***ชายพลังกล้าม [ซุนไกท์]
พอเห็นอสูรเขาคู่เพศหญิงจับเฮเดสทุ่มได้ราวกับเศษกระดาษ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความต่างของพลังที่พวกข้ามี
แต่จะให้ยอมถอยแค่นี้ไม่ได้
ศักดิ์ศรีของชนเผ่ากอลิล่าที่มากด้วยพลังกายของข้า มันกำลังร่ำร้องดังก้องว่า [อย่ายอมแพ้!] อยู่
“ (ต้องหาเหยื่อมากกว่านี้… ต้องแสดงให้พวกอสูรกายเห็น ว่าพวกเราเองก็แข็งแกร่งไม่แพ้พวกเขา!) ”
เพราะเหตุนี้ข้าจึงออกตัววิ่งไปแถวหน้าของกลุ่มแทนเจ้าไพไรต์
แต่ทว่าเส้นทางเดินภายในถ้ำอันมืดมิด กลับไม่มีวี่แววของศัตรูปรากฏให้เห็นสักตัว
จนกระทั้ง…
"ข้างหน้ามีศัตรูอยู่เป็นฝูงเลยค่ะ"
อสูรแมลง [แฟต] พูดออกมาเช่นนั้น
ซึ่งสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง
ตรงหน้าของพวกเรามีดินถล่มลงมาปิดเส้นทางของอุโมงค์เอาไว้
โชคดีที่ผนังทางขวามีเส้นทางไปต่อ
แต่รูกว้างบนผนังนั้นไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากสิ่งมีชีวิตบางอย่างขุดมันขึ้นมา
ซึ่งขนาดของมันสูงถึงสิบห้าเมตรได้
เพียงแค่จินตนาการถึงตัวตนที่ขุดมันขึ้นมา ก็พอจะเดาขนาดร่างกายของมันได้แล้ว
" (จะมีอะไรรออยู่กันนะ?) "
พวกเราเดินผ่านรูที่ผิดธรรมชาติด้วยความคิดเช่นนั้น
สิ่งที่พวกเราพบ ณ อีกฟากของรูกว้าง คือดินแดนที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่
เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่บนพื้นที่กว้างขวาง
มันใหญ่โตเทียบเท่ากับเมือง เมืองหนึ่งเลยทีเดียว
เมืองแห่งนี้ถูกทำให้สว่างด้วยแสงไฟนวลที่คล้ายแสงพระจันทร์
แสงเหล่านั้นมาจากเสาขนาดเล็กที่ติดตั้งเรียงรายตามทางเดินหินโดยรอบของตัวเมือง
อาคารโดยรอบของเมืองเองก็มีหน้าตาสีสันบาดตาราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย
มีตั้งแต่โครงสร้างใหญ่โตที่ทอดยาวต่อเนื่อง วงแหวนที่เรียงต่อเนื่องกันคล้ายกับอุโมงค์ลอยอยูใจกลางอากาศ พื้นดินที่ถูกปูด้วยหินสวยงาม และต้นไม้นานาพรรณที่ขึ้นอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกกำหนดเอาไว้
ไม่เพียงแค่เฉพาะตัวอาคารที่ดูแปลกประหลาด แต่ตำแหน่งของพวกมันที่สร้างลงไปเองก็ประหลาดไม่แพ้กัน
เพราะว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นไล่ตั้งแต่จากพื้น ไต่ไปตามกำแพงที่โค้งมน และไต่ไปจนถึงเพดานโค้งด้านบนเลยทีเดียว
ราวกับว่าในอดีตเคยมีคนอาศัยอยู่ตามกำแพงและบนเพดานด้วยเช่นนั้น
ที่ใจกลางของห้องโถงมีทะเลสาบขนาดใหญ่ตั้งปรากฏอยู่
ทะเลสาบนั้นเต็มไปด้วย [ดอกบัวเฮเดส] จำนวนมาก
[ดอกบัวเฮเดส] คือดอกบัวที่ขึ้นได้ทุกสภาพแวดล้อม แต่จะชอบน้ำที่มีฤทธิ์เป็นกรดมากเป็นพิเศษ
มันเป็นพืชสวยงามที่มีใบสีดำแผ่กว้างราวหนึ่งเมตร และมีแกนกับเกสรสีแดงตรงใจกลาง
เห็นสวยงามแบบนี้ แต่มันเป็นพืชจำพวกกินสัตว์นะเออ
มันจะใช้กลิ่นหอมที่ลอยโชยดักจับสัตว์เล็ก แล้วใช้ระยางรอบเกสรแทงลงบนร่างเหยื่อ ก่อนจะหุบใบลงเพื่อย่อยสลายมันด้วยน้ำย่อยที่ร้อนระอุราวกับเปลวไฟ
ฟังดูอันตราย แต่ถ้าไม่เข้าไปใกล้พวกมัน มันก็ไม่ยุ่งกับพวกเราหรอก
ถึงปกติจะมีพวกชอบลองของอยากเด็ดใบของมันมากินก็ตามทีอะนะ
ใช่แล้ว ส่วนกลีบของ [ดอกบัวเฮเดส] มันใช้กินได้
แถมอร่อยมากด้วย
ที่พวกมันได้ชื่อว่า [ดอกบัวเฮเดส] เป็นเพราะว่ามันคืออาหารจานหลักของ [เฮเดส] นั่นละ
ข้าสามารถมองเห็นฝูงเฮเดสที่กำลังกัดกินดอกบัวสีดำอย่างเอร็ดอร่อยได้จากตรงนี้
ระยางของพวกมันดูไร้ค่าต่อหน้าผิวที่หยาบกร้านกับกระดองสีขาวของมัน
เพราะมันแทงไม่เข้า...
ข้ากลับมามองภาพรวมของทะเลสาบอีกครั้ง
ขนาดของทะเลสาบนั้นกว้างถึงครึ่งหนึ่งของเมืองแห่งนี้
พวกเฮเดสที่ทำรังตรงกลางทะเลสาบนั้น มีขนาดตัวอยู่ที่ราว 3 เมตร ขึ้นไป
มีตัวขนาด 7-8 เมตรประปรายเล็กน้อย
และมีตัวขนาด 15 เมตรกับ 14 เมตรอยู่อีกอย่างละตัว
ตัวขนาด 15 เมตร คือเพศผู้ ส่วนตัวขนาด 14 เมตร คือเพศเมีย
"เจ้านั่นคือจ่าฝูงแน่นอน…"
เพราะว่าตัวขนาด 15 เมตร กับ 14 เมตร ตรงนั้น มันมีขนาดกระดองกับสินแร่กองอยู่ข้าง ๆ เป็นจำนวนมาก
มันสูงเทียบเท่ากับภูเขาขนาดย่อมเลยละ
เท่าที่ข้ารู้มานั้น เห็นว่าเฮเดสเป็นสัตว์ที่ชอบสะสมของที่ส่องประกายแสงได้
ก็ไม่รู้ว่ามันทำเพื่ออะไรเหมือนกัน---
---"ทำเพื่อเป็นการแสดงอำนาจของพวกมันนะ…"
"สมกับเป็นไพไรต์ ช่างฉลาดรอบรู้ยิ่งนัก! "
"มันเรื่องพื้นฐานที่แม้แต่เด็กยังรู้เลยนะเฟ้ย! "
จริงดิ?
“…”
งั้นขอเล่าต่อละนะ---
---“ค่อย ๆ เดินไปอย่างเงียบ ๆ กันเถอะ”
“ไม่สู้หรือไพไรต์? ”
“ถ้าอยากสู้ก็ไปคนเดียวแล้วกัน...”
สงสัยว่าไพไรต์จะยอมตัดใจจากบททดสอบของเทพเจ้าในรอบนี้ไปแล้วแฮะ
แต่ทว่ากล้ามเนื้อของข้ามันกำลังเต้นอย่างเลือดเดือด เพราะอยากหาที่ระบายออกไปจะแย่อยู่แล้วนะ!
“เอาเถอะ ความปลอดภัยต้องมาก่อนละนะ”
ข้าคิดเช่นนั้น
สุดท้ายเลยเลือกเดินตามไพไรต์ไปอย่างเงียบ ๆ โดยเก็บความต้องการที่แท้จริงเอาไว้อยู่ในใจแทน
ในตอนนั้นเองที่ข้าบังเอิญหันไปเห็นแสงสีแดงที่ฉายลงมาตรงพื้นพอดี
“นั่นคืออะไรนะ? ”
แสงสว่างนั้นถูกยิงออกมาเป็นเส้นบาง ๆ จากเสาทรงกระบอกสีเทาขนาดเล็กประมาณหนึ่งผ่ามือ และสูงราวสี่เมตร
เสาพวกนั้นมีเป็นจำนวนมากตั้งเรียงรายอยู่ที่ริมขอบทางเดินแห่งนี้
ข้าลองเดินเข้าไปใกล้มัน
“ [สวัสดี เหล่าประชาชนของโนอาร์ ข้าคือ [กรีด] เป็นระบบดูแลเตาสุริยะที่ 3 กับอาณาจักรแห่งฝัน โปรดบันทึกนามของประชาชนเพื่อเปิดระบบบริการด้วยค่ะ] ”
ทันทีที่มือของข้าแตะโดนแสงสีแดงนั้น ก็มีภาพของสตรีผมสีเงินตัดสั้นปรากฏขึ้นที่ใจกลางอากาศ
เป็นภาพของสตรีชนเผ่าหนูที่มีใบหน้าเหมือนกับท่านเทพโนอาร์ราวกับถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกัน
แถมน้ำเสียงของเธอยังเหมือนกับท่านโนอาร์อีกด้วย
ถึงแม้ว่าวิธีพูดจาจะฟังดูทอมบอยไปหน่อยก็เถอะนะ
“สาวกของท่านโนอาร์…”
ไพไรต์พึมพำออกมาเบา ๆ เช่นนั้นจากทางด้านหลังของข้า
ข้าจึงเบนสายตาไปที่ท่านโนอาร์กับท่านกลัทโทนี่ย์ที่ยืนอยู่ปิดท้ายแถวของกลุ่ม
พวกเธอพยักหน้าให้กับข้าประมาณว่า “บอกชื่อตัวเองไปได้เลย”
ดีละ
“ข้าชื่อ [ซุนไกท์] บุรุษแห่งเผ่ากอลิล่าผู้ทรงพลัง”
“ [บันทึกชื่อผู้ลงนามเรียบร้อย--- ยืนยันเงื่อนไขเปิดระบบ--- ทำการเปิดระบบทำงานอีกครั้ง--- ประสิทธิภาพเตาเสียหาย 5% --- ยังสามารถเปิดระบบทำงานได้--- เดินเครื่องเปิดระบบ--- ยินดีต้อนรับสู่ [อาณาจักรแห่งฝัน] สถานที่พักผ่อนประจำยานโนอาร์ค่ะ] ”
*พรึบ*
พริบตานั้นทุกสิ่งรอบตัวก็ส่องแสงเจิดจ้าไปทั่ว
ถนนที่เคยส่องแสงนวลคล้ายแสงจันทร์ ได้เปลี่ยนเป็นแสงขาวที่สุกสว่างราวกับเป็นกลางวัน
สิ่งก่อสร้างรอบตัวส่งเสียงเพลงดังเป็นจังหวะเร้าใจ พร้อมกับส่องแสงเป็นจุดประกายเจ็ดสีวิ่งไปมา
รถลากตัวยาวบนรางเหล็กสีเทาเริ่มออกตัววิ่งอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างรอบตัวต่างเริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง และเต็มไปด้วยแสง สี เสียงเช่นนั้น
แสงสว่างเหล่านั้น ทำให้ข้าเริ่มมองเห็นภาพโดยรวมของเมืองชัดเจนมากขึ้น
ที่ด้านหน้าของอาคารทุกหลัง จะต้องมีซุ้มประตูสลักป้ายเอาไว้ด้วยภาษาโบราณ
ถึงข้าจะอ่านภาษาโบราณไม่ออก แต่โชคดีที่มีไพไรต์อยู่
เพราะว่าเขาพอจะอ่านภาษาพวกนี้ได้อยู่บ้าง
ป้าย [บ้านผีสิง] บนหน้าอาคารที่ดูวังเวงน่ากลัว
ป้าย [รถวิหกเหิน] บนแท่นโครงสร้างที่เต็มไปด้วยรถลากขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนราง
ป้าย [แรงดึงดูดที่ศูนย์] บนหน้าอาคารทรงโดมที่มีก้อนน้ำขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศ
ป่าย [บินไปบนอากาศ] ตรงหน้าแท่นทรงวงแหวนที่เชื่อมต่อกันเป็นอุโมงค์ยาวสุดลูกหูลูกตา
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้พวกเฮเดสต่างตื่นตระหนกตกใจมาก
แต่เมื่อพวกมันเห็นประกายแสงแวววาวจากสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ดวงตาของพวกมันก็ฉับพลันเปลี่ยนไป
*@! $%@*
พวกมันส่งเสียงที่ยากจะฟังเป็นภาษาออกมา แล้วเริ่มเคลื่อนตัวพร้อมกันทั้งฝูง มุ่งหน้าไปที่อาคารโดยรอบเหล่านั้นทันที
ดวงตาของพวกมันดูเต็มไปด้วยความโลภอันไม่มีที่สิ้นสุด
ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกมันถึงทำตัวแบบนั้น
“พวกมันคงจะเข้าใจผิดว่าแสงสว่างพวกนั้นเป็นสินแร่อย่างเพชรพลอย งั้นใช้โอกาสนี้หนีจากที่นี่กันเถอะ”
ไพไรต์พูดออกมาเช่นนั้น
แต่ใช่ว่าจะสามารถหาเส้นทางหนีออกมาได้ง่าย ๆ
พวกเฮเดสมันวิ่งกระจายไปทั่วเมือง รวมถึงเจ้าตัวขนาด 14 กับ 15 เมตรด้วย
ที่เส้นทางเดินตรงหน้าของพวกเราถูกปิดตายด้วยตัวขนาด 5 เมตร
“เดินทะลุบ้านหลังนี้กันเถอะ”
อสูรไร้ขน [โฮป] ชี้ไปตรงอาคารที่ดูวังเวงน่ากลัวซึ่งมีป้ายกำกับว่า [บ้านผีสิง]
พวกเราวิ่งเข้าไปข้างในบ้านโดยที่ไม่ทันได้คิดอะไรกัน
ข้างในบ้านหลังนั้นมีบรรยากาศชวนหดหูน่ากลัวมาก
มันเป็นบ้านพักขนาดใหญ่เก่าแก่ประมาณสี่ชั้นที่มืด ชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยกลิ่นที่ชวนให้นึกถึงสุสาน
วัสดุส่วนใหญ่ทำจากไม้กับพืชธรรมชาติที่ชวนให้นึกถึงบ้านเกิดของตัวเอง
“มืดชะมัด--- แล้วทุกคนหายไปไหนกันหมดฟะเนี่ย!? ”
ช่างน่าแปลกที่ทุกคนหายตัวไปกันหมดทันทีที่เข้ามาในบ้านหลังนี้
เกิดอะไรขึ้น? เมื่อกี้ยังเดินเกาะกลุ่มกันมาเลยไม่ใช่หรือยังไง?
ดังนั้นข้าจึงรีบเดินตามหาทุกคนด้วยความรู้สึกที่ร้อนรน
บนเส้นทางเดินที่ไร้ผู้คน เสียงโดยรอบเงียบงัน สถานที่แห่งนี้มีเพียงแค่ข้าคนเดียวเท่านั้น
“...”
ได้ยินเสียงหยดน้ำจากมุมปลายทางเดิน
แต่พอเดินไปที่ทางต้นเสียงนั้น กลับเจอแต่อ่างอาบน้ำที่ว่างเปล่าวางตั้งอยู่ในห้อง
“อะไร---”
มือ…
มีมือเปี๊ยก ๆ กำลังวางอยู่บนหัวไหลของข้า...
“ใคร! ”
แต่ทว่าข้างหลังของข้ากลับไม่มีคนอยู่
ทางขวา… ไม่มี
ทางซ้าย? … ไม่มี
หรือว่า…
“ข้างบน! ”
ที่ตรงเพดานสีขาว มันมีซากศพเปื่อยเน่าของสตรีชนเผ่าสิงโตปรากฏอยู่
แผงคอที่ยืดยาวสีทองนั้นดูสกปรก และเต็มไปด้วยหนอนเลื้อยไปมาเป็นจำนวนมาก
“โฮกกก! ”
“แว๊กกก! ”
ข้ารีบใช้สองแขนดึงมันลงมาจากผ้าเพดาน แล้วจับมันทุ่มใส่กำแพงเต็มแรงจนแน่นิ่งไป
เหมือนจะได้ยินเสียงอะไรแตกหักพังออกมาจากร่างกายของมันด้วย
แต่ช่างมันไปก่อนเถอะ
เพราะศพเน่านั้นไม่ได้มีแค่ตัวเดียวนะสิ
ตรงเส้นทางเดินมีศพเน่าเช่นนี้อีกเป็นจำนวนมาก
ทะ… ทำไมศพถึงเดินได้ละ!?
ข้าคิดเช่นนั้นไปพร้อมกับไล่กระทืบทีละตัวจนถึงตัวสุดท้าย
พอรู้ตัวอีกที ข้าก็มาโผล่ที่ทางออกซึ่งอยู่ด้านหลังของอาคารหลังนี้แล้ว
ที่ข้างนอกนั้นมีพรรคพวกของข้า กับพวกเผ่าอสูรกายยืนรอกันอยู่ครบทุกคน
“น่ากลัว! ไม่เอาอีกแล้ว [บ้านผีสิง] ไม่เอาอีกเป็นอันขาดแล้ว แง~! ”
โพแทนกำลังยืนร้องไห้พร้อมกับซบหน้าอกของไพไรต์
“... ฉันเองก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยเช่นกันค่ะ”
อสูรเขาคู่ [พรุน] เองก็บ่นพึมพำบางอย่างออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวเป็นไข่ต้ม
ดูเหมือนว่าที่ถูกจับแยก จะเป็นเพราะเส้นกำแพงตรงทางเข้ามันเคลื่อนตัวจับแยกทุกคนออกโดยไม่มีใครทันรู้ตัว
ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนอื่น แต่คิดว่าคงไปเจอศพเดินได้เหมือนกับที่ข้าเจอนั่นละ
หลังจากเดินทะลุออกมาด้านหลัง พวกเราก็พบกับทางแยกออกเป็นหลายเส้นทาง
แต่เนื่องจากถูกปิดเส้นทางด้วยพวกเฮเดสที่กำลังวิ่งไล่แสงไฟอย่างเอาเป็นเอาตาย เลยทำให้พวกเราต้องเลี่ยงไปเส้นทางอื่นแทน
“ทางนั้นมีพวกมันอยู่น้อยค่ะ! ”
อสูรแมลง [แฟต] ชี้ไปที่ป้าย [รถวิหกเหิน]
พวกเราวิ่งไปทางนั้นพร้อมกันอย่างไร้ข้อกังขา
เพราะได้พิสูจน์มาแล้ว ว่าความสามารถในการตรวจจับศัตรูของเธอเป็นของจริง
เสียงวิ่งขึ้นบันได้ดังสะท้อนสลับไปมาอย่างรวดเร็วจนกระทั้งพวกเราขึ้นมาถึงชั้นบนสุด
ข้างบนนั้นมีรถลากขนาดใหญ่และยาววางอยู่บนรางที่เป็นเส้นบาง ๆ ขนาดเล็ก
“ขึ้นไปนั่งเลยค่ะ จากที่ดูแล้ว วิธีควบคุมน่าจะไม่ต่างจากอารยะธรรมของพวกเราค่ะ”
แฟตพูดเช่นนั้นในตอนที่เธอเดินไปที่แท่นด้านหน้าของรถลาก
แท่นนั้นมีปุ่มปรากฏอยู่ประมาณสามปุ่ม
ข้าเห็นเธอใช้แขนทั้งสี่ข้างจิ้มลงไปบนแท่นนั้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงดัง *ปิด* ออกมาทีหนึ่ง แล้วตามมาด้วยเสียงพูดที่นุ่มนวลว่า
“ [รถรางจะวิ่งในอีกสิบวินาที ขอให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดให้พร้อมด้วยค่ะ] ”
“รีบไปกันเถอะค่ะ! ”
แฟตกระโดดขึ้นมานั่งบนรถไฟที่แถวหน้าสุด
“เฮ้ย! แฟต ขาเธอมัน! ”
แต่ดูเหมือนว่าเธอจะวิ่งมาขึ้นช้าไป
เธอวิ่งมาขึ้นรถลากในช่วงที่มันออกตัววิ่งพอดี
เลยทำให้ขาสองข้างของเธอหลุดออกไปที่นอกตัวรถลาก
ผลลัพธ์คือ...การที่ขาแมลงสองข้างของเธอถูกบี้ระหว่างซุ้มประตูกับตัวรถ จนเกิดเป็นเลือดสีเขียวสาดกระเด็นออกมาพร้อมกับขาแมลงสองข้างที่หลุดลอยออกไป---
--- “อูว… แค่ฟังก็เจ็บแทนแล้วดอง”
“ขนาดข้ายังรู้สึกเจ็บแทนเลย”
“แล้วตอนนี้แฟตเป็นยังไงบ้างละดอง? ”
“ก็อย่างที่เห็น ต่อขาใหม่เรียบร้อยดีแล้วค่ะ”
อสูรแมลง [แฟต] ยกขาแมลงขึ้นมาให้ข้าดู
มันไม่ใช่ขาเทียมโลหะเหมือนกับของไฮเจน แต่เป็นขาเทียมที่ไม่ว่าจะดูยังไง ก็เหมือนกับขาเดิมของเธอไม่มีผิดเพี้ยน
เห็นว่าเป็น [ขาสังเคราะห์] อะไรแบบนั้นนะ
ไม่ว่าจะมองกี่ครั้ง ก็อดทึ่งให้กับความสามารถทางการแพทย์ของเผ่าอสูรกายไม่ได้---
---กลับมาที่เรื่องเล่าต่อ
หลังจากผ่านเหตุการณ์อันน่าระทึกขวัญนั้นแล้ว แฟตก็ลุกขึ้นมานั่งด้วยสภาพที่น่ากลัว
ข้าเห็นพรรคพวกที่ชื่อเยลโล่ที่นั่งอยู่ด้านข้างเคลื่อนตัวเข้าไปหาเธอด้วยสภาพทุกลักทุเล
เขาถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกมา แล้วฉีกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อทำเป็นผ้าพันแผล
แต่เนื่องจากเสื้อตัวเดียวมันไม่พอ คนที่ชื่อโฮปจึงใช้เสื้อของตัวเองมาทำเป็นผ้าพันแผลให้เธอด้วยอีกคนหนึ่ง
ข้ามองดูการรักษาที่น่าประทับใจนี้ด้วยความรู้สึกชื่นชม
ถึงจะมีเหตุการณ์ชวนระทึกเกิดขึ้น แต่ทุกอย่างก็ถือว่ายังราบรื่นปลอดภัยดีอยู่
พวกเฮเดสมันยังคงวุ่นอยู่กับวิ่งไล่แสงไฟเจ็ดสีรอบเมืองที่ส่องแสงสลับไปมา ในขณะที่พวกเรานั่งอยู่บนรถลากที่สูงขึ้นมาสามสิบเมตร
เรียกได้ว่าข้างบนนี้ไม่มีศัตรูอยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว
แถมเจ้านี่ยังเป็นรถลากที่ประหลาดมาก
ทั้งที่ไม่มีสัตว์ใช้ลากเลื่อน แต่กลับวิ่งออกไปได้เองอย่างน่าอัศจรรย์
เหมือนกับพาหนะของพวกเผ่าอสูรกายเลยละ
นั่งสบาย ลมเย็น แถมวิวจากข้างบนนี้ยังสวยงามมากอีกด้วย
สัมผัสได้ถึงความชื้นจากทะเลสาบที่ปะทะใบหน้า ได้กลิ่นหอมของดอกบัวที่ลอยมาตามสายลม
รู้สึกดีจัง...
“... เออ รถมันเร็วขึ้นหรือเปล่า? ”
ดูเหมือนว่าภาพรอบตัวจะเคลื่อนไหวเร็วขึ้นอยู่นะ
เร็ว…
เร็วขึ้นไปอีก…
เร็วจนภาพรอบตัวกลายเป็นเส้นไปแล้ว…
“เร็วไปแล้วเฟ้ย! ”
รถลากคันยาวเริ่มวิ่งอย่างบ้าคลั่งจนควบคุมไม่ได้
มันวิ่งไปตามรางขนาดเล็กด้วยความเร็วที่ไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต
แถมเส้นทางที่วิ่งเองก็ยังบ้าบอพอกัน
มีตั้งแต่โค้งหักศอก 20 องศา ไปจนถึงทางคดเคี้ยวที่ไต่ขึ้นสูงจนแทบอยากอ้วก
แถมยัง…
“เชี่ยยยยยยย! มึงจะตีลังกาแบบนี้ไม่ได้นะเฟ้ยยยยยยย! ”
แถมเส้นทางของไอรถบ้านี่ยังวิ่งไต่กำแพงกับเพดานซะอย่างงั้น
พวกเราวิ่งด้วยสภาพตีลังกาหลายตลบกว่าหนึ่งร้อยรอบจนกระทั้งหยุดลง
หยุดในสภาพตีลังกากลับหัวอะนะ
รถลากมันหยุดอยู่ตรงผ้าเพดาน ราวกับจะตั้งใจกลั่นแกล้งพวกเราเล่นเช่นนั้น
มันหยุดอยู่กับที่ราวสามนาทีได้ ก่อนจะเริ่มออกตัววิ่งอีกครั้ง
แต่ทว่า…
“คราวนี้ทางขาดเรอะ! ”
คราวนี้เป็นเส้นทางขาดละพ่อคุณเอ้ย
“หยุดก่อน หยุด หยุด หยูดดดดดดดดดดดดด! ”
ข้าถึงกับกรีดร้องออกมาอย่างตื่นตกใจ
แต่ทว่ารถลากคันนี้กลับเร่งความเร็วสูงขึ้นราวกับจะประชดข้า
มันวิ่งไปหาเส้นทางที่ขาดตอน มุ่งหน้าสู่ความตายด้วยเจตจำนงของมันเอง
ข้าสัมผัสได้ถึงน้ำหนักตัวที่เบาขึ้น
รถลากที่พุ่งลอยขึ้นใจกลางอากาศนี้ ทำให้สมองของข้าเริ่มย้อนภาพในอดีตของตัวเองขึ้นมา
อ่า… นี่ข้ากำลังจะตายสินะ?
ทุกอย่างรอบตัวดูเชื่องช้าลงมาก
ข้าสามารถมองเห็นเม็ดเหงื่อของตัวเองที่กำลังไหลย้อยออกมาได้อย่างชัดเจน
สามารถมองหยาดน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสายของโพแทนได้
รวมไปถึงหยาดน้ำตาของอสูรเขาคู่ [พรุน] ด้วย
*กึง! *
เกิดเสียงกระแทกดังลั่น
ดูเหมือนว่ารถลากจะลงจอดบนรางอีกเส้นหนึ่งได้ราวกับเป็นปาฏิหาริย์
ยังมีชีวิตอยู่… สินะ?
รถลากเริ่มวิ่งช้าลงจนกระทั้งหยุดตัวเองลงอีกครั้ง
“ [ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ] ”
“หืม? ”
ข้าหันหน้าไปทางต้นเสียงนั้น
“ที่นี่มัน…”
สถานที่รถลากคันนี้จอด ออกจะดูคุ้นตามากทีเดียว
แต่มันไม่แปลกหรอกที่จะรู้สึกแบบนั้น
“ไม่ใช่ว่าพวกเรากลับมาที่เดิมอย่างงั้นหรือ? ”
เพราะรถลากตัวนี้มันพาพวกเรากลับมาส่งตรงจุดเริ่มต้นนะสิ---
--- “ขอพูดแทรกอะไรนิดหน่อยได้หรือเปล่าดอง…”
“ได้สิ”
อสูรแสง [ลี่] ใช้สองมือกุมหัวด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ราวกับคนกำลังอัดอั้นใจบางอย่างอยู่
“นี่มันเป็นการเที่ยวสวนสนุกชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือยังไงดอง! ”
ก่อนจะพูดตบมุขออกมาเช่นนั้น
จะว่าไปมันก็ถูกอย่างที่เธอพูดละนะ..