วันต่อมา
บรรยากาศภายในตำหนักของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าดูจะแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
พวกเขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าของเถ้าแก่ใหญ่หลานไห่มานานกี่วันแล้วก็ไม่รู้แต่จนมาถึงเมื่อคืนวานนี้ใบหน้าของผู้เฒ่าท่านก็ไม่ได้หยุดยิ้มอีกเลยมาจนถึงตอนนี้
คงมีแต่สวรรค์ที่รู้ว่าหลินหยางคุยอะไรกับเขาบ้างแต่ดูจากที่ตาเฒ่าผู้นี้ดูจะสดใสขึ้นราวกับอายุอ่อนลงเป็น 10 ปีแบบนี้แสดงว่าต่อให้ครั้งนี้จะไม่ได้เข้าไปในทะเลสาบเมฆาอัสนีก็ตาม แต่สิ่งที่หลานไห่เขาได้รับมาแล้วนั้นน่าจะคุ้มค่ามากเกินพอแล้ว
ดังนั้นในวันที่สองนี้ไม่ว่าจะเป็นช่วงทานอาหารมื้อเช้า มื้อกลางวัน หรือมื้อเย็น ก็จะเห็นเถ้าแก่ใหญ่หลานไห่นั่งอยู่ด้านข้างของไอ้คุณชายหลินหยางนั่นพร้อมกับคอยดูแลเอาใจใส่เขาเป็นพิเศษ
“คุณชายหลินอาหารในพื้นที่บ้านนอกคอกนาแบบนี้ถูกปากท่านรึเปล่า?”
“ให้ข้าสั่งอาหารเพิ่มให้ท่านดีไหม?”
“เอ่อ คุณชายหลิน ไอ้วัตถุดิบระดับสี่ ‘ศิลาจากภูเขาโซ่วซาน’ ที่ท่านเคยพูดถึงน่ะทำไมข้าถึงสกัดให้มันบริสุทธิ์ได้แค่ห้าส่วนเท่านั้นเองเล่า หรือว่าข้าไม่ควรใช้ ‘น้ำบริสุทธิ์จากถ้ำสวรรค์’ ที่เป็นวัตถุดิบระดับสามในการสกัดหรือ...?”
“อ้อ คุณชายหลินในกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าของเราเพิ่งจะมีที่ปรึกษาด้านการช่างคนหนึ่งลาออกไปพอดีไม่รู้ว่าท่านสนใจหรือเปล่า...”
พวกของเซวี่ยเทียนที่นั่งรับประทานอาหารร่วมกันด้วยนั้นล้วนหน้าเสียกันหมดทุกคน
ไปหมดแล้ว...
ภาพลักษณ์ของท่านเถ้าแก่หลาน...
แม้แต่ท่านเถ้าแก่ใหญ่ดาวเหลืองอย่างท่านหวงซางยังทนดูไม่ไหวต้องกระแอมไอไปหลายครั้งถึงจะทำให้หลานไห่ได้สติกลับมา
“ต้องขอโทษด้วยก็แล้วกัน...คนที่ทำงานด้านฝีมือแบบนี้พอได้เจอกับเพื่อนร่วมอาชีพที่เก่งกาจแล้วมันก็เป็นแบบนี้กันทุกคนนั่นล่ะโปรดอย่าถือสาเลย!”
..................................
คืนวันนั้นเอง
คนกลุ่มเดิมของพวกเซวี่ยเทียนนั่นก็ยังคงนัดรวมกลุ่มกันเหมือนเดิม
เพียงแต่ว่าสีหน้าของเหล่าคนที่ต้องการจะขับไล่หลินหยางออกไปนั้นรอบนี้ดูเคร่งเครียดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาได้เห็นท่าทีของหลานไห่เมื่อเช้านี้แล้วดูท่าจะเอ็นดูหลินหยางยิ่งกว่าหลานแท้ๆ ของตัวเองเสียอีก
เป็นแบบนี้แล้วยังคิดจะไล่หลินหยางออก? ตลกแล้ว
ถ้าเป็นตอนนี้ต่อให้พวกเขาทั้งหมดจะเป็นฝ่ายขอลาออกหลานไห่ก็คงเลือกที่จะปล่อยพวกเขาไป โดยไม่ยอมไล่หลินหยางออกเป็นแน่
“พี่น้องเซวี่ย ข้าเกรงว่าเจ้าหลินหยางนี่อย่างไรก็ได้ไปต่อเป็นแน่...” หนึ่งในนั้นเริ่มคิดที่จะยอมแพ้แล้ว
“นั่นสิ พี่น้องเซวี่ย ทั้งจีหยูยี่และหลานไห่ล้วนหนุนหลังหลินหยางกันแล้ว ส่วนไอ้หวงซางนั่นยิ่งไม่มีทางช่วยพวกเราแน่นอนถ้าอย่างนั้นพวกเราควรทำอย่างไรกันต่อดีเล่า?”อีกคนหนึ่งกล่าวเสริมขึ้น
“ทำอย่างไรต่อน่ะหรือ?หึ” เจ้าเซวี่ยเทียนนี่ไม่คิดจะนับญาติกับหลินหยางแล้ว“ถ้าเล่นงานมันทางอ้อมไม่ได้ อย่างนั้นพวกเราก็เล่นงานมันทางตรงเลยนี่ล่ะ...”
“ทางตรงอย่างไรรึ?”พวกพ้องเขาถามขึ้น
บนใบหน้าของเซวี่ยเทียนปรากฏรอยยิ้มที่ดูมั่นใจขึ้น“พวกเจ้า คอยดูวันพรุ่งนี้ให้ดีก็พอแล้ว”
..................................
วันพรุ่งนี้ที่ว่าก็มาถึงอย่างรวดเร็ว
เมื่อคืนนี้ก็เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่หลินหยางไม่ได้นอนเลย
เขาใช้เวลาอยู่ร่วมกับตาเฒ่าหลานไห่ตลอดทั้งคืน
แต่อย่าเพิ่งคิดลึกไปหนึ่งเด็กกับอีกหนึ่งชราใช้เวลาหนึ่งคืนนั้นไปกับการสนทนาเชิงลึกในเรื่องเทคนิควิชาการช่างทั้งหมดขณะเดียวกัน หลินหยางเองก็ได้รับคำแนะนำและข้อควรระวังต่างๆ ที่ควรรู้ไว้ในการออกสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีครั้งนี้
พอได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องความอันตรายและอุปสรรคต่างๆของทะเลสาบเมฆาอัสนีแล้ว หลินหยางก็รีบปรึกษาอะไรบางอย่างกับหลานไห่ทันทีแล้วก็ใช้เวลาหนึ่งวันสุดท้ายก่อนออกเดินทางในการสร้างสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ จำนวนหนึ่งขึ้นมา
และแน่นอนว่า ไอ้ของเล็กๆ น้อยๆ สำหรับหลินหยางที่ว่านี้ก็สามารถทำให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการช่างอย่างหลานไห่ได้เปิดหูเปิดตาเหมือนกับตอนที่อาจารย์อี้ทั้งสองแห่งตระกูลเวินเจอกับหลินหยางครั้งแรกไม่มีผิดเลย
ในคืนเดียวกันนั้นเอง หลานไห่ก็ได้เรียกเอาเหล่าลูกศิษย์ราวๆสิบกว่าคนที่เขาพามาด้วยให้มาทำงานภายใต้การนำของหลินหยางโดยใช้เวลาคืนนั้นเกือบทั้งคืน จนมาถึงช่วงเช้าของวันนี้ในตอนที่หลินหยางกำลังเดินออกมาจากตำหนักของหลานไห่นั้นเขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
