Pioneer Era

    ตอนที่ 55 เรื่องเล่าของ [ซุนไกท์]

    ***ชายพลังกล้าม [ซุนไกท์]

    พอเห็นอสูรเขาคู่เพศหญิงจับเฮเดสทุ่มได้ราวกับเศษกระดาษ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความต่างของพลังที่พวกข้ามี

    แต่จะให้ยอมถอยแค่นี้ไม่ได้

    ศักดิ์ศรีของชนเผ่ากอลิล่าที่มากด้วยพลังกายของข้า มันกำลังร่ำร้องดังก้องว่า [อย่ายอมแพ้!] อยู่

    “ (ต้องหาเหยื่อมากกว่านี้… ต้องแสดงให้พวกอสูรกายเห็น ว่าพวกเราเองก็แข็งแกร่งไม่แพ้พวกเขา!) ”

    เพราะเหตุนี้ข้าจึงออกตัววิ่งไปแถวหน้าของกลุ่มแทนเจ้าไพไรต์

    แต่ทว่าเส้นทางเดินภายในถ้ำอันมืดมิด กลับไม่มีวี่แววของศัตรูปรากฏให้เห็นสักตัว

    จนกระทั้ง…



    "ข้างหน้ามีศัตรูอยู่เป็นฝูงเลยค่ะ"

    อสูรแมลง [แฟต] พูดออกมาเช่นนั้น

    ซึ่งสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง

    ตรงหน้าของพวกเรามีดินถล่มลงมาปิดเส้นทางของอุโมงค์เอาไว้

    โชคดีที่ผนังทางขวามีเส้นทางไปต่อ

    แต่รูกว้างบนผนังนั้นไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากสิ่งมีชีวิตบางอย่างขุดมันขึ้นมา

    ซึ่งขนาดของมันสูงถึงสิบห้าเมตรได้

    เพียงแค่จินตนาการถึงตัวตนที่ขุดมันขึ้นมา ก็พอจะเดาขนาดร่างกายของมันได้แล้ว

    " (จะมีอะไรรออยู่กันนะ?) "

    พวกเราเดินผ่านรูที่ผิดธรรมชาติด้วยความคิดเช่นนั้น



    สิ่งที่พวกเราพบ ณ อีกฟากของรูกว้าง คือดินแดนที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่

    เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่บนพื้นที่กว้างขวาง

    มันใหญ่โตเทียบเท่ากับเมือง เมืองหนึ่งเลยทีเดียว

    เมืองแห่งนี้ถูกทำให้สว่างด้วยแสงไฟนวลที่คล้ายแสงพระจันทร์

    แสงเหล่านั้นมาจากเสาขนาดเล็กที่ติดตั้งเรียงรายตามทางเดินหินโดยรอบของตัวเมือง

    อาคารโดยรอบของเมืองเองก็มีหน้าตาสีสันบาดตาราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย

    มีตั้งแต่โครงสร้างใหญ่โตที่ทอดยาวต่อเนื่อง วงแหวนที่เรียงต่อเนื่องกันคล้ายกับอุโมงค์ลอยอยูใจกลางอากาศ พื้นดินที่ถูกปูด้วยหินสวยงาม และต้นไม้นานาพรรณที่ขึ้นอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกกำหนดเอาไว้

    ไม่เพียงแค่เฉพาะตัวอาคารที่ดูแปลกประหลาด แต่ตำแหน่งของพวกมันที่สร้างลงไปเองก็ประหลาดไม่แพ้กัน

    เพราะว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นไล่ตั้งแต่จากพื้น ไต่ไปตามกำแพงที่โค้งมน และไต่ไปจนถึงเพดานโค้งด้านบนเลยทีเดียว

    ราวกับว่าในอดีตเคยมีคนอาศัยอยู่ตามกำแพงและบนเพดานด้วยเช่นนั้น



    ที่ใจกลางของห้องโถงมีทะเลสาบขนาดใหญ่ตั้งปรากฏอยู่

    ทะเลสาบนั้นเต็มไปด้วย [ดอกบัวเฮเดส] จำนวนมาก

    [ดอกบัวเฮเดส] คือดอกบัวที่ขึ้นได้ทุกสภาพแวดล้อม แต่จะชอบน้ำที่มีฤทธิ์เป็นกรดมากเป็นพิเศษ

    มันเป็นพืชสวยงามที่มีใบสีดำแผ่กว้างราวหนึ่งเมตร และมีแกนกับเกสรสีแดงตรงใจกลาง

    เห็นสวยงามแบบนี้ แต่มันเป็นพืชจำพวกกินสัตว์นะเออ

    มันจะใช้กลิ่นหอมที่ลอยโชยดักจับสัตว์เล็ก แล้วใช้ระยางรอบเกสรแทงลงบนร่างเหยื่อ ก่อนจะหุบใบลงเพื่อย่อยสลายมันด้วยน้ำย่อยที่ร้อนระอุราวกับเปลวไฟ

    ฟังดูอันตราย แต่ถ้าไม่เข้าไปใกล้พวกมัน มันก็ไม่ยุ่งกับพวกเราหรอก

    ถึงปกติจะมีพวกชอบลองของอยากเด็ดใบของมันมากินก็ตามทีอะนะ

    ใช่แล้ว ส่วนกลีบของ [ดอกบัวเฮเดส] มันใช้กินได้

    แถมอร่อยมากด้วย

    ที่พวกมันได้ชื่อว่า [ดอกบัวเฮเดส] เป็นเพราะว่ามันคืออาหารจานหลักของ [เฮเดส] นั่นละ

    ข้าสามารถมองเห็นฝูงเฮเดสที่กำลังกัดกินดอกบัวสีดำอย่างเอร็ดอร่อยได้จากตรงนี้

    ระยางของพวกมันดูไร้ค่าต่อหน้าผิวที่หยาบกร้านกับกระดองสีขาวของมัน

    เพราะมันแทงไม่เข้า...



    ข้ากลับมามองภาพรวมของทะเลสาบอีกครั้ง

    ขนาดของทะเลสาบนั้นกว้างถึงครึ่งหนึ่งของเมืองแห่งนี้

    พวกเฮเดสที่ทำรังตรงกลางทะเลสาบนั้น มีขนาดตัวอยู่ที่ราว 3 เมตร ขึ้นไป

    มีตัวขนาด 7-8 เมตรประปรายเล็กน้อย

    และมีตัวขนาด 15 เมตรกับ 14 เมตรอยู่อีกอย่างละตัว

    ตัวขนาด 15 เมตร คือเพศผู้ ส่วนตัวขนาด 14 เมตร คือเพศเมีย

    "เจ้านั่นคือจ่าฝูงแน่นอน…"

    เพราะว่าตัวขนาด 15 เมตร กับ 14 เมตร ตรงนั้น มันมีขนาดกระดองกับสินแร่กองอยู่ข้าง ๆ เป็นจำนวนมาก

    มันสูงเทียบเท่ากับภูเขาขนาดย่อมเลยละ

    เท่าที่ข้ารู้มานั้น เห็นว่าเฮเดสเป็นสัตว์ที่ชอบสะสมของที่ส่องประกายแสงได้

    ก็ไม่รู้ว่ามันทำเพื่ออะไรเหมือนกัน---



    ---"ทำเพื่อเป็นการแสดงอำนาจของพวกมันนะ…"

    "สมกับเป็นไพไรต์ ช่างฉลาดรอบรู้ยิ่งนัก! "

    "มันเรื่องพื้นฐานที่แม้แต่เด็กยังรู้เลยนะเฟ้ย! "

    จริงดิ?

    “…”

    งั้นขอเล่าต่อละนะ---



    ---“ค่อย ๆ เดินไปอย่างเงียบ ๆ กันเถอะ”

    “ไม่สู้หรือไพไรต์? ”

    “ถ้าอยากสู้ก็ไปคนเดียวแล้วกัน...”

    สงสัยว่าไพไรต์จะยอมตัดใจจากบททดสอบของเทพเจ้าในรอบนี้ไปแล้วแฮะ

    แต่ทว่ากล้ามเนื้อของข้ามันกำลังเต้นอย่างเลือดเดือด เพราะอยากหาที่ระบายออกไปจะแย่อยู่แล้วนะ!

    “เอาเถอะ ความปลอดภัยต้องมาก่อนละนะ”

    ข้าคิดเช่นนั้น

    สุดท้ายเลยเลือกเดินตามไพไรต์ไปอย่างเงียบ ๆ โดยเก็บความต้องการที่แท้จริงเอาไว้อยู่ในใจแทน

    ในตอนนั้นเองที่ข้าบังเอิญหันไปเห็นแสงสีแดงที่ฉายลงมาตรงพื้นพอดี

    “นั่นคืออะไรนะ? ”

    แสงสว่างนั้นถูกยิงออกมาเป็นเส้นบาง ๆ จากเสาทรงกระบอกสีเทาขนาดเล็กประมาณหนึ่งผ่ามือ และสูงราวสี่เมตร

    เสาพวกนั้นมีเป็นจำนวนมากตั้งเรียงรายอยู่ที่ริมขอบทางเดินแห่งนี้

    ข้าลองเดินเข้าไปใกล้มัน

    “ [สวัสดี เหล่าประชาชนของโนอาร์ ข้าคือ [กรีด] เป็นระบบดูแลเตาสุริยะที่ 3 กับอาณาจักรแห่งฝัน โปรดบันทึกนามของประชาชนเพื่อเปิดระบบบริการด้วยค่ะ] ”

    ทันทีที่มือของข้าแตะโดนแสงสีแดงนั้น ก็มีภาพของสตรีผมสีเงินตัดสั้นปรากฏขึ้นที่ใจกลางอากาศ

    เป็นภาพของสตรีชนเผ่าหนูที่มีใบหน้าเหมือนกับท่านเทพโนอาร์ราวกับถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกัน

    แถมน้ำเสียงของเธอยังเหมือนกับท่านโนอาร์อีกด้วย

    ถึงแม้ว่าวิธีพูดจาจะฟังดูทอมบอยไปหน่อยก็เถอะนะ

    “สาวกของท่านโนอาร์…”

    ไพไรต์พึมพำออกมาเบา ๆ เช่นนั้นจากทางด้านหลังของข้า

    ข้าจึงเบนสายตาไปที่ท่านโนอาร์กับท่านกลัทโทนี่ย์ที่ยืนอยู่ปิดท้ายแถวของกลุ่ม

    พวกเธอพยักหน้าให้กับข้าประมาณว่า “บอกชื่อตัวเองไปได้เลย”

    ดีละ

    “ข้าชื่อ [ซุนไกท์] บุรุษแห่งเผ่ากอลิล่าผู้ทรงพลัง”

    “ [บันทึกชื่อผู้ลงนามเรียบร้อย--- ยืนยันเงื่อนไขเปิดระบบ--- ทำการเปิดระบบทำงานอีกครั้ง--- ประสิทธิภาพเตาเสียหาย 5% --- ยังสามารถเปิดระบบทำงานได้--- เดินเครื่องเปิดระบบ--- ยินดีต้อนรับสู่ [อาณาจักรแห่งฝัน] สถานที่พักผ่อนประจำยานโนอาร์ค่ะ] ”



    *พรึบ*

    พริบตานั้นทุกสิ่งรอบตัวก็ส่องแสงเจิดจ้าไปทั่ว

    ถนนที่เคยส่องแสงนวลคล้ายแสงจันทร์ ได้เปลี่ยนเป็นแสงขาวที่สุกสว่างราวกับเป็นกลางวัน

    สิ่งก่อสร้างรอบตัวส่งเสียงเพลงดังเป็นจังหวะเร้าใจ พร้อมกับส่องแสงเป็นจุดประกายเจ็ดสีวิ่งไปมา

    รถลากตัวยาวบนรางเหล็กสีเทาเริ่มออกตัววิ่งอย่างรวดเร็ว

    ทุกอย่างรอบตัวต่างเริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง และเต็มไปด้วยแสง สี เสียงเช่นนั้น

    แสงสว่างเหล่านั้น ทำให้ข้าเริ่มมองเห็นภาพโดยรวมของเมืองชัดเจนมากขึ้น

    ที่ด้านหน้าของอาคารทุกหลัง จะต้องมีซุ้มประตูสลักป้ายเอาไว้ด้วยภาษาโบราณ

    ถึงข้าจะอ่านภาษาโบราณไม่ออก แต่โชคดีที่มีไพไรต์อยู่

    เพราะว่าเขาพอจะอ่านภาษาพวกนี้ได้อยู่บ้าง



    ป้าย [บ้านผีสิง] บนหน้าอาคารที่ดูวังเวงน่ากลัว

    ป้าย [รถวิหกเหิน] บนแท่นโครงสร้างที่เต็มไปด้วยรถลากขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนราง

    ป้าย [แรงดึงดูดที่ศูนย์] บนหน้าอาคารทรงโดมที่มีก้อนน้ำขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศ

    ป่าย [บินไปบนอากาศ] ตรงหน้าแท่นทรงวงแหวนที่เชื่อมต่อกันเป็นอุโมงค์ยาวสุดลูกหูลูกตา



    ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้พวกเฮเดสต่างตื่นตระหนกตกใจมาก

    แต่เมื่อพวกมันเห็นประกายแสงแวววาวจากสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ดวงตาของพวกมันก็ฉับพลันเปลี่ยนไป

    *@! $%@*

    พวกมันส่งเสียงที่ยากจะฟังเป็นภาษาออกมา แล้วเริ่มเคลื่อนตัวพร้อมกันทั้งฝูง มุ่งหน้าไปที่อาคารโดยรอบเหล่านั้นทันที

    ดวงตาของพวกมันดูเต็มไปด้วยความโลภอันไม่มีที่สิ้นสุด

    ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกมันถึงทำตัวแบบนั้น

    “พวกมันคงจะเข้าใจผิดว่าแสงสว่างพวกนั้นเป็นสินแร่อย่างเพชรพลอย งั้นใช้โอกาสนี้หนีจากที่นี่กันเถอะ”

    ไพไรต์พูดออกมาเช่นนั้น



    แต่ใช่ว่าจะสามารถหาเส้นทางหนีออกมาได้ง่าย ๆ

    พวกเฮเดสมันวิ่งกระจายไปทั่วเมือง รวมถึงเจ้าตัวขนาด 14 กับ 15 เมตรด้วย

    ที่เส้นทางเดินตรงหน้าของพวกเราถูกปิดตายด้วยตัวขนาด 5 เมตร

    “เดินทะลุบ้านหลังนี้กันเถอะ”

    อสูรไร้ขน [โฮป] ชี้ไปตรงอาคารที่ดูวังเวงน่ากลัวซึ่งมีป้ายกำกับว่า [บ้านผีสิง]

    พวกเราวิ่งเข้าไปข้างในบ้านโดยที่ไม่ทันได้คิดอะไรกัน

    ข้างในบ้านหลังนั้นมีบรรยากาศชวนหดหูน่ากลัวมาก

    มันเป็นบ้านพักขนาดใหญ่เก่าแก่ประมาณสี่ชั้นที่มืด ชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยกลิ่นที่ชวนให้นึกถึงสุสาน

    วัสดุส่วนใหญ่ทำจากไม้กับพืชธรรมชาติที่ชวนให้นึกถึงบ้านเกิดของตัวเอง

    “มืดชะมัด--- แล้วทุกคนหายไปไหนกันหมดฟะเนี่ย!? ”

    ช่างน่าแปลกที่ทุกคนหายตัวไปกันหมดทันทีที่เข้ามาในบ้านหลังนี้

    เกิดอะไรขึ้น? เมื่อกี้ยังเดินเกาะกลุ่มกันมาเลยไม่ใช่หรือยังไง?

    ดังนั้นข้าจึงรีบเดินตามหาทุกคนด้วยความรู้สึกที่ร้อนรน



    บนเส้นทางเดินที่ไร้ผู้คน เสียงโดยรอบเงียบงัน สถานที่แห่งนี้มีเพียงแค่ข้าคนเดียวเท่านั้น

    “...”

    ได้ยินเสียงหยดน้ำจากมุมปลายทางเดิน

    แต่พอเดินไปที่ทางต้นเสียงนั้น กลับเจอแต่อ่างอาบน้ำที่ว่างเปล่าวางตั้งอยู่ในห้อง

    “อะไร---”

    มือ…

    มีมือเปี๊ยก ๆ กำลังวางอยู่บนหัวไหลของข้า...

    “ใคร! ”

    แต่ทว่าข้างหลังของข้ากลับไม่มีคนอยู่

    ทางขวา… ไม่มี

    ทางซ้าย? … ไม่มี

    หรือว่า…

    “ข้างบน! ”

    ที่ตรงเพดานสีขาว มันมีซากศพเปื่อยเน่าของสตรีชนเผ่าสิงโตปรากฏอยู่

    แผงคอที่ยืดยาวสีทองนั้นดูสกปรก และเต็มไปด้วยหนอนเลื้อยไปมาเป็นจำนวนมาก

    “โฮกกก! ”

    “แว๊กกก! ”

    ข้ารีบใช้สองแขนดึงมันลงมาจากผ้าเพดาน แล้วจับมันทุ่มใส่กำแพงเต็มแรงจนแน่นิ่งไป

    เหมือนจะได้ยินเสียงอะไรแตกหักพังออกมาจากร่างกายของมันด้วย

    แต่ช่างมันไปก่อนเถอะ

    เพราะศพเน่านั้นไม่ได้มีแค่ตัวเดียวนะสิ

    ตรงเส้นทางเดินมีศพเน่าเช่นนี้อีกเป็นจำนวนมาก

    ทะ… ทำไมศพถึงเดินได้ละ!?

    ข้าคิดเช่นนั้นไปพร้อมกับไล่กระทืบทีละตัวจนถึงตัวสุดท้าย

    พอรู้ตัวอีกที ข้าก็มาโผล่ที่ทางออกซึ่งอยู่ด้านหลังของอาคารหลังนี้แล้ว

    ที่ข้างนอกนั้นมีพรรคพวกของข้า กับพวกเผ่าอสูรกายยืนรอกันอยู่ครบทุกคน

    “น่ากลัว! ไม่เอาอีกแล้ว [บ้านผีสิง] ไม่เอาอีกเป็นอันขาดแล้ว แง~! ”

    โพแทนกำลังยืนร้องไห้พร้อมกับซบหน้าอกของไพไรต์

    “... ฉันเองก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยเช่นกันค่ะ”

    อสูรเขาคู่ [พรุน] เองก็บ่นพึมพำบางอย่างออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวเป็นไข่ต้ม

    ดูเหมือนว่าที่ถูกจับแยก จะเป็นเพราะเส้นกำแพงตรงทางเข้ามันเคลื่อนตัวจับแยกทุกคนออกโดยไม่มีใครทันรู้ตัว

    ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนอื่น แต่คิดว่าคงไปเจอศพเดินได้เหมือนกับที่ข้าเจอนั่นละ

    หลังจากเดินทะลุออกมาด้านหลัง พวกเราก็พบกับทางแยกออกเป็นหลายเส้นทาง

    แต่เนื่องจากถูกปิดเส้นทางด้วยพวกเฮเดสที่กำลังวิ่งไล่แสงไฟอย่างเอาเป็นเอาตาย เลยทำให้พวกเราต้องเลี่ยงไปเส้นทางอื่นแทน



    “ทางนั้นมีพวกมันอยู่น้อยค่ะ! ”

    อสูรแมลง [แฟต] ชี้ไปที่ป้าย [รถวิหกเหิน]

    พวกเราวิ่งไปทางนั้นพร้อมกันอย่างไร้ข้อกังขา

    เพราะได้พิสูจน์มาแล้ว ว่าความสามารถในการตรวจจับศัตรูของเธอเป็นของจริง

    เสียงวิ่งขึ้นบันได้ดังสะท้อนสลับไปมาอย่างรวดเร็วจนกระทั้งพวกเราขึ้นมาถึงชั้นบนสุด

    ข้างบนนั้นมีรถลากขนาดใหญ่และยาววางอยู่บนรางที่เป็นเส้นบาง ๆ ขนาดเล็ก

    “ขึ้นไปนั่งเลยค่ะ จากที่ดูแล้ว วิธีควบคุมน่าจะไม่ต่างจากอารยะธรรมของพวกเราค่ะ”

    แฟตพูดเช่นนั้นในตอนที่เธอเดินไปที่แท่นด้านหน้าของรถลาก

    แท่นนั้นมีปุ่มปรากฏอยู่ประมาณสามปุ่ม

    ข้าเห็นเธอใช้แขนทั้งสี่ข้างจิ้มลงไปบนแท่นนั้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงดัง *ปิด* ออกมาทีหนึ่ง แล้วตามมาด้วยเสียงพูดที่นุ่มนวลว่า

    “ [รถรางจะวิ่งในอีกสิบวินาที ขอให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดให้พร้อมด้วยค่ะ] ”

    “รีบไปกันเถอะค่ะ! ”

    แฟตกระโดดขึ้นมานั่งบนรถไฟที่แถวหน้าสุด

    “เฮ้ย! แฟต ขาเธอมัน! ”

    แต่ดูเหมือนว่าเธอจะวิ่งมาขึ้นช้าไป

    เธอวิ่งมาขึ้นรถลากในช่วงที่มันออกตัววิ่งพอดี

    เลยทำให้ขาสองข้างของเธอหลุดออกไปที่นอกตัวรถลาก

    ผลลัพธ์คือ...การที่ขาแมลงสองข้างของเธอถูกบี้ระหว่างซุ้มประตูกับตัวรถ จนเกิดเป็นเลือดสีเขียวสาดกระเด็นออกมาพร้อมกับขาแมลงสองข้างที่หลุดลอยออกไป---



    --- “อูว… แค่ฟังก็เจ็บแทนแล้วดอง”

    “ขนาดข้ายังรู้สึกเจ็บแทนเลย”

    “แล้วตอนนี้แฟตเป็นยังไงบ้างละดอง? ”

    “ก็อย่างที่เห็น ต่อขาใหม่เรียบร้อยดีแล้วค่ะ”

    อสูรแมลง [แฟต] ยกขาแมลงขึ้นมาให้ข้าดู

    มันไม่ใช่ขาเทียมโลหะเหมือนกับของไฮเจน แต่เป็นขาเทียมที่ไม่ว่าจะดูยังไง ก็เหมือนกับขาเดิมของเธอไม่มีผิดเพี้ยน

    เห็นว่าเป็น [ขาสังเคราะห์] อะไรแบบนั้นนะ

    ไม่ว่าจะมองกี่ครั้ง ก็อดทึ่งให้กับความสามารถทางการแพทย์ของเผ่าอสูรกายไม่ได้---



    ---กลับมาที่เรื่องเล่าต่อ

    หลังจากผ่านเหตุการณ์อันน่าระทึกขวัญนั้นแล้ว แฟตก็ลุกขึ้นมานั่งด้วยสภาพที่น่ากลัว

    ข้าเห็นพรรคพวกที่ชื่อเยลโล่ที่นั่งอยู่ด้านข้างเคลื่อนตัวเข้าไปหาเธอด้วยสภาพทุกลักทุเล

    เขาถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกมา แล้วฉีกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อทำเป็นผ้าพันแผล

    แต่เนื่องจากเสื้อตัวเดียวมันไม่พอ คนที่ชื่อโฮปจึงใช้เสื้อของตัวเองมาทำเป็นผ้าพันแผลให้เธอด้วยอีกคนหนึ่ง

    ข้ามองดูการรักษาที่น่าประทับใจนี้ด้วยความรู้สึกชื่นชม

    ถึงจะมีเหตุการณ์ชวนระทึกเกิดขึ้น แต่ทุกอย่างก็ถือว่ายังราบรื่นปลอดภัยดีอยู่

    พวกเฮเดสมันยังคงวุ่นอยู่กับวิ่งไล่แสงไฟเจ็ดสีรอบเมืองที่ส่องแสงสลับไปมา ในขณะที่พวกเรานั่งอยู่บนรถลากที่สูงขึ้นมาสามสิบเมตร

    เรียกได้ว่าข้างบนนี้ไม่มีศัตรูอยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว

    แถมเจ้านี่ยังเป็นรถลากที่ประหลาดมาก

    ทั้งที่ไม่มีสัตว์ใช้ลากเลื่อน แต่กลับวิ่งออกไปได้เองอย่างน่าอัศจรรย์

    เหมือนกับพาหนะของพวกเผ่าอสูรกายเลยละ

    นั่งสบาย ลมเย็น แถมวิวจากข้างบนนี้ยังสวยงามมากอีกด้วย

    สัมผัสได้ถึงความชื้นจากทะเลสาบที่ปะทะใบหน้า ได้กลิ่นหอมของดอกบัวที่ลอยมาตามสายลม

    รู้สึกดีจัง...



    “... เออ รถมันเร็วขึ้นหรือเปล่า? ”

    ดูเหมือนว่าภาพรอบตัวจะเคลื่อนไหวเร็วขึ้นอยู่นะ

    เร็ว…

    เร็วขึ้นไปอีก…

    เร็วจนภาพรอบตัวกลายเป็นเส้นไปแล้ว…

    “เร็วไปแล้วเฟ้ย! ”

    รถลากคันยาวเริ่มวิ่งอย่างบ้าคลั่งจนควบคุมไม่ได้

    มันวิ่งไปตามรางขนาดเล็กด้วยความเร็วที่ไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต

    แถมเส้นทางที่วิ่งเองก็ยังบ้าบอพอกัน

    มีตั้งแต่โค้งหักศอก 20 องศา ไปจนถึงทางคดเคี้ยวที่ไต่ขึ้นสูงจนแทบอยากอ้วก

    แถมยัง…

    “เชี่ยยยยยยย! มึงจะตีลังกาแบบนี้ไม่ได้นะเฟ้ยยยยยยย! ”

    แถมเส้นทางของไอรถบ้านี่ยังวิ่งไต่กำแพงกับเพดานซะอย่างงั้น

    พวกเราวิ่งด้วยสภาพตีลังกาหลายตลบกว่าหนึ่งร้อยรอบจนกระทั้งหยุดลง

    หยุดในสภาพตีลังกากลับหัวอะนะ

    รถลากมันหยุดอยู่ตรงผ้าเพดาน ราวกับจะตั้งใจกลั่นแกล้งพวกเราเล่นเช่นนั้น

    มันหยุดอยู่กับที่ราวสามนาทีได้ ก่อนจะเริ่มออกตัววิ่งอีกครั้ง

    แต่ทว่า…

    “คราวนี้ทางขาดเรอะ! ”

    คราวนี้เป็นเส้นทางขาดละพ่อคุณเอ้ย

    “หยุดก่อน หยุด หยุด หยูดดดดดดดดดดดดด! ”

    ข้าถึงกับกรีดร้องออกมาอย่างตื่นตกใจ

    แต่ทว่ารถลากคันนี้กลับเร่งความเร็วสูงขึ้นราวกับจะประชดข้า

    มันวิ่งไปหาเส้นทางที่ขาดตอน มุ่งหน้าสู่ความตายด้วยเจตจำนงของมันเอง

    ข้าสัมผัสได้ถึงน้ำหนักตัวที่เบาขึ้น

    รถลากที่พุ่งลอยขึ้นใจกลางอากาศนี้ ทำให้สมองของข้าเริ่มย้อนภาพในอดีตของตัวเองขึ้นมา

    อ่า… นี่ข้ากำลังจะตายสินะ?

    ทุกอย่างรอบตัวดูเชื่องช้าลงมาก

    ข้าสามารถมองเห็นเม็ดเหงื่อของตัวเองที่กำลังไหลย้อยออกมาได้อย่างชัดเจน

    สามารถมองหยาดน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสายของโพแทนได้

    รวมไปถึงหยาดน้ำตาของอสูรเขาคู่ [พรุน] ด้วย

    *กึง! *

    เกิดเสียงกระแทกดังลั่น

    ดูเหมือนว่ารถลากจะลงจอดบนรางอีกเส้นหนึ่งได้ราวกับเป็นปาฏิหาริย์

    ยังมีชีวิตอยู่… สินะ?

    รถลากเริ่มวิ่งช้าลงจนกระทั้งหยุดตัวเองลงอีกครั้ง

    “ [ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ] ”

    “หืม? ”

    ข้าหันหน้าไปทางต้นเสียงนั้น

    “ที่นี่มัน…”

    สถานที่รถลากคันนี้จอด ออกจะดูคุ้นตามากทีเดียว

    แต่มันไม่แปลกหรอกที่จะรู้สึกแบบนั้น

    “ไม่ใช่ว่าพวกเรากลับมาที่เดิมอย่างงั้นหรือ? ”

    เพราะรถลากตัวนี้มันพาพวกเรากลับมาส่งตรงจุดเริ่มต้นนะสิ---



    --- “ขอพูดแทรกอะไรนิดหน่อยได้หรือเปล่าดอง…”

    “ได้สิ”

    อสูรแสง [ลี่] ใช้สองมือกุมหัวด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ราวกับคนกำลังอัดอั้นใจบางอย่างอยู่

    “นี่มันเป็นการเที่ยวสวนสนุกชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือยังไงดอง! ”

    ก่อนจะพูดตบมุขออกมาเช่นนั้น

    จะว่าไปมันก็ถูกอย่างที่เธอพูดละนะ..

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน