รอเกาหยวนหูจากไปแล้ว ราชามู่ฉางเยียนก็ทรงถอนพระปัสสาสะยาวๆ จากนั้นก็โบกพระหัตถ์ให้คนข้างตัวออกไปทั้งหมด เหลือเพียงแค่อันเจิงกับอันเฉิง
“คนพวกนี้ยิ่งอยู่ก็ยิ่งเหิมเกริม”
ราชามู่ฉางเยียนทรงพิงพนักเก้าอี้และผ่อนคลายลงทรงนั่งหดพระองค์จนแทบจะมุดเข้าไปในเก้าอี้ตัวใหญ่นี้อยู่แล้วหรืออาจเพราะในเวลาที่รู้สึกไม่ปลอดภัยมากที่สุดการนั่งพิงอะไรบางอย่างอาจทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นบ้าง
“อันเจิง”
“กระหม่อมอยู่นี่”
“เจ้าอย่าได้ใส่ใจเขานักเลยความจริงหมากที่อยู่ในกระดานพวกเขาเพียงแค่ใช้เจ้ามาลองวัดเส้นตายของข้าเท่านั้นแหละเรื่องของหน่วยทหารก็เหมือนรอยรั่วที่พวกเขาทำไว้ จากนั้นพวกเขาก็คิดว่า...ในเมื่อมีรอยรั่วเปิดออกแล้วอย่างนั้นการรีบใช้มีดกรีดรอยนั้นให้ฉีกออกจากกันจะไม่ดีกว่าหรือ?”
“หากข้าไม่สนใจเรื่องของเจ้าอย่างนั้นแสดงให้เห็นอะไรบ้าง? นั่นแสดงว่าข้ายอมแพ้แล้วน่ะสิ แม้กระทั่งตระกูลเกาก็สามารถก่อความวุ่นวายต่อหน้าข้าพวกเขาคงจะรู้สึกว่าข้าได้ปล่อยวางและยอมแพ้แล้วฉะนั้นต่อไปก็จะทำเรื่องที่บังอาจมากกว่านี้อีก”
อันเจิงพูดขึ้น “กระหม่อมไม่ได้คิดมากขนาดนั้น”
ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระโอษฐ์“เจ้ามีนิสัยใสซื่อและตรงไปตรงมา นี่เป็นเรื่องดี เพราะมันแสดงว่าต่อให้เจ้าจะเข้ามาในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายแต่สุดท้ายเจ้าก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมนั้นเรื่องที่เจ้าทำหลังจากเข้าเมืองหลวง มีเรื่องไหนที่ไม่ใหญ่เพียงพอต่อการโมโหบ้าง? ส่วนที่ข้าชื่นชอบนั่นก็คือความใสซื่อและตรงไปตรงมาของเจ้า”
ราชามู่ฉางเยียนเงยพระพักตร์มองท้องฟ้า“ชายชาตรีทุกคนต้องมีเรื่องที่หนักแน่นสักเรื่องสินะ? ตอนข้าอายุยังน้อยข้าเคยคุยเล่นกับพี่ใหญ่เขาถามว่าความหวังที่ใหญ่ที่สุดของข้าคืออะไรข้าบอกว่าอยากเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์ใจ เขาจึงยิ้มแล้วบอกว่า...หวังว่าเจ้าจะเป็นคนอย่างที่เจ้าใฝ่ฝันได้นะ”
“จากนั้นข้าจึงถามเขา ว่าความคาดหวังของเขาคืออะไร? เขาบอกว่า...ทุกคนและทุกเรื่องในใต้หล้านี้เขาอยากเหมือนดั่งจักรวรรดิต้าซี นอกจากจักรวรรดิต้าซีแล้ว ผู้ปกครองเมืองคนอื่นไม่อาจเทียบชั้นได้หากอยู่ต่อหน้าจักรวรรดิต้าซีพวกเขายังต้องเรียกแทนตัวเองว่ากระหม่อมเขาหวังว่า...วันหนึ่งเขาจะเป็นใหญ่ในดินแดนทางเหนือ แล้วกล้าเผชิญหน้ากับจักรวรรดิต้าซีอย่างเปิดเผย”
ในใจอันเจิงสั่นไหวทันที พี่ชายของมู่ฉางเยียนก็คือรัชทายาทองค์ก่อนนั่นเองเขาช่างแข็งข้อและไม่รู้จักพลิกแพลง ฉะนั้นจึงถูกไทเฮากำจัดเร็วเช่นนี้หากรัชทายาทองค์ก่อนรู้จักอดกลั้นบ้าง ไม่แน่เขาอาจล้มไทเฮาได้ในวันหนึ่ง
ส่วนมู่ฉางเยียนก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ฉะนั้นเขาจึงอดทนอดกลั้นต่อไทเฮาและเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างจากพี่ชายของตัวเองเพราะพี่ชายเขาได้ทิ้งบทเรียนอันมีค่านี้ไว้ให้แล้ว
ความคิดของมู่ฉางเยียนก็คือพยายามเติบโตอย่างลับๆ เมื่ออดทนจนมีอำนาจมากพอค่อยต่อต้านไทเฮา แต่เท่าที่ดูราวกับไทเฮาจะหมดความอดทนกับเขาแล้ว
“พวกเจ้าทั้งสองคนนามสกุลอัน...”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้นอย่างยากลำบาก“เริ่มแรกข้ายังคิดว่านี่อาจเป็นลิขิตจากฟ้าที่ส่งคนสกุลอันทั้งสองคนมาอยู่ข้างกายข้า แล้วช่วยเปลี่ยนทุกอย่างให้มั่นคงขึ้นเมื่อมาคิดดูแล้ว นั่นเป็นเพียงความคิดในตอนที่ข้าไม่มั่นใจเท่านั้น อีกหน่อยสิ่งที่ข้าทำได้ก็คงเป็น...ให้คนที่เชื่อใจข้าอย่างพวกเจ้ามีชีวิตที่ดีขึ้น”
ทรงมองไปยังอันเจิง“ตอนนั้นที่เจ้าเลือกเข้าสำนักวรยุทธ์ชางเกรงว่าคงไม่ใช่เพราะเจ้าอยากเข้ามาเองหรอกนะ? ถึงแม้จะเป็นแบบนั้นแต่เจ้าก็ยังเลือกที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของสำนักวรยุทธ์ชางอยู่ดีนี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หากพูดตามผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูละก็สามารถพูดว่าเจ้าเป็นคนที่แน่วแน่ และตอนนี้ คนอย่างเจ้าก็ถือว่าหายากมากแล้ว”
“เจ้าไปเถอะ”
ราชามู่ฉางเยียนชี้พระหัตถ์ลงไปด้านล่าง“วันนี้ ที่นั่นก็คือใต้หล้าของเจ้า”
อันเจิงยกมือคารวะ “กระหม่อมทูลลา”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้น “อันเฉิงเจ้าลงไปบอกคนของกรมพิธีการ บอกว่าการประลองระดับฉู่โสงไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของอันเจิงแล้วข้าอนุญาตให้เขาเข้าร่วมการประลองระดับป๋าโกย...เนี่ยชิงเพียงคนเดียวช่างโดดเดี่ยวยิ่งนัก”
ขณะที่อันเจิงเดินลงมา เขารู้สึกว่าทุกฝีก้าวของตัวเองหนักหน่วงมากเดิมทีเขาไม่มีความรู้สึกดี ๆ กับมู่ฉางเยียน เพราะเขารู้สึกว่ามู่ฉางเยียนอ่อนแอเกินไปแต่เมื่อดูตอนนี้แล้ว สิ่งที่มู่ฉางเยียนแบกรับก็หนักหนาจริง ๆฉะนั้นจึงต้องจัดการทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง
ปกติแล้วการเดินขึ้นบันไดจะเหนื่อยกว่าเดินลงบันไดแต่ตอนที่อันเจิงเดินลงบันได เขากลับรู้สึกว่าเท้าตัวเองหนักกว่าตอนเดินขึ้นเสียอีก
เมื่อครู่มู่ฉางเยียนใช้กิริยาที่เด็ดขาดต่อเกาหยวนหูเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นศักดิ์ศรีของราชา แต่เป็นถึงราชาของแคว้นหนึ่งเขาจำเป็นต้องใช้ท่าทีแบบนี้มาประกาศความเด็ดขาดและศักดิ์ศรีของตนเองจริงหรือ แบบนี้ไม่ใช่การกระทำที่เจ็บปวดที่สุดหรอกหรือ?
อันเจิงเดินไปหาเนี่ยชิงที่ลานประลองป๋าโกยเขายังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้และไม่ได้เคลื่อนไหว...สิ่งที่ต่างจากอันเจิงก็คือจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ขึ้นประลองเลยสักครั้ง
อันเจิงรู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์
ตระกูลเกาวางแผนในการประลองฉู่โสง ให้อันเจิงต้องขึ้นประลองติดต่อกันครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าตระกูลเกาไม่เคารพกฎหมายของแคว้นเยี่ยนและยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความซื่อสัตย์ที่มีต่อมู่ฉางเยียนได้กลับกลายไปอยู่ข้างไทเฮาแล้ว
คนในตระกูลเกาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของไทเฮาเท่านั้นเป็นหมากที่ไทเฮาใช้ทดลองอะไรหลาย ๆ อย่างไทเฮาต้องการใช้ตระกูลเกามาท้าทายกฎหมายของแผ่นดินเยี่ยนอีกทั้งยังท้าทายฟางเส้นสุดท้ายของมู่ฉางเยียนด้วย
ส่วนทางด้านเนี่ยชิงเกรงว่าก็คงไม่ได้รับความยุติธรรม อันเจิงถูกคนจงใจให้ขึ้นประลองติดต่อกันส่วนเนี่ยชิงก็ไม่ได้ประลองเลยสักครั้งอาจเพราะว่าคนพวกนั้นไม่คิดจะให้เนี่ยชิงขึ้นประลองเลยก็ได้ พวกเขาสามารถบอกว่าในกล่องมีชื่อของอันเจิงสามใบและแน่นอน พวกเขาก็สามารถบอกว่าในกล่องไม่มีชื่อของเนี่ยชิง
เมื่อถึงที่สุดแล้วเนี่ยชิงไม่ได้ขึ้นประลอง พวกเขาก็เพียงแค่โยนความผิดนี้ไปให้ขุนนางในกรมพิธีการที่จัดการเรื่องนี้เท่านั้นส่วนเนี่ยชิงล่ะ เขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
“ยังรออยู่?”อันเจิงถาม
เนี่ยชิงมองอันเจิงแวบหนึ่งจากนั้นก็พยักหน้า “ทำได้เพียงรอ”
อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็นั่งลงข้างเขา“แผ่นดินนี้...ยังเป็นแผ่นดินที่เจ้ารักอยู่หรือไม่?”
เนี่ยชิงเงียบไปนานกว่าอันเจิง จากนั้นก็มองอันเจิงพร้อมพูดอย่างแน่วแน่“เมื่อสี่ปีก่อน คาบแรกที่ข้าเรียนกับเจ้าสำนักเหยียน ตอนนั้นเขาบอกว่า...มีนักรบผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเคยพูดไว้หากทหารทุกคนแข็งแกร่งประดุจหินผา อย่างนั้นสงครามต้องได้รับแต่ชัยชนะแต่หากทหารทุกคนมีคุณธรรม อย่างนั้นใต้หล้านี้คงมีแต่ความยุติธรรม”
เขามองไปยังรอบด้าน “คนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ก็คงเคยได้ยินมาแล้วเพียงแค่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเท่านั้นเอง ข้าไม่อาจทำให้ทหารทุกคนแข็งแกร่งประดุจหินผาและไม่อาจทำให้ทุกคนมีคุณธรรม ข้าทำได้เพียงให้ตัวเองเป็นคนเช่นนั้นเป็นทหารที่แข็งแกร่งและไม่พ่ายแพ้ต่อสงคราม เป็นคนก็ต้องมีคุณธรรมเพียงเพราะจิตใจมีความยุติธรรม”
อันเจิงถอนหายใจแล้วพูด “แต่คนอย่างเจ้าในบางครั้งก็ดูเดียวดายมากเกินไป”
เนี่ยชิงยิ้มจากนั้นก็หันมามองอันเจิงแวบหนึ่ง “แล้วเจ้าไม่เหมือนข้ารึ?”
อันเจิงยิ้มพร้อมส่ายหน้า“ข้าไม่เหมือนเจ้า ข้ารู้จักพลิกแพลง”
เนี่ยชิงยิ้มอย่างผ่อนคลายลง“อีกนิดเดียวข้าก็จะเชื่อแล้ว”
อันเจิงหัวเราะเสียงดัง“อีกนิดเดียวข้าเองก็จะเชื่อแล้วเหมือนกัน”
เนี่ยชิงหัวเราะครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดขึ้น “พวกเรามาที่นี่เพื่อเป็นตัวแทนของสำนักวรยุทธ์ชาง แต่กลับไม่ได้ขึ้นประลองเลยสักครั้งหากสุดท้ายยังไม่มีใครเรียกชื่อข้าอย่างนั้นข้าจะขอท้าประลองกับผู้ชนะการประลองป๋าโกย”
อันเจิงพยักหน้า “ดี”
เนี่ยชิงพูด“แต่เจ้ากับข้าก็รู้ดี ต่อให้เราทั้งสองจะมีโอกาสเข้าร่วมการประลองป๋าโกยก็ตามและต่อให้เราจะชนะ อย่างไรเสีย อาจเป็นไปได้ว่าจะถูกผู้คุมการประลองใช้วิธีมากมายมาเปลี่ยนผลการประลองอยู่ดี”
อันเจิงหันไปมองขุนนางกรมพิธีการที่ยืนข้างกล่องรายชื่อในสนามประลองจากนั้นความเกลียดชังราชสำนักแคว้นเยี่ยนก็เพิ่มพูนขึ้น
ขณะนี้เอง ขุนนางที่มีอายุราวสี่สิบกว่าปีที่มีลักษณะอ้วนและดูเหมือนไม่ฉลาดก็ล้วงเข้าไปในกล่องรายชื่อ “การประลองครั้งต่อไป...เนี่ยชิงจากสำนักวรยุทธ์ชาง”
จากนั้นเขาก็ยื่นมือเข้าไปในกล่องอีกครั้งแล้วหยิบกระดาษออกมาดู “คู่ต่อสู้ของเขาคือเฟิงเสี่ยวหยางจากสำนักไท่ซ่างเต้า”
ทุกคนที่อยู่ในลานประลองต่างก็ชะงักไปทันที!
ไม่มีใครนึกถึงเลยว่าฉากสำคัญจะมาเร็วขนาดนี้กฎการประลองในปีนี้ถูกเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาการประลองป๋าโกยจะมีการจัดเตรียมคู่ประลองไว้เรียบร้อยแล้วจากนั้นก็สู้กันตามลำดับ แต่เพราะไทเฮาอยากแทรกแซงไปเสียทุกเรื่อง ปีนี้จึงทรงเปลี่ยนกฎกติกาเป็นสุ่มจับคู่ประลองแทน
แต่เพราะแบบนี้การประลองก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันมากขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าคู่ต่อสู้ของตัวเองคือใครหรืออาจได้ประลองกับคนในสำนักเดียวกันก็ได้
เนี่ยชิงชะงักไปทันทีหลังจากสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเขาก็ยืนขึ้น จากนั้นก็จัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองแล้วก้มหน้ามองอันเจิง“ดูแล้วโชคก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป”
อันเจิงชูนิ้วโป้งขึ้น “ต้องชนะ”
เนี่ยชิงพยักหน้ารับ จากนั้นก็ก้าวยาว ๆเข้าไปในสนามประลอง
ทางด้านสำนักไท่ซ่างเต้าสีหน้าทุกคนเปลี่ยนเป็นแปลกใจขึ้นมา โดยเฉพาะอาจารย์นำขบวนที่สวมชุดนักพรตสีดำเขามีสีหน้าแย่มาก จากนั้นก็หันไปเขม่นหน้าขุนนางคุมการประลองอย่างดุร้ายเหมือนในดวงตาเต็มไปด้วยมีดที่แหลมคม ขุนนางคุมการประลองที่นั่งอยู่ข้างสนามยิ้มขึ้นเล็กน้อย
นักพรตคนนั้นหันกลับมามองเฟิงเสี่ยวหยาง“เรื่องนี้ผิดปกติ ขุนนางของกรมพิธีการรับเงินจากเราเขาไม่ควรให้เจ้าประลองกับเนี่ยชิง หากเป็นไปตามที่เราคุยกันไว้เนี่ยชิงต้องประลองกับซูเฟยหลุนจากสำนักต้าติงก่อนหลังจากพวกเขาทั้งสองพ่ายแพ้และบาดเจ็บแล้ว เจ้าจึงจะได้อันดับหนึ่งอย่างง่ายดาย”
เฟิงเสี่ยวหยางมองเนี่ยชิงที่กำลังเดินเข้ามาจากนั้นในแววตาก็ประกายแสงแวววาว “แล้วใครอยากได้อันดับหนึ่งล่ะ?”
นักพรตชุดดำชะงักไปทันที เหมือนเขายังอยากพูดอะไรต่อแต่ทว่าเฟิงเสี่ยวหยางก็เดินขึ้นสนามประลองไปแล้ว
เฟิงเสี่ยวหยางสวมชุดสีขาวขลิบฟ้าร่างกายผอมบาง ส่วนหน้าตาก็ดูสง่างามไม่มีใครเทียม เขาจึงได้รับฉายาว่าเป็นชายหนุ่มที่มีหญิงสาวในเมืองฟางกู้หลงใหลมากที่สุดแต่นักพรตไม่สามารถแต่งงานได้ ฉะนั้นไม่รู้ว่ามีหญิงสาวมากเท่าไหร่ที่บ้าคลั่งเพราะอยากแต่งงานกับเขา
หนุ่มหล่อผู้มากพรสวรรค์อันดับหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนในสำนักไท่ซ่างเต้าเขาไม่เคยมีประวัติเรื่องผู้หญิงเลยสักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่เคยไปหอนางโลมเลยด้วยซ้ำมีคนบอกว่าเขาสูงส่งและใสสะอาด เหตุผลที่เขาไม่ยุ่งกับหญิงสาวคนไหนนั่นเป็นเพราะไม่มีใครคู่ควรกับเขาเลยสักคนเขาไม่เหมือนซูเฟยหลุนที่มีชื่อเสียงด้านผู้หญิงไปทั่วเมือง เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับเฟิงเสี่ยวหยางคือการประลอง...เพราะเขาชนะจากการท้าประลองเสมอมา
เฟิงเสี่ยวหยางแบกดาบอยู่ด้านหลังส่วนเนี่ยชิงแบกไม้สีดำท่อนหนึ่ง
ทั้งสองคนยืนอยู่ในสนามประลองไม่ว่าจะมองอย่างไร เขาทั้งสองก็ดูหล่อเหลากันไปคนละแบบ เฟิงเสี่ยวหยางโฉมงามดูดีมีสกุล ส่วนเนี่ยชิงกำยำและดูเป็นสุภาพบุรุษ บนร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายความโดดเด่น
“ถือว่าไม่ได้มาเสียเปล่า”
เฟิงเสี่ยวหยางยกมือคารวะเนี่ยชิง“สวัสดีศิษย์พี่เนี่ย”
เนี่ยชิงยกมือคารวะกลับ“สวัสดีศิษย์พี่เฟิง”
เฟิงเสี่ยวหยางยิ้มขึ้นเล็กน้อย“ตั้งแต่สี่ปีก่อน ข้าก็คิดอยากสู้กับเจ้าสักครั้ง แต่เจ้าก็น่าจะรู้ดีอาจารย์มีกฎที่เข้มงวดมาก พวกเขากลัวว่าหากข้าแพ้จะเป็นการเสียชื่อเสียงของสำนักไท่ซ่างเต้า แต่สิ่งนี้กลับเป็นมารในใจข้าเสมอมาหากวันนี้ไม่ได้สู้กับเจ้าสักครั้ง ต่อไปข้าคงจะนอนไม่หลับเลยสักคืน”
เนี่ยชิงยิ้ม“อย่างนั้นก็สู้ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย”
เฟิงเสี่ยวหยางมองไปยังรอบด้าน“หากประลองที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรก็สู้อย่างหมดห่วงไม่ได้”
เนี่ยชิงถาม“อย่างนั้นเจ้าอยากประลองที่ไหน?”
เฟิงเสี่ยวหยางถอนหายใจพร้อมพูด“ต้องประลองให้คนอื่นดู ทั้งยังต้องประลองให้ไม่ค้างคาใจด้วย...หรือเราไปประลองที่อื่น?”
เขายื่นมือออกไป
เนี่ยชิงมองตาม ที่ที่เขาชี้ก็คือตำหนักวิหารสวรรค์