หลินหยางทำการตรวจจับสัมผัสเพื่อหาที่อยู่ของหั่วเอ๋อร์
ไอ้นกบ้านั่นพอมันปรับตัวให้ชินกับสภาพอากาศชื้นๆ แบบนี้ได้แล้วก็บินหายลับไปอย่างไร้ร่องรอยทันทีได้ยินมันบอกแว่วๆ แค่ว่าจะไปหาอาหารทะเลสดๆ กินแถวริมทะเล
หลินหยางไม่ได้ใส่ใจอะไรกับไอ้ตัวตะกละนั่นมากนักเขาวางแผนไว้ว่าจะไปฝึกฝนเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ ร้อยชีพจรผนึกเทพเพื่อปรับพลังในร่างกายให้เข้าที่อีกสักหน่อย
แต่หลินหยางที่เพิ่งจะเดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็มองเห็นว่าตรงบริเวณใจกลางของลานกว้างเล็กๆ หน้าตำหนักนี้มีกลุ่มคนประมาณสิบกว่าคนกำลังนั่งล้อมวงกันโวยวายอะไรบางอย่างอยู่
เสื้อผ้าที่คนเหล่านั้นกำลังใส่อยู่ดูยับยู่ยี่อีกทั้งยังมีสีสันครบทุกสี ดูไกลๆ แล้วเหมือนกับเป็นร้านย้อมเสื้อที่ตั้งอยู่ตามข้างทางเลย
แต่พอหลินหยางใช้วิชาเนตรเพลิงสุพรรณมองดูแล้วก็พบว่าภายในร่างกายของกลุ่มคนเหล่านั้นแต่ละคนล้วนมีพลังฟ้าดินอันแข็งแกร่งเก็บซ่อนเอาไว้อยู่พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางกันเกือบทั้งหมดและมีอยู่บางส่วนที่เป็นขั้นท้ายแล้ว
หลินหยางสังเกตเห็นว่าสีผิวของกลุ่มคนเหล่านี้ค่อนข้างจะดำคล้ำซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นผลมาจากการที่ต้องตากแดดตากฝนอยู่กลางทะเลเกือบจะตลอดเวลาบนเสื้อของพวกเขาหลายคนเองก็มีคราบสีขาวเกาะอยู่มันคือร่องรอยของน้ำทะเลที่ถูกความร้อนของแสงอาทิตย์แผดเผาจนระเหิดกลายเป็นคราบเกลือ
หลินหยางที่เห็นภาพตรงหน้านี้ก็พอจะเดาออกได้แล้วว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นใครและเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มได้ยินเนื้อหาที่กลุ่มคนเหล่านี้กำลังพูดคุยกันอยู่
“แน่ใจแล้วก็ปล่อยมือแน่ใจแล้วก็ปล่อยมือ จะเปิดแล้วนะจะเปิดแล้ว! เปิด!”
“เรียบ!!”
“ไอ้บ้าเอ๊ยเสียอีกแล้ว!!”
พวกเขากำลังเล่นพนันกันอยู่
บนเกาะชมฟ้าแห่งนี้กลุ่มคนที่มีกลิ่นอายของมหาสมุทรอันเข้มข้นอยู่ อีกทั้งยังมีพลังยุทธ์อันแข็งกล้าขนาดนี้ด้วยคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกลุ่มโจรสลัดของวายุทมิฬเซวี่ยเทียนนั่นเอง
แต่ถึงหลินหยางจะรู้เรื่องแล้วก็ตามแต่เขาก็ยังคงไม่คิดจะหยุดเท้า เดินต่อไปที่บริเวณข้างๆกลุ่มคนเหล่านั้นข้างหูของเขาก็ได้ยินเสียงโวยวายดังขึ้นอีกครั้ง
“ไอ้เวรเอ๊ยทำไมอันที่ข้าเลือกมันเสียหมดทุกอันเลยวะ เฮ้ยเจ้า เจ้าแอบโกงข้าอยู่ใช่ไหม!”
“โกงบ้านแม่เจ้าสิ! ดวงเจ้าซวยเองแท้ๆ ยังคิดจะมาโทษข้าอีก ยังมีเงินอยู่ไหมถ้าไม่มีก็รีบๆไสหัวออกไปได้แล้ว ตังค์ก็ไม่มีแล้วจะมาโวยวายทำไมวะ ฮะ!”
เหล่าชายชาตรีในยุทธภพส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นพวกมุทะลุอารมณ์ร้อนกันอยู่แล้วพอพูดขัดหูกันเข้าให้หน่อยก็ระเบิดอารมณ์ใส่กันแล้ว แค่เพราะคำพูดสั้นๆ ไม่กี่คำก็สามารถทำให้คนพวกนี้ระเบิดพลังฟ้าดินออกมาแล้วเข้าปะทะใส่กันได้ทันที
เปรี้ยง เปรี้ยง
เหล่าโจรสลัดระดับเซียนเทียนขั้นท้ายพวกนี้พอปะทะกันแล้วก็สามารถสร้างเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนน่าสะพรึงกลัวถึงแม้พวกเขาจะยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกมาก็ตามซึ่งนอกจากเสียงปะทะกันดังตูมตามแล้วก็ยังมีเสียงด่าทอด้วยความเกรี้ยวกราดดังแทรกมาเป็นพักๆด้วย
“ไอ้บ้านี่ เจ้าบังอาจตบหน้าข้าอย่างนั้นเรอะ เจ้าตายแน่!”
“ตบเจ้าแล้วจะทำไมปกติข้าก็ไม่ชอบขี้หน้าเจ้าอยู่แล้ว ถ้าแน่จริงก็เข้ามาสิวะ”
และในตอนนั้นเองหนึ่งในคนกลุ่มนั้นถูกคู่ต่อสู้ซัดเข้าใส่เต็มแรงจนกระเด็นออกมาโดยที่ไม่มีบิดพลิ้ว คนๆ นั้นถูกซัดจนตัวลอยพุ่งเข้าใส่หลินหยางตรงๆ
ความเร็วที่พุ่งมานั้นสูงมากๆทิศทางเองก็แม่นยำราวกับถูกเล็งเอาไว้แล้วเพียงเสี้ยวพริบตาเดียวมันก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวหลินหยางแล้ว
หลินหยางที่ค่อยๆ เดินมาแบบบไม่เร่งไม่รีบนั้นในช่วงจังหวะนั้นเอง เขาเพียงแค่เบี่ยงตัวเล็กน้อยก็สามารถหลบร่างกายอันใหญ่โตที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
ตูม
ร่างกายของชายผู้นั้นลอยผ่านร่างหลินหยางไปพุ่งไปกระแทกใส่ลานกว้างขนาดเล็กด้านหลังเข้าอย่างจังจนกลิ้งไถลไปกับพื้นอยู่หลายตลบฝุ่นควันลอยขโมงคละคลุ้งไปหมด
โจรสลัดกลุ่มนั้นส่งเสียงประหลาดใจออกมาเหมือนว่าจะรู้สึกแปลกใจกันที่หลินหยางสามารถหลบได้
ส่วนหลินหยางก็ยังคงเดินหน้าต่อไปเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
แต่ในตอนนั้นเองหลินหยางก็รู้สึกเหมือนว่าตรงหน้าเขาเหมือนมีเงาร่างขนาดใหญ่สายหนึ่งโผล่มาบังเส้นทางด้านหน้าของอย่างกะทันหัน
เป็นร่างของชายฉกรรจ์ขนาดใหญ่โตที่สูงประมาณสองเมตรกว่าคนหนึ่งร่างกายอันแสนกำยำใหญ่โตนั่นราวกับเป็นกอริลลาป่าสีดำตัวหนึ่งก็ไม่ปาน ขนบริเวณแผงอกอันรุงรังนั่นมาพร้อมกับกลิ่นกายอันเหม็นอับของบุรุษพุ่งเข้ามาขวางทางหลินหยางเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย ไอ้หนู หยุดก่อน !”
