บทที่ 10 ทะลวงสู่ระดับาาเซียน
กาลเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับความฝัน
จงหลิงยังคงนอนอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของหลิวชิง เรือนร่างของทั้งคู่ยังคงเปลือยเปล่าแนบชิดกันโดยไร้ซึ่งอาภรณ์ใดๆ ปกปิด
แม้ลมหนาวจะพัดผ่านรุนแรงเพียงใด แต่ด้วยไออุ่นจากตบะวิหกเพลิงที่ไหลเวียนอยู่ในกายของจงหลิง ก็แผ่ซ่านออกมาปกคลุมคนทั้งสองให้รู้สึกอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ราวกับถูกโอบล้อมด้วยกองเพลิงที่นุ่มนวล
จงหลิงแหงนหน้าขึ้นมองสบตาหลิวชิง แววตาของนางส่องประกายวาววับด้วยความซาบซึ้งและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกว้าเหว่ที่กัดกินหัวใจนางมานานนับปีดูเหมือนจะถูกเติมเต็มจนเปี่ยมล้นในค่ำคืนนี้
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่ใหญ่เฟยหลงมักจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการฝึกบำเพ็ญตบะเพื่อมุ่งสู่ความเป็ใหญ่ จนเผลอละเลยและหลงลืมที่จะมอบความสำคัญและความอบอุ่นให้แก่นางอย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งพึงได้รับ ทว่าในอ้อมกอดของหลิวชิงยามนี้ นางกลับรู้สึกถึงความหมายของการถูกรักและถูกมองเห็นอย่างแท้จริง
“หลิวชิง... คืนนี้ข้ามีความสุขเหลือเกิน ข้าไม่รู้เลยว่าจะขอบคุณเ้าอย่างไรดี”
จงหลิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแ่พร่า ทว่ากลับสั่นไหวด้วยความปิติที่ล้นเอ่อออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แววตาที่เคยแข็งกร้าวเยี่ยงจักรพรรดิเซียน บัดนี้กลับดูอ่อนและเต็มไปด้วยความซาบซึ้งในััที่เขาเพิ่งมอบให้
“ข้าต่างหากที่ต้องเป็ฝ่ายขอบคุณเ้า... นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ข้าได้ััความลึกซึ้งเช่นนี้กับหญิงสาว เ้าช่างดีกับข้าเหลือเกิน” หลิวชิงเอ่ยตอบพลางเอื้อมมือไปลูบไล้เรือนผมของนางอย่างทะนุถนอม ราวกับอยากจะหยุดเวลาในค่ำคืนนี้เอาไว้ไม่ให้ผ่านพ้นไป
“นับจากนี้เราสองคนมิมีสิ่งใดติดค้างกันอีก... ค่ำคืนนี้มีเพียงความสุขที่ข้าและเ้าต่างมอบให้แก่กันและกันอย่างเต็มใจ”
“แล้วแต่เ้าเถิด... หากเ้าคิดเห็นเช่นไร ข้าก็พร้อมจะยอมรับตามนั้น” จงหลิงเอ่ยตอบ ทว่าน้ำเสียงของนางกลับเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมา “แต่เื่ในค่ำคืนนี้... เ้ารับปากข้าได้หรือไม่ ว่าจะเก็บมันไว้เป็ความลับระหว่างเราสองคน”
นางจ้องมองลึกเข้าไปในตาของเขาด้วยความกังวล เพราะหากเื่นี้แพร่งพรายออกไป ผลที่ตามมาคงรุนแรงเกินกว่าที่ทั้งคู่จะรับไหว แม้เฟยหลงจะเอาแต่บำเพ็ญตบะจนละเลยนางไปบ้าง แต่นางก็รู้ดีว่าการมาทำเช่นนี้กับชายอื่นโดยเฉพาะกับหลิวชิงที่เป็ถึงสหายร่วมรบที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับเฟยหลงมาตลอด ถือเป็เื่ที่มิอาจให้อภัยได้เลย
“จงหลิง ข้ารับปากเ้า... เื่ในคืนนี้ข้าจะเก็บเป็ความลับ และจะไม่มีวันหลุดรอดจากปากข้าไปถึงหูใครเป็อันขาด” หลิวชิงยืนยันด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตาที่จริงจัง เพื่อให้นางมั่นใจว่าความลับนี้จะถูกเก็บงำไว้อย่างดีที่สุด
จงหลิงพยักหน้าเบาๆ ด้วยความเบาใจ ก่อนจะค่อยๆ หยิบอาภรณ์สีเพลิงขึ้นมาสวมใส่ จัดแจงเครื่องแต่งกายให้กลับมาดูสวยสง่าและเรียบร้อยดังเดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
นางหันมาสบตาหลิวชิงอีกครั้งแล้วเอ่ยลา “นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าหายมานานเกินไปหากนานกว่านี้เหล่าศิษย์อาจเกิดความสงสัยเอาได้... คงต้องขอตัวลาเ้าก่อน”
“ก่อนจะจากกัน... ข้าขอกอดเ้าอีกสักครั้งได้หรือไม่” สิ้นเสียงของหลิวชิง จงหลิงก็โผเข้ากอดเขาอย่างแแ่ทันที
“ย่อมได้... เ้านี่ช่างน่ารักและอ่อนโยนกับสตรีเหลือเกิน ใครได้เ้าไปเป็คนรักคงจะมีความสุขมากแน่ๆ เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้ว ไว้เจอกันตอนรุ่งสางนะ”
ทว่าในจังหวะที่จงหลิงกำลังจะผละออกจากอ้อมกอดของหลิวชิงนั้นเอง ร่างกายของเขาก็พลันเปล่งแสงเรืองรองสว่างไสวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ปรากฏการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้บำเพ็ญกำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมเพื่อบรรลุสู่ตบะขั้นถัดไปเท่านั้น ทั้งหลิวชิงและจงหลิงต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความฉงนสงสัยอย่างปิดไม่มิด เหตุใดหลิวชิงถึงได้มาบรรลุเอาในยามนี้?
“จงหลิง เ้าดูสิ!” หลิวชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“พลังหยินและหยางภายในกายข้ากำลังไหลเวียนประสานกันอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน... บัดนี้ข้ากำลังจะทะลวงผ่านคอขวด เพื่อบรรลุสู่ระดับาาเซียนแล้ว ข้ายินดีกับเ้าด้วยจริงๆ นี่ถือเป็ข่าวดีเหนือความคาดหมายนัก” จงหลิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มปิติ
“การที่พลังหยินและหยางในร่างเ้าไหลเวียนได้คล่องตัวถึงเพียงนี้ คงเป็ผลจากการที่เราร่วมรักกันไปเมื่อครู่เป็แน่... อันที่จริงข้าเองก็ััได้ถึงแรงสั่นะเืของพลังบางอย่าง แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะทรงพลังถึงขั้นช่วยให้เ้าทะลายคอขวดเข้าสู่ระดับาาเซียนได้เช่นนี้”
นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะสำรวจบรรยากาศรอบกาย “เอาเถิด ระหว่างที่เ้ากำลังข้ามผ่านขีดจำกัด ข้าจะกางค่ายกลซ้อนทับเพื่อปิดบังพลังไว้ มิเช่นนั้นแรงกระเพื่อมจากการเลื่อนระดับของเ้าคงดึงดูดให้ผู้คนแห่กันมาที่นี่กลางดึกเป็แน่”
สิ้นคำ จงหลิงก็โคจรพลังไว้ที่ฝ่ามือ ก่อนจะเริ่มวาดอักขระค่ายกลชั้นสูงล้อมรอบพื้นที่แห่งนั้นไว้อีกชั้นอย่างแ่า
“... เช่นนั้นข้าขอฝากเ้าด้วย” หลิวชิงเอ่ยด้วยสายตาซาบซึ้ง ก่อนจะรีบทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ รวบรวมสมาธิเพื่อบำเพ็ญจิตให้สงบนิ่ง ประคองกระแสพลังที่พุ่งพล่านภายในร่างให้ไหลเวียนเข้าสู่จุดกำเนิดแก่นพลังปราณ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับาาเซียน