อยแล้ว  

            “ในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว การตีโพยตีพายไปก็ไร้ประโยชน์”  

            “มิสู้ปรับสภาวะร่างกายให้ถึงขีดสุดแล้วลองดูว่าหากทุ่มสุดกำลังจะสามารถทลายเสาต้นนี้ได้หรือไม่”  

            ใบหน้าของเจียงจืออวี๋เรียบเฉยไร้ความรู้สึกไม่มีความตื่นตระหนกปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย และท่าทีอันสงบนิ่งของเธอทำให้ในใจของไป๋ฉางเซิงพลอยสงบลงตามไปด้วย  

            “ตามความเป็นจริงกฎเกณฑ์แห่งโลกของแดนเร้นลับแห่งนี้จำกัดไว้ว่าแม่ทัพอสูรหรือระดับที่สูงกว่าไม่สามารถเข้ามาได้”  

            “เรื่องนี้เจ้าของแดนเร้นลับย่อมต้องล่วงรู้อยู่แก่ใจแต่เขาก็ยังตั้งกฎเช่นนี้ขึ้นมา”  

            “นั่นหมายความได้อย่างเดียวเท่านั้น”  

            “ในสายตาของเขา ย่อมต้องมีผู้ที่สามารถทำมันได้สำเร็จ”  

            “ในเมื่อมีคนทำได้ แล้วเหตุใดเราต้องกังวล? แทนที่จะมานั่งทอดถอนใจมิสู้หาทางยกระดับพลังของตนเองให้ถึงขีดจำกัดจะดีกว่า”  

            สิ้นคำกล่าวนี้สภาวะจิตใจของไป๋ฉางเซิงก็มั่นคงขึ้นโดยสมบูรณ์  

            ก็จริงอย่างที่เธอว่าในเมื่อออกไปไม่ได้ จะคิดฟุ้งซ่านไปเพื่ออะไร?  

            เขาส่งกระแสจิตเพียงแวบเดียวแผงคุณสมบัติก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า  

            [ระบบกลืนกินระดับเทพเจ้า]

            [โฮสต์: ไป๋ฉางเซิง]

            [เผ่าพันธุ์: งูเกล็ดขาว (วิวัฒนาการครั้งที่ 5) (ระดับจุติมังกรระยะที่3)]

            [ค่าพลังเลือด: 9851]

            [สาขาวิวัฒนาการที่ปลดล็อกแล้ว: เสริมพลังการย่อยLv7, เกราะศิลาคุ้มกายLv4, พิษร้ายLv4, กระดูกเหล็กกล้าLv1, เลือดมังกรแท้จริงLv3, อัสนีบาตLv1]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ใช้ได้: 3121]

            [ค่าพลังเลือดที่ต้องการสำหรับการวิวัฒนาการครั้งถัดไป: 9851/10000 แต้มวิวัฒนาการ: 3121/2000]  

            เวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้แผงคุณสมบัติของเขาผลัดเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้  

            ค่าพลังเลือดที่ใกล้จะถึงขีดจำกัดสูงสุดรวมถึงสายวิวัฒนาการที่ยาวเหยียดนี้ หากเป็นไปได้ไป๋ฉางเซิงก็อยากจะอัปเกรดพวกมันทุกอย่างให้เต็มระดับทันที  

            ทว่าเห็นได้ชัดว่าความคิดนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง  

            หากไม่ใช่เพราะเขาได้ติดตามอยู่ข้างกายคณบดีเฉียนมาเป็นเวลานานอย่าว่าแต่สามพันแต้มเลยเพียงแค่จะเก็บสะสมให้ครบหนึ่งพันแต้มก็ยังเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ  

            เดิมทีเขาวางแผนไว้ว่าหลังจากการวิวัฒนาการครั้งถัดไปจะนำแต้มไปเพิ่มระดับการเสริมพลังการย่อย แต่ในเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้นต่อให้ค่าพลังเลือดจะถึงระดับแม่ทัพอสูรแล้วเขาก็คงต้องเลือกอัปเกรดระดับของอัสนีบาตก่อนเป็นอันดับแรก  

            มิฉะนั้นหากออกไปจากห้องสำริดนี้ไม่ได้ต่อให้เพิ่มระดับการย่อยจนเต็มแล้วจะได้อะไรขึ้นมา? มีแต่จะหิวตายเร็วขึ้นเท่านั้น  

            อีกเพียงวันครึ่ง...ขอเวลาแค่วันครึ่ง เขาก็จะสามารถเริ่มการวิวัฒนาการครั้งที่หกได้  

            ถึงตอนนั้นพลังเลือดของเขาจะทะยานสู่ระดับแม่ทัพอสูร แล้วค่อยเพิ่มระดับอัสนีบาตขึ้นอีกระดับนั่นแหละคือสภาวะขีดสุดที่เขาจะเข้าถึงได้ในตอนนี้  

            ก็แค่รอวันครึ่งจะเป็นไรไป  

            เมื่อคิดได้ดังนั้นไป๋ฉางเซิงจึงขดกายหมอบลงข้าง ๆ เจียงจืออวี๋ พลางหลับตาเข้าสู่ห้วงนิทรา  

            ทว่าเพียงสี่ห้าชั่วโมงผ่านไปแรงกระเพื่อมบางอย่างจากด้านข้างของเจียงจืออวี๋ก็ทำให้ไป๋ฉางเซิงค่อย ๆตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ  

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาคิดไปเองหรือไม่แต่เขาสัมผัสได้ว่าในยามนี้ กลิ่นอายของเจียงจืออวี๋นั้นห้าวหาญดุจขุนเขาทั้งร่างของเธอเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงที่คมกล้าดั่งหอกโลหะผสมที่พร้อมจะทะลวงทุกสรรพสิ่ง  

            “เรามีโอกาสสามครั้งมาลองดูกันก่อนว่าไอ้เสาสำริดนี่มันจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน!”  

            ความคิดของเจียงจืออวี๋ช่างประจวบเหมาะกับไป๋ฉางเซิงอย่างยิ่ง  

            ในเมื่อไม่รู้ว่าเสาต้นนี้แข็งแกร่งเพียงใดย่อมไม่มีใครมั่นใจได้การทดสอบความแข็งแกร่งของมันเสียก่อนย่อมช่วยให้เตรียมใจได้ถูก  

            “เดี๋ยวฉันจะใช้เคล็ดหอกทะลวงทอง ส่วนนายก็จงใช้อัสนีบาตโจมตีไปพร้อมกัน”  

            หากไม่นับเข็มผลาญวิญญาณแล้วหอกทะลวงทองและอัสนีบาตย่อมเป็นกระบวนท่าสังหารที่แข็งแกร่งที่สุดของหนึ่งคนหนึ่งงูในยามนี้อีกอย่าง... เข็มผลาญวิญญาณก็เอามาใช้กับเสาสำริดไม่ได้เสียด้วยมิฉะนั้นเพียงซัดออกไปเข็มเดียว ด่านไหนบ้างล่ะที่จะทำลายไม่ได้?  

            ไป๋ฉางเซิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลิกลังเลเรื่องการใช้แต้มวิวัฒนาการเขาจึงทุ่มสุดตัวหนึ่งพันแต้มเพื่อยกระดับอัสนีบาตขึ้นทันที  

            [หักแต้มวิวัฒนาการ 1000 แต้มระดับของสายวิวัฒนาการอัสนีบาตเพิ่มขึ้น]

            [อัสนีบาต Lv2: การโจมตีอันแข็งแกร่งที่สุดและทรงพลังที่สุดขีดจำกัดของมันขึ้นอยู่กับตัวนาย]  

            ทันทีที่ระดับอัสนีบาตเลื่อนขึ้นความรู้สึกอันลึกลับยากจะหยั่งถึงก็เอ่อล้นขึ้นในใจของไป๋ฉางเซิง  

            มันไม่ได้ยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดที่เห็นได้ชัดแต่มวลของธาตุอัสนีที่เขาสามารถควบคุมได้นั้น กลับเพิ่มพูนขึ้นถึงสองเท่าตัว  

            ไป๋ฉางเซิงมีความรู้สึกว่าหากก่อนหน้านี้อัสนีบาตของเขามีโอกาสสังหารได้สูงและการันตีว่าสามารถสร้างบาดแผลสาหัสให้แก่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามระดับสมบูรณ์ได้เช่นนั้นหลังจากเลื่อนระดับแล้วมันย่อมสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามระดับสมบูรณ์ได้อย่างเด็ดขาด และมีโอกาสสูงที่จะสร้างบาดแผลสาหัสให้แก่ตัวตนระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นได้!  

            ถึงระดับที่ว่าหากโดนเข้าไปจังๆ แม้แต่แม่ทัพยุทธ์ก็อาจจะต้องตกตายในทันที!  

            และความเปลี่ยนแปลงนี้ในสายตาของเจียงจืออวี๋คือเกล็ดมังกรสีม่วงบนหน้าผากของไป๋ฉางเซิงที่เริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆจนถึงขั้นที่ทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจอย่างประหลาดลึก ๆ ในใจ  

            มันเป็นความรู้สึกที่แปลกพิกลและเกิดขึ้นอย่างกะทันหันยิ่งนัก  

            เจียงจืออวี๋ไม่เคยสงสัยในสัญชาตญาณของตนเองและสาเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้คงหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในกายของไป๋ฉางเซิงเป็นแน่  

            และหลังจากนั้นเธอก็ได้รับคำตอบ  

            “สาม...”  

            เจียงจืออวี๋กระชับหอกด้วยสองมือเจตจำนงแห่งความคมกล้าบนปลายหอกเริ่มควบแน่นและหลอมรวมกันอย่างต่อเนื่อง  

            ทางด้านไป๋ฉางเซิงก็ไม่ต่างกันมวลธาตุอัสนีบาตจำนวนมหาศาลเริ่มพุ่งพล่านมารวมตัวกันที่หน้าผากของเขาจนเห็นเป็นกลุ่มก้อนสายฟ้าที่กำลังบีบอัดตัวอยู่บนเกล็ดม่วงด้วยตาเปล่า  

            “สอง...”  

            ความคมกล้าบนปลายหอกก่อตัวเป็นรูปร่างขณะเดียวกันพลังของไป๋ฉางเซิงก็สะสมจนถึงขีดสุด  

            “ไป!”  

            เจียงจืออวี๋ระเบิดพลังออกมาในชั่วพริบตาเธอทุ่มเทแรงกายทั้งหมดที่มีหลอมรวมลงสู่ปลายหอกภายใต้การเกื้อหนุนของเจตจำนงแห่งความคมกล้าหอกโลหะผสมเล่มนี้ก็ระเบิดอานุภาพที่ทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  

            ในเวลาเดียวกันไป๋ฉางเซิงก็เลิกสะกดกลั้นธาตุอัสนีอันบ้าคลั่งสายอัสนีบาตสีน้ำเงินขาวพุ่งทะยานออกไปดุจศรหลุดจากแล่ง ข้ามผ่านระยะสามเมตรพุ่งเข้ากระแทกใส่เสาสำริดต้นนั้นอย่างจัง!  

            “ตูม!”  

            เสียงกัมปนาทของอัสนีที่ระเบิดออกดังสนั่นหวั่นไหวผสมปนเปไปกับเสียงหวีดแหลมอันเกิดจากคมหอกทะลวงทอง  

            ในชั่วพริบตานั้นห้องสำริดทั้งห้องพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝุ่นผงบนเพดานเริ่มร่วงกราวลงมา  

            การโจมตีสุดกำลังของเจียงจืออวี๋ผสานกับอัสนีบาตที่ได้รับการยกระดับของไป๋ฉางเซิง อานุภาพระดับนี้...ต่อให้เป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับกลาง หากไม่หลบเลี่ยงก็คงต้องสิ้นชีพ!  

            ทว่าเสาสำริดต้นนั้นกลับยังคงตั้งตระหง่านราวกับหินผาพันปีไม่ว่าหนึ่งคนหนึ่งงูจะพยายามเพียงใดก็ดูเหมือนจะไม่สามารถสั่นคลอนมันได้แม้เพียงนิด  

            จนกระทั่งเจียงจืออวี๋สิ้นเรี่ยวแรงและพลังจิตวิญญาณของไป๋ฉางเซิงเหือดแห้งไปเสาต้นนั้นก็ยังไม่มีแม้แต่รอยปริร้าวให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน