อุ้งมือของเขากอบกำเนื้อดินูเาอยู่เป็ครู่แล้วจึงได้ปล่อยให้มันร่วงพรูลงขณะที่แซมยึดมืออยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่มมาตามถนนบังเกิดความสงสัยอยู่ในใจ ว่าใครเปิดประตูใหญ่ทางเข้าสู่ไร่ค้างไว้ ปกติแล้วไร่“รุทเลดจ์ เอสเตท” จะไม่เปิดให้ใครเข้าเยี่ยมชมทั้งสิ้นและผู้ที่มาท่องเที่ยวในถิ่นนี้มักจะประสบความผิดหวังเนื่องจากความจํากัดในเื่นี้
เขามองไปยังเส้นทางที่คดเคี้ยวบนไหล่เขาแล้วก็ได้เห็นบูอิคแวนสีเขียว-ขาวคนหนึ่ง ซึ่งกําลังวิ่งมาบนเส้นทางสายนั้นฝุ่นม้วนตัวเป็ก้อนอยู่ทางด้านหลังเสียงเครื่องยนต์ที่ไม่สม่ำเสมอทําลายความสงัดเงียบของบรรยากาศอยู่
แซมจํารถที่มีอายุกว่าสิบปีคันนั้นได้แม้จะไม่เห็นป้ายที่เขียนไว้ข้างรถว่า “รีเบคก้า’ส ไวน์ยาร์ด”เพราะทั้งหุบเขาแห่งนี้จะมีรถแบบนี้อยู่เพียงคันเดียวซึ่งเป็ของเลน ดอจเกอตี้ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ดินจํานวนสิบเอเคอร์ที่ดอจเกอตี้ตั้งชื่อว่าไร่องุ่น“รีเบคก้า’ส ไวน์ยาร์ด” นั่นเอง
ซึ่งครั้งหลังสุดที่แซมได้เห็นสภาพของไร่องุ่นแห่งนั้นมันรกรุงรังด้วยเถาองุ่นที่พาดพันกันอย่างไร้ระเบียบ น่าจะเรียกว่าป่าองุ่นมากกว่าแต่เขาก็ไม่ได้แปลกใจกับสภาพของไร่ที่ได้เห็นแม้แต่น้อย เพราะเลน ดอจเกอตี้เพียงแต่ใช้อาชีพทําไร่องุ่นบังหน้า ส่วนอาชีพที่แท้จริงของเขาคือการดื่มเหล้าแล้วก็ก่อการวิวาทอยู่ตลอดเวลา
เขาเป็บุคคลไร้ประโยชน์ที่สุดในความรู้สึกของแซมและไม่ได้รู้สึกเห็นใจกับปัญหาทางด้านการเงินที่ดอจเกอตี้ประสบอยู่เลยด้วยซ้ำความรู้สึกดังกล่าวปรากฏอยู่ในสีหน้าเมื่อบูอิคคันนั้นหยุดลงด้วยอาการกระชากกระชั้นกลุ่มฝุ่นที่ลอยตัวฟุ้งขึ้นแทบจะบดบังไว้ก่อนที่สายลมจะพัดพาผ่านไป
“หล่อนอยู่ไหนล่ะ” เลน ดอจเกอตี้ชะโงกหน้าออกมาถามด้วยน้ำเสียงตะคอก สีหน้าของเขาในยามนี้บอกความเกรี้ยวกราดอยู่“เฮ้ย...ตอบเสียทีสิโว้ย ว่าหล่อนอยู่ไหน”
“คุณคงจะหมายถึงแคทเธอรีนสินะ”ั้แ่วัยเด็กมาแล้วที่แซมเรียกขานย่าของตนเองชื่อต้น ขณะที่เข้าไปใกล้นั้นเขาไม่จําเป็ต้องเดาเหตุผลว่าเพราะเหตุใดดอจเกอตี้จึง้าพบย่า เพียงแค่เดาจากสีหน้าก็พอจะรู้ได้
“แกรู้ดีกว่าใครว่าฉันหมายถึงใคร”ดอจเกอตี้ตอบเสียงกร้าวพร้อมกับหรี่ตาลง“และฉันขอพูดให้แกรับรู้ไว้เหมือนที่ฉันพูดกับหล่อนนั่นแหละว่าหล่อนไม่มีอํานาจอะไรที่จะมาเอาที่ดินผืนนั้นไปจากฉันได้”เขาเมินหน้าไปเสียทางหนึ่งอันเป็นิสัยที่ไม่เคยประสานสายตากับใครได้นาน“ไร่องุ่นนั่นมันของฉัน แกไม่มีสิทธิ์ที่จะมายึดครอง”
“แต่ผมว่า...ไม่ว่าคุณจะไปถามทนายความคนไหนในเมืองนี้เขาก็จะต้องให้คําตอบอีกอย่างหนึ่งนะดอจเกอตี้”แซมตอบออกไปในทันที “คุณกู้เงินไปจากรุทเลดจ์ เอสเตท แล้วก็เอาที่ดินผืนนั้นมาค้ำประกันไว้ในเมื่อจนป่านนี้แล้วคุณก็ยังหาเงินจํานวนนั้นมาใช้คืนไม่ได้ เราก็ต้องยึดที่ดินเื่มันก็ง่าย ๆ แค่นั้น แล้วก็ยังเป็การกระทําที่ถูกกฎหมายด้วย”
“ไอ้กฎหมายฉ้อโกงน่ะสิ”ดอจเกอตี้ร้องอย่างเดือดดาลก่อนจะกระชากรถออกจากที่นั้น
แซมมองกลุ่มฝุ่นที่ลอยตัวขึ้นบดบังจนกระทั่งรถคันนั้นลับหายไปจากสายตาเขาถอดหมวกออกยกขึ้นเสยเรือนผมสีน้ำตาลที่ค่อนข้างหนาอันที่จริงเขาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าดอจเกอตี้จะต้องแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้แต่ความขุ่นเคืองของแซมที่มีต่อชายผู้สูงอายุผู้นี้ อยู่ตรงที่ว่าดอจเกอตี้ทิ้งที่ดินผืนนั้นไว้ราวกับมันเป็สิ่งไร้ค่า
ครั้งหนึ่งที่ดินจำนวนสิบเอเคอร์นั้นเคยเป็สมบัติของรุทเลดจ์ เอสเตท มาก่อนเมื่อประมาณหกสิบปีก่อน พ่อของดอจเกอตี้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทิ้งภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ไว้โดยไม่มีทั้งเงินและที่อยู่อาศัยด้วยความสงสารและความสํานึกว่ามันเป็หน้าที่แคทเธอรีนได้ยกบ้านหลังหนึ่งกับที่ดินสิบเอเคอร์ให้แม่หม้ายผู้นั้นได้อยู่อาศัยและทํากินต่อไป
เท่าที่แซมจําได้สมัยนั้นที่ดินดังกล่าวก็ยังรวมอยู่ในที่ดินของรุทเลดจ์ เอสเตทเขายกหมวกขึ้นสวมเหลือบตามองดวงอาทิตย์ ใน่เวลานี้ถ้าดอจเกอตี้ไปที่บ้านก็จะพบแคทเธอรีนนั่งอยู่กับพ่อเฒ่าคล้อดแน่
แซมปีนขึ้นไปบนจี๊ปห่อร่างซึ่งมีความสูงหกฟุตหนึ่งนิ้วเข้าไปในที่นั่งคนขับแล้วก็พารถออกไปในเส้นทางเดียวกันกับดอจเกอตี้แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะต้องรีบไปให้ความช่วยเหลือย่าแต่อย่างใด แม้ทุกวันนี้แคทเธอรีนจะอยู่ในวัยเก้าสิบแต่นางก็ยังมีความสามารถที่จะจัดการกับเลน ดอจเกอตี้ ได้อย่างดีไม่ใช่แต่ดอจเกอตี้คนเดียว จะเป็ใครก็ตามที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมด้วยแล้วแคทเธอรีนรุทเลดจ์ สามารถจัดการได้โดยง่ายทั้งสิ้น
ร่มเงาของต้นอบเชยช่วยให้ลานดินที่อยู่ด้านนอกของไร่องุ่นรุทเลดจ์เอสเตท เย็นชื่นกว่าบริเวณอื่นและที่ใกล้กันนั้นคือที่ตั้งของโรงงานขนาดสามชั้นครึ่งซึ่งสร้างมากว่าร้อยปีอันงามสง่ายอดหลังคาทรงกลมเหมือนถ้วยคว่ำนั้นคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความสง่าและศักดิ์ศรีของตระกูล
ประตูไม้บานคู่ขนาดมหึมาคือทางเข้าสู่โรงงานต้มกลั่นสุราขณะที่บานหนึ่งเปิดกว้างอยู่ และจากประตูบานนี้เองที่แคทเธอรีน รุทเลดจ์เดินผ่านออกมามีไม้เท้าสีดําหัวเงินเป็เครื่องช่วยในทุกย่างก้าวนางเป็ผู้หญิงร่างแบบบาง น้ำหนักตัวไม่ถึงร้อยปอนด์ แต่ท่าทางเดินนั้นสง่างามนักและเพราะ่ไหล่กับแผ่นหลังที่ตั้งตรงนี้เองที่ทําให้ผู้คนวิจารณ์นางอยู่ลับหลังว่า กระดูกสันหลังของนางนั้นทําด้วยเหล็ก
คล้อด บรูซซาร์ดผู้อ่อนวัยกว่าแคทเธอรีนสิบห้าปีเดินเคียงข้างมาด้วยเขาดํารงตําแหน่งผู้จัดการโรงงานกลั่นเหล้าองุ่นให้รุทเลดจ์ เอสเตทมานับแต่วันที่กฎหมายห้ามต้มกลั่นและจําหน่ายสุราถูกยกเลิกไป
บุรุษวัยเจ็ดสิบห้าผู้นี้เป็ชาวฝรั่งเศสโดยกําเนิดรูปร่างล่ำสัน มือไม้ใหญ่โต ไหล่กว้าง และที่ราวจะใหญ่กว่าไหล่คือแผงอกวัยที่ผ่านไปทําให้หน้าท้องพองยื่น เรือนผมพลอยเปลี่ยนเป็สีเทาตามวันวัยไปด้วย
แต่ท่าทางเดินเหินของเขานั้นก็เช่นเดียวกับแคทเธอรีนคือฝีเท้าที่หนักแน่นมั่นคงบ่งบอกถึงความแข็งแรงของร่างกายที่มิได้เสื่อมถอยลงแม้วัยจะผ่านไป
เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมานี้เองเขาได้แสดงพละกำลังมหาศาลของตนเองให้เป็ที่ประจักษ์เมื่อถังเหล้าองุ่นขนาดใหญ่ใบหนึ่งกลิ้งลงจากฟอร์คลิฟต์ และคล้อดได้เข้าไปแบกลังใบนั้นเอาขึ้นวางบนฐานรองรับได้ราวกับมันเป็ถังธรรมดาที่ไม่ได้มีความจุขนาดสามสิบแกลลอนเลย
“เมื่อเช้านี้มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อเฟอร์กูสันมาที่โรงงาน”เขารายงานให้แคทเธอรีนรับทราบ“เขาซื้อไร่องุ่นจากคูเปอร์ไว้และตอนนี้อยากจะเอาองุ่นของเขามาขายให้เรา”
“ไม่เข้าเื่” แคทเธอรีนตอบออกไปทันทีสําเนียงของนางยังแฝงความเป็ชาวยุโรปอยู่“เราจะไปซื้อองุ่นของเขาได้ยังไงในเมื่อไม่รู้ว่าพันธุ์มันดีเลวขนาดไหนองุ่นทุกต้นที่ขึ้นอยู่ในไร่ของเรา ฉันปลูกมาด้วยมือตัวเองทั้งนั้นบํารุงรักษามันมาอย่างดีั้แ่ต้นยังอ่อนจนแก่พอมีลูกให้เราได้คุณก็รู้ว่าเหล้าองุ่นรุทเลดจ์น่ะจะกลั่นจากองุ่นในไร่ของรุทเลค์จเท่านั้นถ้านายคนนั้นมาที่นี่อีกละก้อบอกเขาไปตามนี้ด้วย”
“ครับผม มาดาม” คล้อด บรูซซาร์ดพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเต็มที่
เขาเรียกขานแคทเธอรีนว่า “มาดาม”มาั้แ่ครั้งยังเด็กเมื่อพบกันครั้งแรกในฝรั่งเศส และไม่เคยเรียกว่า“มาดามรุทเลดจ์” ยิ่ง “แคทเธอรีนแล้วราวจะเป็ชื่อต้องห้ามที่เขาไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ทีเดียว สําหรับเขาแคทเธอรีนคือ “มาดาม” ง่าย ๆ สั้น ๆ เพียงแค่นั้น
มันจึงมิใช่เื่ผิดปกติธรรมดาแต่อย่างใดที่บุคคลในวงการอุตสาหกรรมผลิตเหล้าองุ่น จะเรียกเหล้าองุ่นภายใต้ตรารุทเลดจ์เอสเตท ว่า “มาดาม’ส ไวน์”
่ระยะสิบปีหลังของการยกเลิกกฎหมายฉบับห้ามผลิตและจําหน่ายสุรานั้นคําเรียกขานดังกล่าวคล้ายจะเป็การหยันเยาะที่นางผลิตเหล้าองุ่นแดงออกมาแข่งขันกับเหล้าองุ่นบอร์ด๊วกซ์อันมีชื่อเสียงของฝรั่งเศส