ประโยคก่อนบอกว่าไม่เหมาะสม ประโยคถัดไปอาจเป็นการโดนปฏิเสธแบบสุภาพก็ได้!
ประเด็นสำคัญคือ แม้เสิ่นม่านซูจะตั้งใจอยากผูกสัมพันธ์อันดีกับไป๋ซิวจิ่น อีกทั้งยังถูกใบหน้างดงามของอีกฝ่ายตกเข้าเต็มๆ แต่นางไม่ได้คิดจะแต่งงานกับอีกฝ่ายจริงๆ เสียหน่อย!
ทว่ากลับถูกปฏิเสธอย่างงุนงงเสียอย่างนั้น?
บุรุษรูปงามนั้นล้ำค่า บรรยายชวนให้หวั่นไหวก็ยิ่งล้ำค่า แต่หากมันทำให้ใจเต้นแรงเกินไป หรือรับมือไม่ไหวก็ขอถอยดีกว่า!
ขบวนเดินทางพักผ่อนกันที่โรงเตี๊ยม เสิ่นม่านซูเม้มปากแล้วตรงไปหาเสิ่นเจิ้นกวงบิดาของตนซึ่งกำลังพูดคุยเรื่องสำคัญกับผู้อื่นทันที!
“ท่านพ่อ เชิญท่านทางนี้หน่อยเจ้าค่ะ ลูกมีเรื่องจะพูดด้วย”
เสิ่นม่านซูยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้างามตึงเครียด
องค์ชายและขุนนางทั้งห้องต่างหันมามองนาง โดยเฉพาะองค์ชายเจ็ดจวินมั่วหาน เมื่อเห็นเสิ่นม่านซู แววตาก็พลันสว่างวาบขึ้นในทันที ทว่าพอนึกถึงอะไรบางอย่าง แสงนั้นก็มืดหม่นลง
กลับเป็นฉีอ๋องที่มองมาอย่างสนอกสนใจ สายตาพินิจพิจารณานั้นตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
พอเสิ่นเจิ้นกวงเห็นบุตรสาวก็รีบประสานมือบอกทุกคนว่าขอตัว แล้วเดินออกมาด้วยสีหน้าเป็นห่วง
ปึง
เขาปิดประตูขวางสายตาสำรวจของทุกคนไว้
ฉีอ๋องยิ้มอย่างสนใจ “คิดไม่ถึงว่าบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่เสิ่นจะโตถึงเพียงนี้แล้ว อีกทั้งยังงดงามมากอีกด้วย”
ขุนนางคนอื่นๆ ต่างก้มหน้ามองปลายรองเท้าของตนเอง
ฉีอ๋องวิจารณ์คุณหนูสามเสิ่นเช่นนี้ เกรงว่าแม่ทัพใหญ่เสิ่นคงจะโกรธไม่น้อย หากพวกเขาเป็นคนพูดละก็ แม่ทัพใหญ่เสิ่นคงหยิบกระบี่มาแทงพวกเขาแน่นอน!
จิ้งอ๋องได้ยิน แต่ทำราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน ไม่เอ่ยปาก เพียงยิ้มบางแล้วดื่มชาต่อ
เดิมทีจวินมั่วหานไม่พอใจ แต่พอนึกว่าตนจะต้องออกหน้าปกป้องเสิ่นม่านซูไปเพื่ออะไร จึงนิ่งเงียบไม่พูดเช่นกัน
กลับเป็นยงอ๋องที่นอนมาตลอดทาง ขยี้ตาพลางกล่าวอย่างพูดไม่ออก “พี่สาม ชายาเอก ชายารอง อนุ และสาวใช้ห้องข้างของท่านก็มีมากถึงเพียงนั้นแล้ว เหตุใดยังนึกถึงสตรีอื่นอีกเล่า อีกอย่าง นั่นคือแก้วตาดวงใจของแม่ทัพใหญ่เสิ่นนะ ท่านไม่เห็นหรือว่าแม้แต่น้องเจ็ดยังพลาดท่าไปแล้ว”
จวินมั่วหาน “...”
บัดซบ เจ้าแก่หกนี่เลิกพูดจาลากเขาเข้าไปเกี่ยวด้วยได้หรือไม่!
ฉีอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็หันมามอง เขาแค่นหัวเราะเย็น “สายตาของน้องเจ็ดช่างสูงส่งเสียจริง สาวงามเช่นนั้นกลับยังไม่อยู่ในสายตา หรือว่า...แท้จริงแล้วไม่กล้ามองกันแน่”
จวินมั่วหานยิ้มบาง “พี่สามพูดล้อเล่นแล้ว พวกเราอย่าพูดถึงแก้วตาดวงใจของแม่ทัพเสิ่นเลยจะดีกว่า”
ฉีอ๋องแค่นหัวเราะ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
จิ้งอ๋องที่เห็นพี่น้องหลายคนกัดกันพอสมควรแล้ว จึงเอ่ยปากทำตัวเป็นคนกลางประนีประนอม เปลี่ยนหัวข้อกลับไปเรื่องบรรเทาภัยพิบัติ
ส่วนทางด้านนี้ แม่ทัพใหญ่เสิ่นที่ถูกบุตรสาวเรียกออกมา กลับถูกนางสั่งสอนใส่หน้าอย่างเต็มที่
เสิ่นม่านซูกล่าวอย่างหดหู่ “ท่านพ่อ ท่านให้ท่านไป๋นั่งรถม้าคันเดียวกับลูกได้อย่างไรกันเจ้าคะ ชายหญิงควรมีระยะห่างต่อกันนะเจ้าคะ!”
เสิ่นเจิ้นกวงชะงักไปก่อนกล่าวว่า “พ่อจำได้ว่าคราวก่อนเจ้าป่วย ร่างกายยังไม่หายดีเสียที รถม้าของเสี่ยวไป๋เสียพอดีก็เลยให้เขาขึ้นรถม้าบ้านเรา ถือโอกาสตรวจชีพจรให้เจ้าอย่างไรเล่า เขาไม่ได้ตรวจชีพจรให้เจ้าหรือ”
“ตรวจแล้ว เขาบอกว่าร่างกายลูกไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ” เสิ่นม่านซูกล่าวเสียงอู้อี้
เสิ่นเจิ้นกวงพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดีแล้ว คราวก่อนเจ้าเองก็บอกไม่ใช่หรือว่าอยากขอบคุณเสี่ยวไป๋ด้วยตัวเอง ครั้งนี้ก็นับเป็นโอกาสดี อีกอย่างด้วยนิสัยใจคอของเขา พ่อยังไว้ใจได้”
คนอย่างต้นขาทองคำไป๋ย่อมไม่มีปัญหาจริงๆ และไม่ได้ทำอะไรนางด้วย
ประเด็นคือ คนเขานึกว่านางคิดจะทำอะไรเขาน่ะสิ!
แต่เมื่อเสิ่นม่านซูมองบิดาที่คิดทุกอย่างเพื่อนางก็โกรธไม่ลง นางหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนจะกล่าว “ท่านพ่อ ซูเอ๋อร์บุ่มบ่ามเอง ท่านไปจัดการเรื่องสำคัญต่อเถิดเจ้าค่ะ ลูกจะกลับห้องไปพักผ่อนแล้ว”
บทที่ 98 ไม่มีเรื่องใดจะคุยกับท่าน
เสิ่นเจิ้นกวงเป็นคนหยาบกระด้าง ไม่ได้คิดอะไรมากมายถึงเพียงนั้น เขากล่าวว่า “เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เจ้ารีบกลับห้องไปพักผ่อนเถิด นอนให้เต็มอิ่มสักตื่น หากทุกอย่างราบรื่น พรุ่งนี้หลังเที่ยงก็น่าจะถึงบ้านท่านตาของเจ้าแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูพยักหน้าก่อนจะหันกายกลับไปยังห้องของตน
ยามนี้เจียงกูกูกับเจ๋อหลันกำลังเก็บของอยู่
เสิ่นม่านซูนั่งลงได้ครู่หนึ่งก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้กะทันหัน
อย่างช้าที่สุด พรุ่งนี้บ่ายก็จะถึงอวี๋โจวแล้ว เช่นนั้นนางควรทำอย่างไรถึงจะติดตามบิดาเดินทางลงใต้ต่อไปได้?
โรงเตี๊ยมแห่งนี้ใหญ่โตมาก แต่ด้วยคนของพวกเขามาก จึงเข้าพักจนเกือบเต็มทุกห้อง
ทุกพื้นที่ล้วนเป็นคนของพวกเขา ดังนั้นแม้ยามค่ำคืนจะออกมาเดินเล่นในลาน ก็ยังนับว่าปลอดภัยมาก
ในใจเสิ่นม่านซูมีเรื่องค้างคา ย่อมนอนไม่หลับ
หลังรอจนเจียงกูกูกับเจ๋อหลันหลับสนิทแล้ว นางจึงสวมเสื้อคลุมออกมาเดินเล่นในลาน
ความจริงพอนางขยับตัว เจียงกูกูก็ตื่นแล้ว แต่เจียงกูกูเห็นนางเดินไปนั่งในลาน ส่วนบนชั้นอาคารที่อยู่ไม่ไกลก็มีเงาร่างคุ้นเคยสายหนึ่งยืนอยู่
นางจึงหาวหนึ่งทีก่อนหันกายกลับไปนอนต่อ
ดวงจันทร์สีทองอร่ามดวงหนึ่งแขวนอยู่กลางราตรี คลอไปด้วยเสียงแมลงร้องแผ่วเบา
เสิ่นม่านซูนั่งอยู่บนม้านั่ง เท้าคางมองดวงจันทร์บนท้องฟ้า
ไป๋ซิวจิ่นที่ยืนอยู่ชั้นบนมองเงาร่างงดงามในลานอย่างเงียบงัน เขาหลุบตาลงเล็กน้อย แววตาซับซ้อนยิ่ง
และในตอนนั้นเอง คนผู้หนึ่งก็เดินตรงไปหาเสิ่นม่านซู
ดวงตาของไป๋ซิวจิ่นพลันหดวูบอย่างรุนแรง ส่วนเสิ่นม่านซูเองก็ไวต่อสิ่งรอบตัวอย่างยิ่ง นางหันไปมองก็เห็นจวินมั่วหานกำลังเดินมาทางตน
นางลุกหนีทันทีโดยไม่ต้องคิด
จวินมั่วหานก้าวมาขวางทางนางไว้ “คุณหนูเสิ่น ข้าไม่มีเจตนาร้าย เพียงอยากคุยกับเจ้าเท่านั้น”
“องค์ชายเจ็ดฐานะสูงส่ง ม่านซูไม่มีเรื่องใดจะคุยกับท่าน”
“เสิ่นม่านซู!” จวินมั่วหานยื่นมือออกไปคว้าข้อมือของเสิ่นม่านซูไว้
แต่ชั่วพริบตาถัดมา ก้อนหินสีดำก้อนหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศมาอย่างฉับพลัน หินก้อนนั้นกระแทกเข้าที่มือของจวินมั่วหานอย่างแม่นยำ!
เขาเจ็บจนต้องปล่อยมือ
เสิ่นม่านซูฉวยโอกาสนั้นหันกายวิ่งหนีไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
จวินมั่วหานได้สติอีกครั้ง ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของเสิ่นม่านซูที่วิ่งไกลออกไป
รอบด้านยังคงเงียบสงัดไร้เสียง มีเพียงหินก้อนสีดำบนพื้นที่ตอกย้ำเรื่องซึ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
จวินมั่วหานเงยหน้าพร้อมสายตาอำมหิต เขากวาดมองไปรอบด้าน แต่กลับไม่เห็นผู้ใดเลย!
ใครกัน?
ทางด้านไป๋ซิวจิ่น เขากลับถึงห้องแล้ว นั่งลงหน้าโต๊ะก่อนรินน้ำร้อนให้ตนเองหนึ่งถ้วย
ไอน้ำที่ลอยอ้อยอิ่งบดบังใบหน้าของเขาไว้
ไป๋จื่อกล่าวเสียงเบา “นายท่าน คุณหนูสามกลับห้องแล้วขอรับ”
“เจ้าไปพักผ่อนเถิด”
“ขอรับ”
ไป๋จื่อสัมผัสได้ทันที ดูเหมือนระหว่างนายท่านของตนกับคุณหนูสามจะมีอะไรบางอย่าง
แต่เป็นอะไรกันแน่นั้นเขาไม่กล้าถาม และไม่กล้าพูดด้วย
หลังประตูปิดลง ภายในห้องก็เหลือเพียงความสงบเงียบ
ไป๋ซิวจิ่นนั่งนิ่งหลุบตาลงอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน
คุณหนูสามดีจริงๆ เพียงแต่เขา...
เช้าตรู่วันถัดมา ขบวนออกเดินทางอีกครั้ง เพียงแต่มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
เสิ่นม่านซูที่เปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมแขนสั้นสีดำสลับแดงนั่งอยู่บนหลังม้า เดิมทีรูปโฉมของนางก็งดงามถึงขีดสุดอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งดูองอาจสง่างาม
บางคนเห็นแล้วก็กล่าวเยินยอเสิ่นเจิ้นกวง “สมกับเป็นบุตรสาวของแม่ทัพเสิ่นจริงๆ บุตรสาวของท่านมีท่วงท่าสตรีแกร่ง ไม่แพ้บุรุษเลยทีเดียว”
“ใช่แล้วๆ”
ใครบ้างไม่ชอบฟังคำพูดดีๆ เช่นนี้ โดยเฉพาะคำชมเกี่ยวกับบุตรสาวของเขา
เสิ่นเจิ้นกวงยิ้มตาหยีรับไว้ทั้งหมด ไม่ถ่อมตนแม้แต่น้อย มุมปากยกขึ้น ทั้งใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
ทุกคนทั้งอยากหัวเราะทั้งจนใจ
ท่านแม่ทัพใหญ่ อย่างน้อยก็ถ่อมตนสักหน่อยเถิด