“ ฟาร์เมียเจ้ากำลังพูดสิ่งใดออกมา เจ้าจะให้โอลิเวียทำพันธะสัญญากับเจ้าเด็กนี่หรืออย่างไร !? ถึงเขาจะเป็นนักเวทตามคำทำนายแต่การทำพันธะสัญญาเช่นนี้ข้าไม่เห็นด้วย “
อีธานหันไปมองฟาร์เมียที่อยู่ข้างๆเขาด้วยความความสับสน
“ ถึงข้าไม่ต้องให้มันเกิดขึ้นแต่นั่นก็เป็นความต้องการของโอลิเวีย อีธานท่านลืมไปแล้วรึอย่างไรว่าหากการสร้างพันธะสัญญาถูกอีกฝ่ายยกเลิกขึ้นกลางคันผลกระทบที่จะตีกลับไปยังผู้สร้างพันธะสัญญานั้นรุนแรงเพียงใด ท่านจำสัตว์อสูรตัวนั้นที่ท่านพยายามบังคับมันทำพันธะสัญญาแล้วถูกมันต่อต้านได้หรือไม่ ตอนนั้นท่านที่เป็นถึงนักเวทระดับปราชญ์ยังบาดเจ็บหนักอยู่หลายวันแล้วท่านคิดว่าโอลิเวียจะเป็นเช่นไร !! ข้าขอร้องล่ะแอเรียส ถึงนี่จะไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเต็มใจ แต่ได้โปรดอย่ายกเลิกพันธะสัญญานั่นเลย “
แม้ฟาร์เมียเองจะไม่ได้เต็มใจให้พันธะสัญญานี้เกิดขึ้นแต่นางก็รู้ดีว่าไม่อาจไปขัดขวาง ร่างกายของโอลิเวียที่หลับใหลจากฤทธิ์ของคำสาปมานับร้อยปีย่อมไม่อาจทนแบกรับผลกระทบจากการที่พันธะสัญญาถูกยกเลิกได้เป็นแน่ ฟาร์เมียจึงได้แต่ส่องสายตาวิงวอนไปยังเด็กหนุ่มผู้ที่กำลังยืนอยู่ด้วยความสับสนผู้นั้น
รูปแบบพันธะสัญญานั้นมีหลากหลายประเภท แต่พันธะสัญญานั้นจะต้องเป็นไปด้วยความยินยอมทั้งสองฝ่าย แม้บางครั้งการยินยอมนั้นอาจจะเกิดจากการข่มขู่ด้วยพลังและอำนาจที่เหนือกว่าก็ตาม เช่นการสร้างพันธะสัญญาทาส เมื่อสร้างพันธะสัญญาแล้วมันจะผูกติดทั้งสองฝ่ายไปจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ตายจากไป แต่ก็ใช่ว่าพันธะสัญญาเหล่านี้ไร้ซึ่งวิธียกเลิก วิธีการเช่นนั้นก็ยังคงมีอยู่
อีธานได้แต่กัดฟันแน่น แม้จะไม่พอใจแต่คำพูดของฟาร์เมียก็ทำให้เขาระลึกได้ถึงผลกระทบจากการที่พันธะสัญญาถูกอีกฝ่ายยกเลิกกลางคัน ความรุนแรงของมันย่อมไม่ใช่สิ่งที่โอลิเวียที่เป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งจะแบกรับมันไหวอย่างแน่นอน ในที่สุดเขาก็จำใจต้องเอ่ยปากขอร้องแอเรียสให้ทำพันธะสัญญากับโอลิเวียอีกคน
แอเรียสได้แต่มองไปยังวงแหวนพันธะสัญญานั่นด้วยความสับสน เขาไม่อยากจะแบกรับบ่วงพันธนาการนี้เอาไว้เลยแม้แต่น้อย เขาจ้องไปที่ใบหน้าของโอลิเวียที่บัดนี้ดวงตาของนางกลับปิดสนิทไปอีกครั้งด้วยความลังเล นางใช้พลังที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยสร้างวงแหวนพันธะสัญญานี้ขึ้นมาจากนั้นจึงหลับใหลไปด้วยความอ่อนแรง หากเขาสะบั้นพันธะสัญญานี้นั่นย่อมเป็นอันตรายกับนางอย่างแน่นอน ร่างกายของนางในเวลานี้อ่อนแอจนเกินกว่าจะรับผลกระทบนั้นได้
“ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ข้ายอมรับพันธะสัญญา ! “
แอเรียสกัดฟันก่อนจะตัดสินใจออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว เขาปล่อยให้พลังเวทจากพันธะสัญญาแทรกซึมเข้ามาในร่างของเขาโดยไม่ขัดขวางมันอีกต่อไป เพียงครู่เดียวแสงของเวทมนตร์ก็ดับลง ที่หลังมือของแอเรียสปรากฏสัญลักษณ์เวทมนตร์บางอย่างก่อนที่มันจะค่อยๆจางหายไปอย่างรวดเร็ว สัญลักษณ์ที่เหมือนกับบนหลังมือของแอเรียสปรากฏอยู่ที่หลังมือของโอลิเวียเช่นเดียวกัน ในที่สุดการทำพันธะสัญญาระหว่างแอเรียสและโอลิเวียก็เสร็จสิ้น แอเรียสได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เห็นนางปลอดภัยดี เมื่อมีพันธะสัญญาเชื่อมต่อกันเขาก็รับรู้ถึงตัวตนของนางมากขึ้น พันธะสัญญานี้ทำให้ทั้งคู่เชื่อมโยงถึงกัน แอเรียสสามารถรับรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้การตรวจสอบใดๆว่าการหลับใหลของนางเป็นไปเพราะความอ่อนเพลียเท่านั้น เขาได้แต่จ้องมองเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู
“ ดูเหมือนข้าจะพาตัวเองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยากอีกแล้วสิ“
แอเรียสจ้องมองไปที่หลังมือของเขาก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง โชคชะตาดูเหมือนจะเล่นตลกกับเขาอยู่บ่อยครั้งเสียจริง เขาเพียงแค่ต้องการจะค้นหาอาวุธเวทที่มีจิตวิญญาณตามลายแทงขุมสมบัติของลูเซียสแต่ไหงกลับกลายต้องมาทำพันธะสัญญากับเด็กลูกครึ่งภูตครึ่งมนุษย์เสียได้
“ ขอบคุณที่รับฟังคำขอของพวกข้า “
ฟาร์เมียเอ่ยออกมาอย่างอบอุ่น เมื่อแอเรียสทำพันธะสัญญากับบุตรสาวของนางเขาก็ไม่ใช่คนอื่นไกลอีกต่อไป
ในที่สุดเหตุการณ์ทั้งหมดก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง แม้โอลิเวียจะหลับไปด้วยความอ่อนเพลียแต่ทั้งฟาร์เมียและอีธานต่างเฝ้าคอยดูแลนางอยู่ไม่ห่าง ทั้งคู่กังวลว่านางจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่เมื่อแอเรียสบอกแก่ทั้งคู่ว่านางแค่หลับไปอีกไม่นานก็คงตื่นขึ้นมาทั้งคู่ก็เบาใจขึ้นมา ด้วยความเหน็ดเหนื่อยแอเรียสเองก็แยกตัวไปหลับพักผ่อนเช่นเดียวกัน
ช่วงเวลาเช้าตรู่ที่ดวงตะวันเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ทั้งแสงของดวงตะวันที่สาดส่องมากระทบกับเปลือกตาและเสียงเอะอะของสองดวงวิญญาณทำให้แอเรียสต้องตื่นขึ้นมา ภาพที่เขาเห็นคือสองดวงวิญญาณกำลังกอดไปที่บุตรสาวของตัวเองแน่นราวกับกลัวว่านางจะหนีหายไปไหน คำพูดมากมายถูกพ่นออกมาจากปากของทั้งสองดวงวิญญาณอย่างไม่มีหยุดหย่อน แอเรียสแอบสังเกตเห็นหยดน้ำตาเล็กๆที่ดวงตาของอีธานด้วย ภาพของอีธานมันทำให้แอเรียสพึ่งฉุกคิดได้ว่าดวงวิญญาณสามารถร้องไห้ได้ด้วยหรือนี่
แอเรียสเริ่มรู้สึกแปลกใจกับตัวเองแล้วสิว่าเขาคุ้นชินกับภาพของดวงวิญญาณที่ล่องลอยไปมานี่ได้เช่นไร หนำซ้ำเขายังพูดคุยกับดวงวิญญาณพวกนี้ราวกับเป็นสิ่งปกติธรรมดา หนึ่งดวงวิญญาณภูต หนึ่งดวงวิญญาณมนุษย์ หนึ่งมนุษย์ กับอีกหนึ่งลูกครึ่งมนุษย์ครึ่งภูต มันเป็นภาพที่หาดูยากยิ่งนัก ไม่สิ..มันต้องพูดว่าเป็นภาพแปลกตาที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยเสียมากกว่า
แอเรียสปล่อยให้ช่วงเวลาแห่งความสุขของทั้งสามล่วงเลยไปโดยไม่ได้เข้าไปขัดขวางเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้ามีเพียงรอยยิ้มเล็กๆประดับอยู่เท่านั้น ดูเหมือนโอลิเวียจะดูสับสนเล็กน้อย แม้นางจะจดจำพ่อและแม่ของนางได้แต่ก็มีความจำบางส่วนที่ไม่ค่อยประติดประต่อนัก
“ พี่ชาย ท่านตื่นแล้ว ! “
โอลิเวียหันมองมาทางแอเรียสด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสดใส ปีกน้อยคู่นั้นกระพือออกพร้อมกับบินมาใกล้ๆกับแอเรียสในทันที
“ ข้าตื่นนานแล้ว“
“ ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้ ท่านชื่ออะไร ? “
โอลิเวียเอียงคอถามแอเรียส น้ำเสียงของนางดูสดใสร่าเริงกว่าครั้งแรกที่แอเรียสได้ยินมากนัก และดูเหมือนนางจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อวานเย็นนางได้ทำสิ่งใดลงไป
“ ข้าชื่อแอเรียส ยินดีที่ได้รู้จักโอลิเวีย “
แอเรียสพูดพร้อมกับลูบไปที่หัวของนางอย่างเอ็นดู เขายิ้มมองนางอย่างอบอุ่น
………………………………………………………………….
ณ เมืองเบอเนียร์ เมื่อวันก่อนเกิดเรื่องที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อประตูดินแดนภูตสวรรค์เปิดออกอีกครั้งกลับมีนักเวทที่กลับออกมาเพียงแค่เก้าคนเท่านั้น นักเวทผู้ที่ได้รับอันดับหนึ่งในงานประลองนั้นไม่ได้กลับออกมาพร้อมกับนักเวทคนอื่นๆ การหายตัวไปของแอเรียสสร้างความร้อนใจและความกังวลให้กับตระกูลสการ์เชียเป็นอย่างมาก เขาที่นับเป็นความหวังอันรุ่งโรจน์ของตระกูลกลับมาหายตัวไปเช่นนี้ทำให้ทั้งมาเรีย อัลเบิร์ต รวมถึงฟาร์ฮานได้แต่เฝ้ารอคอยด้วยความกังวล
“ ลูกของเราจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมท่านพี่“
มาเรียยืนจ้องมองไปยังซุ้มประตูศิลาซึ่งเป็นทางเข้าออกไปยังดินแดนภูตสวรรค์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล ในเวลานี้นางไม่อาจจะรับรู้ได้ถึงโชคชะตาของบุตรชายเลยว่าเป็นตายร้ายดีเช่นไร
“ ลูกของเราต้องกลับออกมาอย่างปลอดภัย บางทีเขาอาจจะเพลิดเพลินอยู่ในดินแดนแห่งนั้นจนหลงลืมเวลา มันก็เหมือนกับครั้งที่เขาหายตัวไปยังไงล่ะมาเรีย ไม่นานเขาก็คงกลับออกมาแล้ว “
อัลเบิร์ตกุมไปที่มือของมาเรียแน่นพร้อมกับพูดให้กำลังใจนาง แม้ภายในใจของเขาจะรู้ดีว่าการที่แอเรียสไม่กลับออกมาเช่นนี้หมายถึงสิ่งใด โอกาสที่จะเป็นไปได้มันมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และเขาพยายามที่จะไม่คิดถึงมัน ภายในใจของเขาได้แต่เฝ้าภาวนาขอให้ปาฏิหาริย์มีจริงอีกสักครั้งหนึ่ง
มุมหนึ่งภายในตระกูลฮาร์เกน ฟาร์ฮานกำลังยืนสนทนาอยู่กับดยุคโคเว่นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“ ท่านดยุคมันพอจะมีหนทางใดที่ช่วยเหลือหลานชายของข้าได้บ้างหรือไม่“
ฟาร์ฮานคำถามออกมาด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง แม้เขาจะรู้ถึงคำตอบของคำถามนี้แต่เขาก็ยังหวังอยู่ในใจส่วนลึกว่ามันจะมีแม้เศษเสี้ยวของความหวัง
“ เจ้าเองก็น่าจะรับรู้ถึงคำตอบของมันอยู่แล้ว เจ้าก็รู้ดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ใดอยู่ในดินแดนภูตสวรรค์เกินกว่าห้าวันมาก่อน หากผู้ใดที่ไม่กลับออกมาก็ย่อมไม่กลับออกมาอีกเลย ขอโทษเจ้าด้วยที่ข้าต้องพูดกับเจ้าตรงๆเช่นนี้ แต่เจ้าควรเตรียมทำใจเอาไว้บ้างฟาร์ฮาน “
ดยุคโคเว่นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาเองก็รู้สึกเสียใจเช่นกันที่ต้องสูญเสียนักเวทที่มีความสามารถเช่นแอเรียสไป เขาเป็นนักเวทรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งอย่างที่เมืองเบอเนียร์ไม่เคยมีมาก่อน น่าเสียดายที่นักเวทที่มีอนาคตอันรุ่งโรจน์กลับต้องเอาชีวิตไปทิ้งไว้ในดินแดนรกร้างแห่งนั้น
“ ข้าก็แค่หวังว่ามันจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับตระกูลของข้าอีกสักครั้ง“
เสียงของฟาร์ฮานเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ใบหน้าของเขาราวกับแก่ลงไปอีกนับสิบปี
“ หากเจ้าคิดในแง่ดีอย่างน้อยหลานชายของเจ้าก็ยังมีผู้หนึ่งที่กลับออกมา“
ดยุคโคเว่นกล่าวคำปลอบประโลมออกมา
“ ..มาเชล “
ฟาร์ฮานพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา คำปลอบประโลมของดยุคโคเว่นหาได้ช่วยให้จิตใจที่โศกเศร้าของเขาดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขายังจำภาพของมาเชลที่กล่าวออกมาจากประตูภูตสวรรค์ได้ดี บนร่างของมาเชลมีคราบเลือดจากร่องรอยของการต่อสู้ แม้เขาจะเอ่ยถามด้วยความห่วงใยแต่มันก็กลับเดินหนีไปอย่างไม่สนใจ สายตาของมันดูไม่คล้ายกับหลานชายของเขาในวันวานเลยแม้แต่น้อย มันรีบเร่งฝีเท้าเดินทางออกไปพร้อมกับเมอร์สันไปยังที่ไหนสักแห่ง ยามที่มองไปยังภาพของสองพ่อลูกคู่นั่นมันทำให้เขาไม่มั่นใจเลยว่านั่นคือบุตรชายกับหลานชายของเขาจริงๆ