"พี่วายุ ๆ ... พี่วายุเปิดประตู" เสียงทุบประตูทางเข้าจากด้านนอก เป็เสียงของการะเกดและเมฆ
"พี่หายไปไหนมาเป็ชั่วโมงคะ การะเกด พี่เมฆและคนในบ้านออกตามหาพี่ให้ทั่ว" การะเกดพรวดเข้ามาจับมือวายุด้วยความเป็ห่วง หลังจากที่คนงานพังประตูห้องพระเข้ามาได้
"แล้วพ่อว่าไงบ้าง"
"คุณพ่อไม่พูดอะไรครับพี่ ผมพยามยามถามหาพี่ คุณพ่อก็ได้แต่ส่ายหน้าและกลับไปที่ห้องนอน"
"พี่จะไปคุยกับพ่อให้จบ"
"พี่อย่าพึ่งไปรบกวนคุณพ่อตอนนี้จะดีกว่าครับ เมื่อกี้ป้านงเยาว์พึ่งเอายาไปให้คุณพ่อทาน ตอนนี้ท่านน่าจะหลับพักผ่อนไปแล้ว" เมฆดึงแขนวายุไว้ขณะที่วายุกำลังจะเดินออกจากประตูห้องพระ
"ปล่อยพี่เมฆ"
"ผมขอนะครับพี่ พ่อป่วยมาหลายปีแล้ว" เมฆพาวายุมานั่งที่โต๊ะในศาลาไม้หลังเก่าติดกับห้องพระ เขาเล่าว่า่นั้นเศรษฐกิจของประเทศกำลังย่ำแย่ ราคาน้ำมันและพลังงานกลางทั้งหมดทั่วโลกตกต่ำอย่างน่าใ ปรเมศวร์พยายามแก้ไขสถานการณ์ทุกวีถีทาง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ต่อมาแม่ของเมฆก็มาด่วนจากไป ทำให้ปรเมศวร์ตรอมใจและล้มป่วยในที่สุด
"ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้วครับพี่วายุ" เมฆกำหมัดแน่น ตาแดง และพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ตอนนี้ใครดูแลงานแทนพ่อทั้งหมด" วายุตบบ่าเมฆเบา ๆ และกุมหมัดน้องชายเอาไว้ด้วยความเป็ห่วง
"คุณอาวรงค์ครับ"
"ใครคือคุณอาวรงค์" วายุถามเมฆด้วยความสงสัย เพราะเท่าที่จำได้นภาแม่ของเขาไม่เคยพูดถึงคนคนนี้ให้เขาฟังเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เมฆเล่าต่อว่า หลังจากที่เกษรแม่ของเมฆจากไป ปรเมศวร์ก็ไม่เป็อันทำอะไร วัน ๆ เอาแต่ดื่มเหล้า นานครั้งจะเข้าไปดูที่บริษัทจนกรรมการบริหารเริ่มจะเอือมละอา ่เวลานั้นวรงค์ซึ่งปรเมศวร์เล่าว่าเป็ญาติห่าง ๆ ก็เข้ามาและช่วยดูแลบริษัทแทนปรเมศวร์มาจนถึงปัจจุบัน
รุ่งขึ้นวายุรีบจัดแจงข้าวของและแต่งตัวเพื่อเดินทางไปที่บริษัท โดยมีเมฆไปด้วย
"การะเกดล่ะ"
"แม่การบูรคนสวยยังนอนคุดคู้อยู่เลยครับพี่ เมื่อคืนสงสัยหนักอีกตามเคย" เมฆส่ายหน้ากับแม่ผีเสื้อราตรีรายนี้
ทั้งสองจึงออกเดินไปยังบริษัทสุบรรณฤทธา ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางตัวเมืองกรุงเทพฯ เมื่อมาถึง พนักงานทุกคนต่างทักทายเมฆด้วยความเคารพในฐานะลูกชายของผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทแห่งนี้ แต่ก็อดไม่เหลียวมองชายหนุ่มคนที่เดินข้าง ๆ เมฆไม่ได้เลยโดยเฉพาะพนักงานสาว ๆ
"สงสัยเป็คู่จิ้นของคุณเมฆแน่เลย เฮ้อ...เสียดาย" พนักงานสาวรายหนึ่งมองตามชายหนุ่มทั้งสองและบ่นตัดพ้อกับเพื่อน ๆ หน้าเคาท์เตอร์ต้อนรับของบริษัท
"ว่างมากนักหรืออย่างไรพวกเธอ นินทาจ้าวนายระวังจะอยู่ไม่นานนะ" เสียงตวาดดังมาจากด้านหลัง จะเป็ใครไปไม่ได้เลยนอกจากยุพินสาวสองผู้เป็หัวหน้าฝ่ายต้อนรับของบริษัท
"สวัสดีค่ะคุณเมฆ วันนี้พาหนุ่มหล่อที่ไหนมาเยี่ยมบริษัทคะ" ยุพินยิ้มและถามตามมารยาท แต่แฝงไปด้วยความสงสัยและเหน็บแนม
"ทายาทของสุบรรณฤทธาคนต่อไปครับพี่ยุพิน" เมฆยิ้มและตอบกลับยุพินด้วยเสียงนุ่มนวลก่อนทั้งสองจะเดินเข้าลิฟท์ไปยังชั้นสูงสุดของบริษัท
ยุพินสีหน้าซีดเผือด อึ้งไปสักพัก และกลับมายังเคาท์เตอร์ต้อนรับ "โชคดีนะยังไม่ถูกไล่ออก"
"เป็อะไรหรือคะพี่ยุพิน" สาว ๆ ที่เคาท์เตอร์ต้อนรับต่างถามด้วยความสงสัย
"จะใครซะอีกล่ะ ก็คุณวายุลูกชายคนโตต่างแม่ของคุณเมฆน่ะสิ เกือบซวยแล้วสิ"
"ก็หัวหน้าเล่นไปถามคุณเมฆแบบนั้น ถ้าเป็หนู..."
"แกจะทำไมนังหมวย" ยุพินตวาดใส่หมวยพนักงานต้อนรับสาว
"ก็ไม่ทำไมหรอกค่ะหัวหน้า แค่อยากเป็แฟนของว่าที่เ้าของบริษัทเท่านั้นเองค่ะ"
"ฝันสูงนะเธอ ข้ามศพฉันไปก่อนเถอะ" ยุพินไล่พนักงานทั้งหมดกลับไปทำงานตามปกติ
เมื่อออกจากลิฟท์มาถึงชั้นบริหาร เมฆพยายามมองหาอะไรบางอย่างตามทางเดิน วายุเกิดความสงสัยในพฤติกรรมของน้องชาย
"หาอะไรอยู่เมฆ"
"รูปพญาครุฑครับพี่" เมฆเล่าให้ฟังปกติแล้วจะมีรูปพญาครุฑใหญ่สุดติดอยู่ที่หน้าทางออกลิฟท์และรูปเล็ก ๆ จะติดตามกำแพงข้างทางเดินจนถึงบอร์ดบริหาร
"มาที่นี่ครั้งล่าสุดเมื่อไร" วายุถามด้วยความสงสัย
"สองปีที่แล้วครับ พี่วายุถามทำไม"
ในระหว่างที่วายุและเมฆกำลังหยุดคุยกันอยู่ มีสาวสวยนางหนึ่งเดินมาดมั่นออกมาจากห้องผู้บริหารสูงสุดและตรงมายังทั้งสอง วายุััได้ถึงกลิ่นอายดอกไม้หอมอบอวล แต่แฝงไปด้วยความลึกลับ เขาเหลือบมองไปยังเมฆที่ไม่ได้สติเหมือนมีอะไรบางอย่างสะกดไว้ เขาตบบ่าน้องชายเพื่อเรียกสติกลับมาอีกครั้ง
"สวัสดีค่ะคุณเมฆ และคุณวายุ คุณวรงค์กำลังรออยู่ที่ห้องค่ะ"
"ขอบคุณครับคุณ...เอ่อ..."
"รุจีค่ะ เป็เลขาคนใหม่ของคุณวรงค์ค่ะ" รุจียิ้มและตอบกลับเมฆ แต่สายตาของเธอกลับจดจ่ออยู่ที่วายุ ก่อนจะพาทั้งสองมายังห้องของวรงค์
"ไงหลานรักทั้งสอง กี่ปีแล้วไม่ได้มาที่นี่ ดูสิรุจีหล่อกว่าฉันตอนสมัยหนุ่ม ๆ เสียอีก" วรงค์โผเข้ากอดหลานทั้งสองด้วยความเอ็นดู
"อ๊ะะะะ" วายุเจ็บแปลบและผงะทันที หลังมือของวรงค์ััโดนที่ไหล่
"สงสัยหลานคงเหนื่อยจากอาการาเ็เมื่อวันก่อน" วรงค์มองไปที่วายุก่อนเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน
วายุสงสัยในคำพูดของวรงค์ทั้งที่เื่อาการาเ็รู้เพียงแค่เมฆและป้านงเยาว์ แต่อีกใจนึงคิดว่าคงไม่แปลกอะไร สายข่าวของสุบรรณฤทธาก็ใช่ว่าจะไม่มี
วรงค์เล่าให้ทั้งสองฟังว่า ปัจจุบันสถานการณ์ของธุรกิจพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะในบริษัทนั้นไม่ค่อยสู้ดีนัก บริษัทประสบกับภาวะขาดทุนและเป็หนี้หลายล้านล้านบาท เพราะราคาพลังงานที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้บอร์ดบริหารเริ่มจะถอดใจและเทขายหุ้นของตนออกไปเรื่อย ๆ หากไม่ทำอะไรบางอย่างบริษัทอาจต้องปิดตัวลงในไม่ช้านี้
"แล้วรูปพญาครุฑที่ติดอยู่หน้าประตูลิฟท์และตามทางเดินหายไปไหนครับอา" วายุสวนกลับวรงค์ด้วยความสงสัย
"ทั้งหมดทางบริษัทส่งไปให้กรมศิลปากรซ่อมแซมอยู่ค่ะคุณวายุ" รุจีตอบกลับอย่างรวดเร็วในขณะที่วรงค์นิ่งกับคำพูดของวายุอยู่พักหนึ่ง
"แล้วเมื่อไรหลานจะกลับมาช่วยอาทำงาน อาจะได้พาไปแนะนำกับบอร์ดบริหารคนอื่น ๆ" วรงค์มองไปที่ทั้งสอง
"รอให้พี่วายุอาการดีขึ้นกว่านี้ดีกว่าครับอา" ทั้งสองพูดทิ้งท้ายก่อนจะขอลาวรงค์เพื่อกลับบ้าน
"อาฝากความคิดถึงพี่ปรเมศวร์ด้วยนะเมฆ"
"แล้วจะเอายังงัยต่อดีเพคะท่านพี่ ดูเหมือนว่ามันจะได้ร่างสถิตไปแล้ว" น้ำเสียงเ็าของหญิงสาวไม่ทราบที่มาดังก้องบริเวณทางเดินบอร์ดบริหาร
"เ้าก็รู้หน้าที่ดีนี่น้องหญิง อย่าทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวัง"
"เสียดาย..."
โปรดติดตามตอนต่อไป