รุ่งอรุณมาเยือนยอดเขาเทียมฟ้า ที่นี่อากาศเย็นสบายอย่างมาก ในยามเข้ายังมีหมอกจางๆ ปกคลุมยอดเขา เป็นทิวทัศน์ที่แสนงดงาม จิ่นฮวาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
หลังจากที่เทียนหลงกลับไป นางก็เข้านอนทันที เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางรอนแรมมาเป็นระยะเวลาหลายวัน เช้านี้จึงตื่นขึ้นด้วยพลังเต็มเปี่ยม
“อ้าว หยางชุน ข้ากำลังจะเดินไปหาที่เรือนเจ้าพอดี” จิ่นฮวาเอ่ยทักทายสหายที่กำลังเดินมาทางนี้
“มู่จิ่น ไปหาอะไรกินกัน” หยางชุนเอ่ยทักตอบแล้วชวนกันไปทานมื้อเช้าที่โรงอาหารของสำนัก
เมื่อวานศิษย์พี่ที่นำทางพวกเขาแนะนำว่าที่โรงอาหารของสำนักจะมีอาหารชุดปกติสำหรับเลี้ยงศิษย์ทุกคนโดยไม่คิดเงิน แต่หากอยากได้สำรับชุดพิเศษจะต้องจ่ายด้วยเหรียญเมฆาของสำนัก
สำนักเทียมเมฆานั้นจะไม่ใช้จ่ายด้วยเงินตราทั่วไปเหมือนภายนอก เพื่อให้ศิษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกๆ เดือนสำนักจะมอบ 5 เหรียญเมฆา (เป็นเหรียญทองมีลวดลายเมฆมงคล)
และสามารถหาเหรียญเพิ่มได้จากการทำภารกิจระดับต่างๆ ของสำนัก มีตั้งแต่ง่ายไปจนถึงระดับอันตราย ศิษย์สายนอกจะทำได้แค่ภารกิจระดับต่ำเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย แต่ก็ได้ค่าตอบแทนน้อยเช่นกัน
จึงมีศิษย์บางคนทำการค้าเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญเมฆามาใช้จ่ายเช่นกัน เช่นศิษย์จากหอโอสถอาจจะนำยาที่ตนปรุงเองมาขาย หรือศิษย์บางคนออกไปทำภารกิจข้างนอกได้สมุนไพรดีๆ มาก็นำมาขายให้พวกศิษย์หอโอสถเป็นต้น ซึ่งทางสำนักก็ไม่ได้ว่าอะไร อนุญาตให้ทำการค้ากันได้ตามสบาย
“อาหารชุดทั่วไปไม่เสียเงินหยิบได้คนละชุด อาหารชุดพิเศษชุดละหนึ่งเหรียญเมฆา พวกเจ้าเลือกได้เลย” พ่อครัวเอ่ยอย่างใจดี
“เอาชุดปกติหนึ่งชุดและชุดพิเศษหนึ่งชุดขอรับ” จิ่นฮวาในคาบของมู่จิ่นสั่งอาหารมาสองชุด เขาอยากลองว่ามันต่างกันอย่างไร
“ชุดพิเศษหนึ่งชุด” หยางชุนกล่าวสั้นๆ
อาหารชุดปกติเป็นอาหารที่ทำจากวัตถุดิบอย่างดี แต่ก็เป็นอาหารที่ไม่มีพลังวิญญาณ แต่อาหารชุดพิเศษนั้น เป็นอาหารพลังวิญญาณและเนื้อที่ใช้ยังเป็นเนื้อสัตว์อสูร อาหารชุดพิเศษจะช่วยบำรุงร่างกายและเสริมสร้างพลังปราณให้แก่ผู้ฝึกตนได้เป็นอย่างดี
นางฟังคนเขาพูดกันว่าที่สำนักสามารถปลูกผักพลังวิญญาณได้ ซึ่งก็คงไม่แปลกเพาะที่นี่มีผู้ที่มีธาตุพฤกษาอยู่มาก การเข้าไปหล่อเลี้ยงพืชวิญญาณในสวนก็ได้ค่าภารกิจเช่นกัน จิ่นฮวายังคิดว่านางจะไปลองทำดูบ้าง
เมื่อได้กินอาหารพวกนี้ทำให้จิ่นฮวาคิดถึงบ้านขึ้นมา ปกตินางติดต่อหาที่บ้านวันเว้นวันอยู่แล้ว เพราะระยะทางไกล ทำให้สิ้นเปลืองพลังปราณจำนวนมากจึงไม่อาจคุยนานได้
เมื่อทานมื้อเช้ากันเสร็จเรียบร้อย ศิษย์ใหม่ทุกคนจึงรวมตัวกันที่ลานกว้าง
“วันนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปที่หอตำรา ศิษย์สายนอกสามารถเลือกตำราระดับต่ำได้คนละสามเล่ม ให้ยืมมาศึกษาได้คนละหนึ่งเดือน เมื่อครบกำหนดต้องนำไปคืน การจะยืมครั้งต่อไปต้องใช้เหรียญเมฆาแลก เดือนละ 1เหรียญต่อ 1 เล่ม ฉะนั้นในการเลือกครั้งแรกเจ้าต้องเลือกดีๆ เพราะหากต้องการเปลี่ยนเล่มใหม่ก็ต้องเสียเหรียญเมฆาเช่นกัน” อาจารย์เหลียงคง ผู้ดูแลเหล่าศิษย์ใหม่ปีนี้เอ่ยอธิบาย
เขาเป็นอาจารย์วัยกลางคนท่าทางเป็นมิตรและดูใจดี เขาพาพวกเด็กๆ ข้ามสะพานอย่างเป็นระเบียบมุ่งสู่ ยอดเขาที่เป็นที่ตั้งหอตำรา
หอตำราของสำนักเทียมเมฆานั้นที่ขนาดเท่ากับปราสาทหลังใหญ่หลังหนึ่ง มีตำราเป็นแสนเล่ม ต่อให้พวกเขาเข้าไปพร้อมกันทั้งร้อยคนก็ไม่แออัด
“ศิษย์สายนอกเลือกได้แค่ชั้นหนึ่งและชั้นสอง พวกเจ้ามีเวลาเลือกตำราหนึ่งชั่วยาม ห้ามส่งเสียงรบกวน ห้ามก่อปัญหา ไม่เช่นนั้นเจ้าจะถูกโยนออกไปทันที เข้าใจหรือไม่” อาจารย์เว่ยอิง อาจารย์ชราผู้ดูแลหอตำราเอ่ยเสียงเย็น
เมื่อเข้าไปในหอตำราแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปเลือกตำราที่ตนสนใจ จิ่นฮวาเดินสำรวจชั้นที่หนึ่งอย่างใจเย็น นางอยากได้เคล็ดวิชาตัวเบาสักเล่ม ได้ยินมาว่าสำนักเทียมเมฆาขึ้นชื่อเรื่องวิชาตัวเบา
แต่นางไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะชั้นหนึ่งและสองเป็นแค่ตำราระดับต่ำเท่านั้น แต่การศึกษาพื้นฐานให้แน่นไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องดี นางใช้วิธีเหมือนกับตอนที่เลือกตำราที่ร้านขายตำราในเมืองเชียง
ใช้ธาตุแสงตรวจสอบตำราไปเรื่อยๆ เมื่อเจอตำราที่ตอบสนองพลังของนางค่อยหยิบมาดู ในชั้นที่หนึ่งไม่มีวิชาตัวเบาที่นางสนใจ นางจึงเลือกตำราธาตุไฟมาหนึ่งเล่ม
เมื่อมาถึงชั้นที่สอง จิ้นซื่อก็เรียกให้นางดูตำราเล่มหนึ่ง เขาบอกว่าเล่มนี้มีพลังงานบางอย่าง จิ่นฮวาลองใช้ธาตุแสงตรวจสอบดู และมันตอบสนองพลังของนาง จิ่นฮวาจึงเปิดดู เมื่อเปิดตำราหน้าแรกนางพบว่าเป็นพื้นฐานวิชาตัวเบา ชื่อว่าท่าเท้าล่องนภา นางสนใจเป็นอย่างมาก แต่เปิดดูเนื้อหามีเพียงสามหน้าแรก ที่เหลือเป็นกระดาษว่างเปล่า
“ข้าคิดว่าต้องฝึกขั้นแรกให้สำเร็จก่อนจึงสามารถอ่านบทต่อไปได้ขอรับ” จิ้นซื่อสันนิษฐาน ในฐานะภูติตำรา เขาค่อนข้างมั่นใจว่าตำราเล่มนี้น่าจะเป็นตำราระดับสูง อาจจะสูงถึงระดับนภาเลยทีเดียว แต่ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมถึงถูกจัดไว้รวมกับตำราระดับต่ำ
“งั้นข้าจะลองฝึกดู” จิ่นฮวาตัดสินใจ นางเลือกตำราเล่มนี้และหาตำราธาตุพฤกษาอีกเล่ม จากนั่นนำไปให้อาจารย์เว่ยอิงลงทะเบียนยืมตำรา
“ข้ายืมสามเล่มนี้ขอรับอาจารย์เว่ย” จิ่นฮวาเอ่ยอย่างสุภาพ
“เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการเล่มนี้” อาจารย์ชราแห่งหอตำราเอ่ยถามเมื่อเห็นตำราท่าเท้าล่องนภา
“ขอรับ” จิ่นฮวาตอบหนักแน่น
“ข้าขอเตือนเจ้า ตำราเล่มนี้ไม่สมบูรณ์มีแต่เพียงขั้นแรกเท่านั้น ไม่สามารถฝึกฝนแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ หลายคนที่ยืมไป ล้วนนำมาคืน ต้องยอมเสียเหรียญเมฆาเพื่อเปลี่ยนเป็นเล่มอื่น” อาจารย์ชรายังเอ่ยเตือนอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าอยากลองศึกษาดู” จิ่นฮวายังหนักแน่น ไม่มีท่าทีไขว้เขวเลยสักนิด อาจารย์เว่ยจึงไม่ได้เอ่ยอะไรอีก บันทึกการยืมตำราแล้วส่งให้นางไป
“ขอบคุณขอรับ” จิ่นฮวาทำความเคารพ แล้วเดินออกจากหอตำราไป
“หวังว่าเจ้าจะมีวาสนาต่อมัน” อาจารย์เว่ยอิงเห็นแววตามั่นคงของจิ่นฮวาจึงรู้สึกถูกชะตา จึงเอ่ยออกมาเบาๆ ขณะมองตามหลังเด็กหนุ่มที่เดินจากไป
แท้จริงแล้วตำราเล่มนี้ เขาเป็นคนเขียนเอง เป็นเคล็ดวิชาตัวเบาที่เขาคิดค้น แต่หลายสิบปีที่ผ่านมายังไม่มีใครสามารถค้นพบความลับของตำราเล่มนี้ได้เลย
เมื่อเสร็จการเลือกตำราในช่วงเช้า ช่วงบ่ายเป็นการฝึกโคจรพลังปราณด้วยรูปแบบของสำนักเทียมเมฆา
อาจารย์เหลียงคง พาพวกเขามาที่ลานฝึก สอนวิธีโคจรพลังปราณ และคอยแนะนำวิธีที่ถูกต้องแก่พวกเขา
“พวกเจ้าต้องทำสมาธิ สัมผัสพลังปราณรอบตัวของเจ้าให้ได้ พลังที่ล่องลอยในอากาศ ซึมซับพลังโดยผ่านการหายใจ เหมือนกับการที่เจ้าซึมซับจากอาหารพลังวิญญาณ เจ้าต้องฝึกซึมซับมันให้ได้ตลอดเวลา หากฝึกจนชำนาญร่างกายของเจ้าจะดูดซับพลังจากฟ้าดินได้ แม้ไม่ได้นั่งทำสมาธิ” อาจารย์เหลียงคง อธิบายอย่างใจเย็น
ในวันแรกยังไม่มีใครทำสำเร็จ แต่มีบางคนเริ่มจับทางได้แล้ว หนึ่งในนั้นก็คือจิ่นฮวา นางสามารถสัมผัสถึงพลังเบาบางในอากาศที่นางหายใจได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถรวบรวมพลังได้มากพอที่จะโคจรไปทั่วร่างกาย
เมื่อหมดเวลาฝึก อาจารย์เหลียงคงจึงให้ศิษย์ใหม่ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน วันพรุ่งนี้ค่อยมาฝึกใหม่
จิ่นฮวากลับมาที่เรือนของตน เมื่อมาถึงก็พบว่ามีขนมและน้ำชาที่นางชอบวางอยู่ที่โต๊ะ เมื่อมองเข้าไปก็พบว่ามีชายหนุ่มกำลังนั่งอ่านหนังสือรอนางที่เก้าอี้เอนหลังริมหน้าต่าง
“พี่หลง ท่านมารอข้าหรือเจ้าคะ” จิ่นฮวาถามอย่างแปลกใจ แต่ก็แอบหน้าแดงนิดๆ
“เหนื่อยหรือไม่ ข้านำขนมมาให้เจ้า” เทียนหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นพร้อมเดินมาจูงมือนางไปกินขนม
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” จิ่นฮวายังเขินอายนิดๆ แต่ก็กัดขนมที่เขาป้อน
เมื่อกินขนมเสร็จนั่งคุยกันชั่วครู่เทียนหลงก็จากไป เขาไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของนางนานนัก
“ท่านเอาใจข้าขนาดนี้ หากข้าเคยตัว จะทำเช่นไร” จิ่นฮวาบ่นงึมงำกับตัวเองเบาๆ แล้วนั่งยิ้มคนเดียวสักพัก จึงไปอาบน้ำและพักผ่อน