สายลับเนโครแมนเซอร์แห่งสถาบันเวทมนตร์

    ตอนที่ 42 เรื่องราวของอาร์เซีย

    โอไรออน ดูแซลเบลด์

    บุตรชายคนที่สองแห่งราชวงศ์ดูแซลเบลด์


    แม้จะไม่ได้รับเลือกจากดาบศักดิ์สิทธิ์ แต่ฝีมือดาบของเขากลับเลิศล้ำจนแทบไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเทียบเคียงได้


    เมื่ออายุได้สิบแปดปี เขาออกเดินทางจากบ้านเกิด และสร้างวีรกรรมมากมายจนชื่อของเขาถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์


    เขาสังหารเนโครแมนเซอร์ผู้ควบคุมกองทัพอันเดดนับแสน


    ปราบผู้กล้าที่ทรยศต่อมนุษยชาติ


    พิชิตมหาดันเจี้ยน


    โค่นราชาปีศาจ


    และท้ายที่สุด...


    ได้รับการขนานนามว่า


    “นักดาบที่เก่งที่สุดของมวลมนุษยชาติ”


    ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยการต่อสู้

    เต็มไปด้วยการเดินทาง

    เต็มไปด้วยผู้คนที่ได้พบและจากลา

    แต่เมื่อถึงวาระสุดท้าย...

    โอไรออนกลับไม่มีอะไรต้องเสียใจ


    ไม่มีภารกิจที่ยังทำไม่สำเร็จ

    ไม่มีคำสัญญาที่ผิด

    ไม่มีสิ่งใดค้างคาอยู่ในใจ

    เขาจึงหลับตาลงพร้อมกับความรู้สึกว่า


    ชีวิตของตนเองจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว

    แต่เมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง...

    สิ่งแรกที่เห็นกลับไม่ใช่สนามรบ

    ไม่ใช่เพดานห้องพักของราชวงศ์

    และไม่ใช่โลกหลังความตาย


    แต่เป็น...


    เพดานไม้ธรรมดา ๆ


    “...”


    โอไรออนกะพริบตา


    เขาพยายามขยับร่างกาย


    แขนเล็ก


    มือเล็ก


    ขาเล็ก


    ทุกอย่างเล็กไปหมด


    “...เกิดอะไรขึ้น?”


    เสียงที่ออกจากปากก็ไม่ใช่เสียงของชายหนุ่มอีกต่อไป

    มันเป็นเสียงของเด็กสาว

    โอไรออนนิ่งไปนานหลายวินาที

    ก่อนจะค่อย ๆ ลุกจากเตียงและเดินไปหากระจก


    เด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนมองกลับมา

    เส้นผมสีเงินยาวสวย

    ดวงตาสีฟ้าคราม

    ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และน่ารักอย่างไม่น่าเชื่อ


    โอไรออนมองกระจก

    กระจกมองกลับมา

    เขายกมือขึ้น

    เด็กสาวในกระจกก็ยกมือขึ้นตาม


    “...”


    เขาแตะแก้มตัวเอง


    “...”


    เด็กสาวในกระจกแตะแก้มตัวเอง


    “นี่ฉันจริง ๆ เหรอ?”


    คำตอบคงไม่ต้องถามใคร

    เพราะเด็กสาวในกระจกกำลังทำหน้าเดียวกับเขาทุกประการ

    โอไรออนยืนนิ่งอยู่พักใหญ่

    ก่อนจะถอนหายใจ


    “เอาเถอะ”


    เขายักไหล่


    “เกิดใหม่ทั้งที...ก็ไม่คิดว่าจะได้เป็นเด็กผู้หญิง”


    ตอนแรกเขายอมรับว่า...

    ตกใจแทบแย่

    แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าการเกิดใหม่เสียอีก คือการที่เขาต้องใช้ชีวิตในร่างของเด็กสาว


    การพูด


    การแต่งตัว


    การไว้ผม


    แม้แต่การเดิน


    ทุกอย่างต้องระมัดระวังมากกว่าที่เคย

    ในช่วงแรกเขาแทบไม่รู้เลยว่าควรทำตัวอย่างไร

    โดยเฉพาะเวลาที่คนในบ้านเรียกเขาว่า


    “คุณหนูอาร์เซีย”


    ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้ โอไรออนจะต้องเตือนตัวเองในใจ

    ฉันคืออาร์เซีย

    ไม่ใช่โอไรออน

    ฉันเป็นเด็กสาว


    “คุณหนูคะ วันนี้จะใส่ชุดไหนดีคะ?”


    สาวใช้ถาม


    โอไรออนมองเสื้อผ้าตรงหน้า


    “ชุดไหนก็ได้”


    สาวใช้เงียบ


    “...”


    “...”


    “คุณหนูคะ”


    “ครับ?”


    สาวใช้กะพริบตา


    “ต้องพูดว่า ‘ค่ะ’ ค่ะ”


    โอไรออนชะงัก


    “...อ๋อ”


    เขากระแอมเบา ๆ


    “ค่ะ”


    “เก่งมากค่ะ”


    โอไรออนยิ้มแห้ง ๆ

    เรื่องแค่นี้ก็ต้องฝึกด้วยเหรอเนี่ย

    หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

    วิธีพูดแบบเด็กสาว


    วิธีนั่ง

    วิธีเดิน

    วิธีจัดผม

    วิธีเลือกเสื้อผ้า


    แม้แต่การแสดงสีหน้าบางอย่าง


    เรื่องที่น่าปวดหัวที่สุดคือ...


    เขาต้องพยายามจำว่าเวลาคุยกับคนอื่นควรใช้คำพูดแบบไหน


    ในอดีตเขาเป็นเจ้าชาย

    เป็นนักรบ

    เป็นคนที่สามารถยืนอยู่กลางสนามรบแล้วออกคำสั่งให้อัศวินนับพันทำตามได้

    แต่ตอนนี้...


    “คุณหนูคะ ช่วยยิ้มหน่อยได้ไหมคะ?”


    “ทำไม?”


    “วันนี้ท่านบารอนจะพาไปพบแขกค่ะ”


    “...”


    โอไรออนพยายามยิ้ม

    สาวใช้มองอยู่ครู่หนึ่ง


    “ดูน่ากลัวค่ะ”


    “...”


    เขาเงียบ

    ก่อนลองใหม่


    “แบบนี้?”


    “ดูเหมือนกำลังจะไปฆ่าใครค่ะ”


    “...”


    ฉันเคยฆ่าราชาปีศาจจริง ๆ นะ

    แต่พูดออกไปไม่ได้

    สุดท้ายเขาจึงต้องฝึกยิ้มหน้ากระจกอยู่หลายวัน

    จนกระทั่งในที่สุด...


    “แบบนี้สินะ”


    รอยยิ้มของเด็กสาวในกระจกดูอ่อนโยนและเป็นธรรมชาติ


    “อืม...”


    โอไรออนพยักหน้า


    “ไม่เลว”


    เขามองตัวเองในกระจกอีกครั้ง


    แล้วก็อดยิ้มไม่ได้


    “น่ารักจริงด้วย”


    เขาพูดกับตัวเอง


    ก่อนจะหยุดชะงัก


    “เดี๋ยวนะ”


    “ฉันกำลังชมตัวเองอยู่หรือเปล่า?”


    เขาหัวเราะออกมา


    ถึงจะน่าอายอยู่บ้าง...


    แต่ต้องยอมรับว่า


    การได้เป็นเด็กสาวก็ค่อนข้างสนุกดีเหมือนกัน


    โดยเฉพาะเวลาที่คนอื่นชมว่าน่ารัก


    โอไรออนในร่างอาร์เซียมักจะต้องพยายามเก็บสีหน้าเอาไว้


    ทั้งที่ภายในกำลังคิดว่า


    แน่นอนอยู่แล้ว


    ฉันเองยังคิดว่าน่ารักเลย


    แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตใหม่ของเขามีความสุขจริง ๆ กลับไม่ใช่รูปลักษณ์


    แต่เป็นครอบครัวใหม่


    ครอบครัวลูมินาเป็นขุนนางก็จริง


    แต่พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหราอย่างที่โอไรออนเคยจินตนาการ


    พ่อของอาร์เซียเป็นบารอนที่ออกไปตรวจพื้นที่ด้วยตัวเอง


    แม่ชอบทำอาหารและพูดคุยกับลูก ๆ ในตอนเย็น


    บ้านไม่ได้ใหญ่โตเท่าคฤหาสน์ของราชวงศ์


    แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ


    โอไรออนเคยมีครอบครัวในฐานะเจ้าชาย

    แต่ชีวิตในวังเต็มไปด้วยกฎระเบียบ หน้าที่ และการเมือง

    ที่นี่แตกต่างออกไป

    ไม่มีใครคาดหวังให้เขาเป็นวีรบุรุษ

    ไม่มีใครเรียกร้องให้เขาไปออกรบ

    ไม่มีใครสนใจว่าเขาจะสามารถฟันดาบได้เร็วแค่ไหน


    สำหรับพวกเขา...

    เขาเป็นเพียงอาร์เซีย

    ลูกสาวคนหนึ่งของครอบครัว

    และนั่นทำให้เขาค่อย ๆ ผูกพันกับพวกเขามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    ---


    เมื่อเริ่มปรับตัวได้ โอไรออนก็เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกปัจจุบัน


    เขาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์


    อ่านบันทึกสงคราม


    ตรวจสอบแผนที่


    ถามเรื่องอาณาจักรต่าง ๆ


    จนในที่สุดก็พบข้อมูลที่ทำให้เขานิ่งไป


    “อะไรนะ?”


    อาณาจักรดูแซลเบลด์...


    รวมเข้ากับจักรวรรดิไปแล้ว?


    โอไรออนเปิดหนังสือประวัติศาสตร์ด้วยความไม่อยากเชื่อ


    ห้าร้อยปี


    เวลาผ่านไปถึงห้าร้อยปีแล้ว


    เขานั่งนิ่งอยู่นาน


    ก่อนจะเปิดหน้าต่อไป


    “แล้วฉันล่ะ?”


    ไม่มี


    ไม่มีชื่อโอไรออน


    ไม่มีเรื่องราวการเดินทาง


    ไม่มีบันทึกว่าเขาเคยพิชิตมหาดันเจี้ยน


    ไม่มีแม้แต่บันทึกว่าเขาเคยฆ่าราชาปีศาจ


    “...”


    เขาเปิดหนังสืออีกเล่ม


    ก็ไม่มี


    อีกเล่ม


    ไม่มี


    โอไรออนเอนหลังพิงเก้าอี้


    “ห้าร้อยปีแล้วสินะ...”


    เขาหัวเราะเบา ๆ


    “สุดท้ายก็ไม่มีใครจำฉันได้เลย”


    แปลกดี


    ในอดีตเขาเคยคิดว่าชื่อของตัวเองจะคงอยู่ไปอีกนาน


    แต่เมื่อเวลาผ่านไป...


    แม้แต่วีรบุรุษก็กลายเป็นเพียงชื่อที่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์


    โอไรออนมองออกไปนอกหน้าต่าง


    ก่อนจะยิ้ม


    “ก็ดีเหมือนกัน”


    “แบบนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นใคร”


    เขาปิดหนังสือ


    และเริ่มใช้ชีวิตในฐานะอาร์เซียอย่างจริงจัง


    ---


    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว


    จากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ


    อาร์เซียเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ


    เธอเรียนหนังสือ


    ฝึกมารยาท


    เข้าสังคมกับขุนนางในละแวกใกล้เคียง


    และแน่นอน...


    ฝึกดาบ


    แม้จะต้องแอบฝึกในช่วงแรกก็ตาม


    ร่างกายของเธอยังเด็ก


    แต่ประสบการณ์ของโอไรออนไม่ได้หายไป


    ทุกครั้งที่จับดาบ


    ร่างกายจะค่อย ๆ จดจำสิ่งที่จิตใจรู้


    จังหวะเท้า


    การวางน้ำหนัก


    การควบคุมระยะ


    การอ่านสายตา


    การคาดเดาการเคลื่อนไหว


    ทั้งหมดค่อย ๆ กลับมา


    แต่ถึงอย่างนั้น อาร์เซียก็พบข้อจำกัดสำคัญอย่างหนึ่ง


    ร่างกายของเธอไม่ใช่ร่างเดิม


    “เฮ้อ...”


    หลังจากฝึกดาบเสร็จ อาร์เซียทรุดตัวลงนั่ง


    “ในหัวรู้ว่าต้องทำยังไง”


    เธอมองมือเล็ก ๆ ของตัวเอง


    “แต่ร่างกายตามไม่ทันจริง ๆ”


    เธอหัวเราะ


    “ช่างเถอะ”


    อย่างน้อยนี่ก็เป็นโอกาสให้เธอเริ่มต้นใหม่


    เธอไม่จำเป็นต้องรีบกลับไปเป็นโอไรออน


    เธอสามารถเป็นอาร์เซียได้


    และนั่นเอง...


    ทำให้เธอเริ่มชอบชีวิตนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ


    ---


    จนกระทั่งอายุครบสิบห้าปี


    ข่าวร้ายที่สุดในชีวิตก็มาถึง


    “อาร์เซีย”


    พ่อของเธอเรียกด้วยสีหน้าจริงจัง


    “มีเรื่องที่พ่ออยากคุยด้วย”


    อาร์เซียมองเขา


    “อะไรเหรอคะ?”


    พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง


    “ลูกต้องหมั้นกับลูกชายคนที่สองของไวเคานต์เคนตัน”


    “...”


    อาร์เซียค้างไป


    “ทำไม?”


    คำตอบทำให้เธอเข้าใจทุกอย่าง


    เกิดโรคระบาดขึ้นในเขตแดนของตระกูล


    ต้องใช้เงินจำนวนมากในการรักษาผู้คนและฟื้นฟูเมือง


    ครอบครัวกำลังจนตรอก


    การแต่งงานครั้งนี้จะนำเงินและเส้นสายจำนวนมากเข้ามาช่วยเหลืออาณาเขต


    อาร์เซียก้มหน้า


    เธอไม่ได้โกรธพ่อแม่


    ไม่ได้เกลียดพวกเขา


    เพราะเธอรู้ดีว่า...


    พวกเขาเองก็ไม่ได้ต้องการทำแบบนี้


    พวกเขาเพียงไม่มีทางเลือก


    แต่ในวันนั้น


    เวลานั้น


    วินาทีนั้น...


    อาร์เซียตัดสินใจทันที


    หนี


    คืนนั้น เธอเก็บสัมภาระอย่างเงียบ ๆ


    ไม่ได้ทิ้งจดหมายยาวเหยียด


    ไม่ได้ร้องไห้


    เพียงเขียนข้อความสั้น ๆ เอาไว้


    “เดี๋ยวกลับมาค่ะ”


    จากนั้นก็ออกจากบ้าน


    เป้าหมายของเธอชัดเจนมาก


    ดันเจี้ยน


    เธอไม่ได้หนีออกมาเพราะต้องการทิ้งครอบครัว


    แต่ต้องการหาเงิน


    ถ้าดันเจี้ยนหนึ่งได้เงินไม่พอ...


    ก็พิชิตสองแห่ง


    ถ้าสองแห่งยังไม่พอ...


    ค่อยคิดอีกที


    "นี่มัน..."


    อาร์เซียยืนอยู่หน้าทางเข้าดันเจี้ยนแห่งแรก

    เธอถอนหายใจ


    "นึกว่าจะยากกว่านี้เสียอีก"


    จากนั้นก็เดินเข้าไป

    ไม่นานนัก

    เสียงดาบปะทะกับสัตว์อสูรก็ดังขึ้น

    เคร้ง!

    ฉับ!

    ตู้ม!

    สำหรับคนทั่วไป ดันเจี้ยนคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยความตาย

    สำหรับอาร์เซีย...

    มันแทบไม่ต่างจากสถานที่ฝึกซ้อม

    เธอเคยผ่านสนามรบจริงมาแล้ว

    เคยต่อสู้กับกองทัพอันเดด

    เคยเผชิญหน้ากับผู้กล้าที่แข็งแกร่ง

    เคยฆ่าราชาปีศาจ

    ดังนั้นสัตว์อสูรในดันเจี้ยนจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอกังวล

    สิ่งเดียวที่ทำให้เธอกังวลคือ...


    "เงินจะพอไหมนะ?"


    หลังจากพิชิตดันเจี้ยนแห่งแรก

    เธอก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ

    ดังนั้นจึงไปต่อยังดันเจี้ยนแห่งที่สอง

    และสุดท้าย...

    อาร์เซียก็กลับบ้านพร้อมกับเงินจำนวนมหาศาล


    "นี่..."


    พ่อของเธอถึงกับพูดไม่ออก

    แม่เองก็ยืนอึ้ง


    "เอาเงินไปใช้รักษาชาวบ้านสิคะ"


    อาร์เซียยิ้ม


    "เรื่องการหมั้นไม่ต้องแล้วนะ"


    พ่อมองลูกสาว

    ก่อนจะถอนหายใจยาว


    "...ลูกไปทำอะไรมา?"


    อาร์เซียยิ้ม

    "ไปเที่ยวมาค่ะ"


    เมื่อทุกอย่างจบลง อาร์เซียคิดว่า...


    ในที่สุดชีวิตก็คงสงบเสียที

    แต่เธอคิดผิด

    เพราะไม่นานหลังจากนั้น...

    จดหมายฉบับหนึ่งก็มาถึง

    ตราประทับของสถาบันลูนาเรียอยู่บนหน้าซอง


    อาร์เซียเปิดอ่าน


    “...”


    เธออ่านซ้ำอีกครั้ง

    แล้วถอนหายใจ

    จดหมายเชิญเข้าสถาบันลูนาเรีย


    "ไม่เอา"


    คำตอบของเธอชัดเจนมาก

    "ฉันไม่ไป"


    คำตอบของเธอชัดเจนมาก

    เธอไม่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตในระบบการศึกษา

    เธอเคยเป็นเจ้าชาย

    เคยเป็นนักรบ

    เคยพิชิตดันเจี้ยน

    ตอนนี้เธอแค่อยากใช้ชีวิตสงบ ๆ


    แต่...


    พ่อกับแม่กลับตอบรับไปก่อนโดยไม่ถามเธอสักคำ


    “...”


    อาร์เซียยืนค้างอยู่กลางห้อง


    “พวกท่านตอบรับไปแล้ว?”


    พ่อพยักหน้า


    “แน่นอนสิ”


    แม่ยิ้ม


    “ลูกเก่งขนาดนี้ทั้งที ต้องไปเรียนที่ดี ๆ สิ”


    “แต่หนู—”


    “เตรียมของไว้ให้แล้วจ้ะ”


    “...”


    อาร์เซียเงียบ


    นี่มันไม่ใช่การถามความเห็นแล้วนี่


    สุดท้าย...


    ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมาก


    เอกสารถูกจัดเตรียม


    การสอบถูกสมัคร


    และอาร์เซียก็ต้องไปสอบ


    แน่นอนว่าเธอผ่าน


    ผ่านอย่างไม่มีปัญหา


    เพราะสำหรับคนที่เคยพิชิตมหาดันเจี้ยนและต่อสู้กับราชาปีศาจ การสอบเข้าสถาบันสำหรับเด็กอายุสิบหกปีแทบไม่ใช่เรื่องยาก


    แต่มีสิ่งหนึ่งที่อาร์เซียไม่ได้คาดคิด

    เธอไม่คิดว่า...

    ตัวเองจะถูกส่งเข้า ห้องเรียนพิเศษ


    “ทำไมต้องห้องนี้ด้วย...”


    อาร์เซียยืนอยู่หน้าประตูห้องเรียน

    ในมือกำเอกสารแน่น

    เธอมองป้ายห้อง

    จากนั้นถอนหายใจ


    “ชีวิตสงบ ๆ ของฉัน...”


    เธอยกมือกุมขมับ


    “จบแล้วสินะ”


    แต่ถึงจะบ่นแบบนั้น...

    มุมปากของเธอกลับยกขึ้นเล็กน้อย

    เพราะลึก ๆ แล้ว...

    เธอก็รู้สึกตื่นเต้น

    ห้าร้อยปีผ่านไปแล้ว

    โลกที่เธอเคยรู้จักเปลี่ยนแปลงไปมากมาย

    และสถาบันแห่งนี้อาจมีสิ่งใหม่ ๆ ให้เธอได้เรียนรู้อีกมาก


    อาร์เซียเปิดประตู

    ก้าวเข้าไป

    และในวันนั้นเอง...

    เรื่องราวบทใหม่ของอดีตนักดาบที่เก่งที่สุดของมนุษยชาติในร่างเด็กสาววัยสิบหกปีจึงได้เริ่มต้นขึ้น

    คล้ายกับเรื่องสายลับเนโครแมนเซอร์แห่งสถาบันเวทมนตร์ ที่คุณอ่าน