หลินหยางหยุดเดินทันที
แต่สาเหตุที่หยุดเดินเป็นเพราะต้องการหนีห่างจากกลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์นั่นต่างหาก
และในจังหวะที่หลินหยางถูกหยุดอยู่กับที่นั่นเองพวกโจรสลัดทั้งหมดที่อยู่ด้านข้างก็เฮโลกันเข้ามาปิดล้อมหลินหยางเอาไว้ทันทีราวกับว่าได้มีการนัดแนะกันมาก่อนแล้ว
ไอ้กอริลลาดำที่กำลังขวางทางของหลินหยางอยู่นั่นก็เริ่มประเมินความสามารถของหลินหยางก่อนทันที พอมั่นใจแล้วว่าไอ้หนูตรงหน้านี่เป็นแค่เด็กน้อยระดับเซียนเทียนมันก็แสยะรอยยิ้มโฉดชั่วออกมาทันที
“เฮ้ย ไอ้หนูเมื่อครู่นี้พี่น้องของข้าเพิ่งลอยผ่านหน้าเจ้าไป ทำไมเจ้าไม่รับไว้วะ ตาบอดหรืออย่างไร?”
เงียบสนิท
บรรยากาศของลานกว้างเงียบสนิทอย่างสิ้นเชิง
“เฮ้ย ไอ้เด็กเวรพี่สามของพวกเรากำลังพูดกับเจ้าอยู่นะ หูหนวกรึอย่างไร?”
เหล่าโจรสลัดที่ยืนล้อมวงยืนต่างก็รู้สึกหงุดหงิดเมื่อได้เห็นท่าทีเย็นชาไม่ทุกข์ร้อนของหลินหยาง
โดนคนเยอะขนาดนี้ล้อมอยู่แท้ๆ ไอ้เด็กนี่มันควรจะแสดงอาการอะไรออกมาบ้างไม่ใช่รึ?
“หึ? ว่าอย่างไร เจ้าหนูน้อย กลัวจนเอ๋อไปแล้วรึ? พี่สามคนนี้แค่จะถามคำถามเจ้าสักสองสามข้อเท่านั้นไม่ทำร้ายอะไรเจ้าหรอก... แต่ว่า ถ้ายังทำเป็นหูทวนลมกับข้าอีกละก็อย่างนั้นข้าก็จะโมโหขึ้นมาจริงๆ แล้ว!”
“หึหึหึ...”
โจรสลัดเหล่านี้ปกติก็ชอบทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของทะเลสาบกันอยู่แล้วทั้งเรื่องดีเรื่องชั่วต่างก็เคยทำมาแล้วไม่น้อย อย่างเรื่องรังแกข่มเหงผู้อื่นแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
หลินหยางในสายตาของพวกเขานั้นไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ตัวน้อยๆในกำมือ
เพียงแต่เจ้าลูกไก่ตัวนี้กลับยังคงนิ่งเงียบและจ้องมองไปที่พวกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนกับว่ากำลังยืนดูคณะตลกเกรดต่ำน่าเบื่ออยู่ก็ไม่ปาน
ท่าทีแบบนี้ทำให้พี่สามท่านนี้เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว
“มารดามันเถอะ ไอ้หนูข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่นะ!!”
พูดจบ พี่สามผู้นี้ก็ลงมือทันที
ฝ่ามือขนาดใหญ่ราวกับพัดไม้ไผ่สานนั่นพุ่งเข้าหาหลินหยางโดยที่หมายจะคว้าลำคอของเขาไว้ หวังจะบีบคอไอ้เด็กอวดดีแบบนี้ไว้แล้วยกให้ลอยขึ้นเหนือพื้น
การที่เขาถูกคนอื่นๆ เรียกว่าพี่สามนั้นย่อมหมายความว่าพลังและความสามารถของเขานั้นเป็นที่ยอมรับของพวกพ้องอยู่แล้วด้วยระดับพลังของยอดฝีมือระดับขั้นสูงสุดเซียนเทียนแล้วมือแค่ข้างเดียวนี่ก็มีพละกำลังอย่างต่ำสุดอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นสองพันถึงสามพันชั่งเลยทีเดียวแรงลมที่เกิดขึ้นจากการยื่นมือออกมาก็รุนแรงพอที่จะทำให้คนข้างๆ ถึงกับลืมตาไม่ขึ้นแล้ว
แต่ไอ้ฝ่ามืออันใหญ่โตที่มีพละกำลังมหาศาลจนสามารถสร้างชื่อเสียงในกลุ่มโจรสลัดวายุทมิฬได้นี่กลับถูกฝ่ามือเรียวยาวและขาวนวลข้างหนึ่งคว้าไว้กลางคันได้อย่างง่ายดาย
หลินหยางที่คว้าจับมือของพี่สามนั่นอยู่ดูจากภายนอกแล้วเหมือนกำลังถือมัดฟางเบาหวิวอยู่ก็ไม่ปาน ดูไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมายแต่กลับอีกฝ่ายกลับไม่สามารถขยับได้แม้แต่มิลเดียว
“จะ...เจ็บ เจ็บ เจ็บเจ็บ!!”
เหงื่อเย็นๆ ไหลออกมาเต็มหน้าของพี่สาม
เขารู้สึกว่าแขนของตัวเองเหมือนถูกคีมเหล็กหนีบเอาไว้อย่างแน่นหนาอย่าว่าแต่จะดิ้นออกเลย แค่อยู่เฉยๆ ตอนนี้กระดูกแขนทั้งท่อนก็แทบจะแหลกเละหมดแล้ว
“ไอ้ ไอ้หนู ปล่อยปล่อยมือก่อน! โอ๊ยย!!”
พี่สามตอนนี้พูดแทบจะไม่เป็นประโยคแล้วเขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าลูกไก่ตัวน้อยตรงหน้าเขาตัวนี้มันจะไปมีพละกำลังมหาศาลราวกับอสูรกายนั่นได้อย่างไร
หลินหยางยังคงเงียบเสียงอยู่เหมือนเดิมเขาทำแค่ใช้สายตาอันเย็นชามองไปที่พี่สามตรงหน้าที่กำลังเจ็บปวดจนพูดอะไรไม่ออกแล้วกับพวกโจรสลัดรอบที่กำลังตกใจจนเสียขวัญ
ไสหัวไป!!
พอหลินหยางสะบัดมือออกไป
ชายฉกรรจ์ขนาดใหญ่โตราวกับปราการเหล็กคนนั้นบุรุษผู้มีชื่อเสียงในกลุ่มโจรสลัดวายุทมิฬจนถูกเรียกว่าเป็นพี่สามของกลุ่มก็ถูกหลินหยางจับเหวี่ยงเป็นวงกลมราวกับกังหันลมสุดท้ายก็ถูกโยนทิ้งไปจนมีสภาพเหมือนกับกระสอบทรายขาดๆ ที่ถูกซ้อมอย่างหนักนอนกองอยู่บนพื้น
ตูม
กลุ่มคนที่ล้อมอยู่ก็วงแตกเพราะความตื่นตระหนกทันที
จากนั้นบรรยากาศโดยรอบก็เงียบสนิทอย่างกับป่าช้า
อะ... ไอ้หนูนี่มันโหดไปหน่อยรึเปล่า !
ขนาดพี่สามยังถูกมันเหวี่ยงเล่นแบบสบายๆเลยนะ!
หลินหยางลงมือแค่ทีเดียวก็ข่มขวัญพวกอันธพาลทั้งหมดทันที
เพียงแต่เหล่าโจรสลัดที่ปกติก็หากินด้วยมีดดาบกันอยู่แล้วนั้นก็ไม่ใช่พวกกระจอกขี้กลัวแต่อย่างใด
ความแข็งแกร่งของหลินหยางนั้นนอกจากจะไม่สามารถทำให้พวกมันหวาดกลัวได้แล้วมันกลับยิ่งไปกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธเกรี้ยวมากยิ่งกว่าเดิมด้วย
“มารดามันเถอะ สหายทั้งหลายจับอาวุธขึ้นมาแล้วกระทืบมันซะ!!”