เทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง

    ตอนที่ 50 หนิวมู่อี้ออกศึก

    ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนถึงขีดสุดปลายกระบี่ของลู่เสียนและดัชนีสังหารของซิงเย่ต่างจ่อประสานอยู่ในจุดตายของกันและกันรัศมีฆ่าฟันที่แผ่ออกมาเข้มข้นจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความตายกำลังจะหยิบยื่นให้แก่กันนั้นเอง...

    วูมมมมมม!!!

    พลันปรากฏคลื่นพลังมหาศาลที่ไร้ที่มา ไร้รูปทรงและไร้ซึ่งสุ้มเสียง มันกดทับลงมาดุจขุนเขาบรรพตที่มองไม่เห็นเข้าแทรกซึมผ่านรูขุมขนและเส้นชีพจรลมปราณของทั้งคู่ในพริบตาพลังปราณที่เคยพุ่งพล่านดุจคลื่นคลั่งพลันสงบนิ่งและสูญสลายไปราวกับเปลวเพลิงที่ถูกราดด้วยวารีเย็นจัดร่างของยอดฝีมือทั้งสองแข็งค้าง มิอาจขยับเขยื้อนได้แม้เพียงองคุลีเดียว!

    “หยุดมือ!”

    เสียงของตุลาการยมทูตเงาดังก้องกังวานดุจสายฟ้าฟาดทะลวงผ่านโสตประสาทและสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้คนทั่วทั้งโถง “พวกเจ้า...ตัวแทนแห่งอาณาจักรพเนจรเทวะและอาณาจักรไข่มุกไพลิน การประลองนี้เสมอกัน!”

    รุ่ยเออร์หลิงและรุ่ยหมิงหลันที่เดิมทีหัวใจแทบหยุดเต้นดวงตาแดงระเรื่อด้วยความกดดัน พลันผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นตะลึงปนยินดีลมหายใจที่หนักอึ้งถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่คาดฝันใครจะเชื่อว่าตุลาการที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมจะยื่นมือเข้ามาขัดขวางความตายที่อยู่ตรงหน้าทางด้านหยางเทียนหงที่ยืนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนมานานพลันรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอกเขามองไปทางองค์หญิงทั้งสอง ทั้งสองฝ่ายพยักหน้าให้แก่กัน แววตานั้นกลับแฝงความโล่งใจที่ยากจะปกปิด

    ทางด้านฝ่ายมวลมารบรรยากาศพลันเย็นยะเยือก พลันเกิดเสียงระเบิดดัง“ปัง!”

    กลิ่นอายมารอันชั่วร้ายและทรงพลังในระดับชีซิงขั้นกลางระเบิดออกจากร่างของหลางเฟิง ผู้นำแห่งมวลมารพลังปราณมืดกระแทกออกไปรอบทิศทางจนสมุนมารระดับปราณครามที่อยู่ใกล้เคียงถูกบดขยี้กลายเป็นผุยผงสีเลือดในชั่วพริบตา!

    “เจ้าตัดสินเช่นไร!”หลางเฟิงคำรามด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวจากความโทสะ“ไหนว่าการประลองศาลทมิฬต้องตัดสินด้วยความเป็นตายมิใช่หรือ? แล้วนี่มันเรื่องตลกอันใดกัน!”

    ตุลาการยมทูตทมิฬมิได้ตอบคำถามเห็นมันเหินร่างมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลางเฟิงอย่างเงียบเชียบดุจภูตพรายดวงตาโชติช่วงสีม่วงอมดำภายใต้ฮู้ดพุ่งทะลวงสบประสาทตาของจอมมารหนุ่มกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่เย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งหมื่นปีแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศโดยรอบกลายเป็นน้ำแข็ง

    “ข้าจะทำอะไร...มิใช่เรื่องที่เด็กน้อยอย่างเจ้าจะมาตัดสิน” น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับหนักอึ้งดุจมหาบรรพต“ต่อให้จ้าวแห่งมวลมารมายืนต่อหน้าศาลทมิฬมหาเทพแห่งนี้ของข้า ยังต้องเกรงใจให้ถึงสามส่วนแล้วเจ้า... เป็นตัวอะไรถึงกล้ามาวิจารณ์การตัดสินของข้า!”

    อึ้ก!

    หลางเฟิงหน้าซีดเผือดประดุจกระดาษร่างกายสั่นสะท้านภายใต้แรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น เลือดสดๆไหลซึมออกมาจากมุมปากทันที ทันใดนั้นหญิงสาวลึกลับที่ทำตัวไร้ตัวตนมาตลอดพลันก้าวออกมาจากเงามืด นางคือ ซีซวน

    “ขอท่านตุลาการโปรดละเว้นเขามิรู้ความจึงล่วงเกินท่าน ขอได้โปรดเห็นแก่ข้า ละเว้นเขาสักครั้งเถิด”

    เสียงหัวเราะกึกก้องดังออกมาจากใต้หน้ากากตุลาการจนห้องโถงสั่นสะเทือน“ในเมื่อจวิ้นจู่แห่งเรือนรัตติกาลดำออกปากเอง มีหรือที่ข้าจะไม่ปฏิบัติด้วย...การที่ท่านมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง ข้าขอเดาว่าจ้าวแห่งมวลมาร...ใช่อวตารแล้วหรือไม่?”หลังผ้าคลุมนั้นดวงตาของมันพลันทอประกายเรืองรอง

    ซีซวนแววตาสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะตอบเลี่ยง“ข้าเพียงต้องการมายลโฉมเกาะบรรพกาลในตำนานเท่านั้น”

    “เช่นนั้น...ท่านต้องการขึ้นประลองบนเวทีนี้ด้วยหรือไม่?” คำถามของตุลาการทำให้ใจของซีซวนดิ่งวูบนางลอบสบถในใจอย่างเกรี้ยวกราด ‘ที่แท้เป้าหมายของมันคือข้าแต่แรก!มันจงใจบีบคั้นหยางเฟิงเพื่อให้ข้าเผยตัวตนพลังของมันลึกล้ำจนมองเห็นพลังฝึกปรือที่ข้ากดไว้จริงๆ!’

    “ข้ากล่าวแล้วว่ามาเพื่อเปิดหูเปิดตาเรื่องที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของรุ่นเยาว์เถิด” นางกล่าวพลางปรายตามองหยางเฟิงซึ่งรีบก้มหัวลงกล่าวขอขมาด้วยความหวาดเกรง

    ตุลาการยมทูตเงาสะบัดชายเสื้อเหินกายกลับไปยังตำแหน่งเบื้องสูงบัลลังก์ทมิฬปรากฏขึ้นด้านหลังของมันอย่างลึกลับมันนั่งลงในท่วงท่าเอนกายเท้าแขนกับพนักนิ้วเรียวยาวเคาะขมับเป็นจังหวะที่น่าขนลุกก่อนจะเบนสายตาที่คมปลาบไปยังกลุ่มของเด็กหนุ่มสามคน... หนิงเจี่ย ผิงอันและมู่อี้

    “พวกเจ้าชมกันมากพอแล้วกระมัง...”เสียงหัวเราะเหยียดหยามดังขึ้น “มิคิดจะขึ้นมาชิงชัยบนเวทีเป็นตายบ้างหรือ?หรือคิดจะคอยเก็บผลประโยชน์โดยมิต้องลงแรง? ชิชิ...พลังฝึกปรือระดับชี่ปออันต่ำต้อยเช่นนี้...”

    มันกวาดสายตามองไปทั่วขุมกำลังใหญ่ “ที่อยู่ที่นี่ต่ำสุดคือชี่ปอขั้นเจ็ดขึ้นไป นอกนั้นล้วนระดับชีซิงขั้น 1 ถึง ขั้นกลาง...ยกเว้น”มันปรายตามองไปที่จวิ้นจู่ ซีซวน หัวเราะ “หึหึหึ”  “ข้าผู้นี้เป็นผู้ใจกว้าง ให้พวกเจ้าเป็นคนเลือกคู่ต่อสู้เอง!ดีหรือไม่?”

    ทุกคนได้ยินถึงกับสบถด่าในใจ “นี่หรือที่ใจกว้างบีบให้เด็กหนุ่มทั้งสามขึ้นมาตายชัดๆ”ฝ่ายมวลมารเหยียดยิ้ม ภาวนาให้เจ้าเด็กหนุ่มทั้งสามเลือกมายังกองกำลังของมันพวกมันจะได้ทรมานเด็กหนุ่มให้ตายทั้ง

    ทันใดนั้น ตุลาการพลันลุกขึ้นยืนน้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดเฉียบขาด

    “แต่พวกเจ้าทั้งสาม... ทุกคนต้องออกมาสู้!”

    ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบจะหยุดลมหายใจทั่วทั้งโถงศาลทมิฬมหาเทพอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าสายตาดูแคลนจากขุมกำลังทั้งสามพุ่งเป้ามายังเด็กหนุ่มทั้งสามราวกับมองดูซากศพที่กำลังเดินลงหลุม

    หนิงเจี่ยสีหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกเขายื่นมือออกไปตบบ่าหนิวมู่อี้เบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับต้วนผิงอันแววตาของเขาในยามนี้ลึกล้ำสุดหยั่งถึงประดุจหลุมดำที่กลืนกินแสงสว่าง

    “พวกเจ้ากลัวหรือไม่?” น้ำเสียงของเขาเบาหวิวทว่ากลับสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของสหายทั้งสอง“ยามนี้พวกเราไร้ทางถอย เส้นทางข้างหน้ามีเพียงขวากหนามและดงกระทะเพลิง...แต่นี่คือเตาหลอมที่ดียิ่งที่จะหล่อหลอมจิตวิญญาณมีเพียงการต่อสู้ที่เฉียดตายและแรงกดดันที่เหนือกว่าเท่านั้นที่จะหล่อหลอมให้พวกเราแข็งแกร่งจนใต้หล้าต้องสะท้านสะเทือน!”

    “พวกเจ้าพร้อมจะทลายขีดจำกัดของตนเองไปกับข้าหรือไม่?”

    ผิงอันและมู่อี้ได้ยินดังนั้นพลันรู้สึกถึงกระแสความร้อนระอุที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในอกความหวาดกลัวที่มีอยู่เดิมถูกเผาผลาญหายไปสิ้นเหลือเพียงความมุ่งมั่นที่แรงกล้าทั้งสองขานรับพร้อมกันเสียงหนักแน่น “พวกเราพร้อม!”

    หนิงเจี่ยกวาดสายตาคมปลาบไปยังทิศทางของขุมกำลังมวลมารรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากแฝงความนัยที่ชวนให้ขนลุก “พวกเจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?”

    “นี่ยังต้องถามอีกหรือ?” ทั้งสองผงกหัวหงึกๆโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

    “ดี... มู่อี้ ศึกแรกนี้ให้เจ้าเปิดฉาก”หนิงเจี่ยกล่าวพลางส่งกระแสปราณลับบอกแผนการบางอย่าง เห็นเพียงสหายทั้งสองยกยิ้มมองไปยังกลุ่มมวลมาร

    “เอาหล่ะ!พวกเจ้าจะส่งผู้ใดขึ้นมาบนเวทีเป็นคนแรก!” เสียงของตุลาการยมทูตเงาดังก้องคุกคาม

    หนิวมู่อี้ก้าวออกมาเบื้องหน้าเพียงหนึ่งก้าว แต่กลิ่นอายรอบกายกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงดวงตาทอประกายเด็ดเดี่ยว พลังปราณในกายเดือดพล่านราวกับลาวาที่พร้อมจะระเบิดเขาชี้ปลายนิ้วไปยังกลุ่มเงาร้ายของมวลมารด้วยความลำพอง

    “ข้าหนิวมู่อี้...ขอท้าสู้กับเจ้ามารกระดูกอะไรนั่น!”

    สิ้นคำกล่าว ร่างของมู่อี้พลันเหินขึ้นสู่เวทีประลองดุจวิหคเหินลมฝ่ายมวลมารฮือฮาด้วยความประหลาดใจและขบขัน สองฝากทางแหวกออกปรากฏร่างของ “มารกระดูกขาวพันชั้น” ที่บัดนี้ย่อยสลายพลังอัสนีที่กลืนกินมาจนหมดสิ้นพลังฝึกปรือของมันดูแข็งแกร่งและน่าสะพรึงยิ่งกว่าเก่า

    “หึหึหึ... เจ้าเด็กเหลือขอที่รนหาที่ตาย!”มารกระดูกขาวหัวเราะเสียงแหลมเล็กชวนแสบแก้วหู

    หลางเฟิงที่นั่งอยู่บนที่สูงแค่นเสียงเย็นชา “รีบๆจัดการพวกมดปลวกนี่ให้พ้นหน้าพ้นตาซะ พวกเรายังมีธุระสำคัญต้องจัดการ”

    “รับคำสั่งท่านผู้นำน้อย!”มารกระดูกกระโดดขึ้นสู่เวทีด้วยท่าร่างที่พริ้วไหวแต่เต็มไปด้วยไอสังหารมันกล่าวข่มขู่พร่ำเพ้อถึงวิธีการทรมานร้อยแปดพันเก้าทว่ามู่อี้กลับยืนหลับตานิ่งราวกับมิได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอน

    เปรี้ยงงงงงง!!!

    ทันใดนั้นสายฟ้าสีครามสายหนึ่งฟาดผ่าลงมากลางฝ่ามือของมู่อี้อย่างแม่นยำ ปรากฏคทาพฤกษานามของมันจริงๆคือ“อัสนีสวรรค์” ส่งเสียงครวญครางวูมๆ กระเพื่อมมิติรอบด้าน!

    มู่อี้ลืมตาขึ้นพลันปรากฏวงแหวนเนตรดาราหมุนวนอย่างน่าหวาดกลัว เคล็ดวิชา “อนันตาไร้ลักษณ์” ที่เคยผนึกพลังไว้ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตาเดียว!

    จากปราณครามขั้นที่เก้า... พุ่งทะยานสู่ขั้นสูงสุด...และในชั่วอึดใจนั้นเอง มันได้ทลายพันธนาการพุ่งทะลวงเข้าสู่ “ระดับชี่ปอ ขั้นที่ 1” อย่างสมบูรณ์แบบ!คลื่นพลังที่ระเบิดออกมาสั่นสะเทือนเวทีประลองจนเกิดรอยร้าว

    หนิงเจี่ยที่อยู่ด้านล่างกระตุกยิ้ม

    มารกระดูกขาวพันชั้น หู่เหย่ ยืนบนศิลาเวทีประลองกลิ่นอายซากศพอันเน่าเฟะก็แผ่ซ่านออกมาจนอากาศโดยรอบกลายเป็นสีเทาหม่นมันขยับลำคอจนเกิดเสียงกระดูกลั่น กร๊อบ... กร๊อบ... ฟังแล้วชวนขนลุกดวงตาที่ลึกโหลของมันฉายแววดูแคลนขณะจ้องมองมู่อี้ที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับชี่ปอ

    มันแค่นเสียงหัวเราะแหบพร่าก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความลำพองและจิตสังหาร:

    “หึหึหึ... เจ้าเด็กน้อยที่เพิ่งจะงอกปีก!เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการทะลวงเข้าสู่ระดับชี่ปอขั้นที่หนึ่งจะช่วยให้เจ้าพ้นจากเงื้อมมือของข้าไปได้?”

    มันย่างสามขุมเข้าหาพลางยกมือที่เรียวแหลมดุจกรงเล็บอสูรขึ้นชี้หน้ามู่อี้:

    “ข้าจะใช้กรงเล็บของข้าค่อยๆกรีดผิวหนังของเจ้าออกทีละชิ้น ชำแหละเส้นชีพจรของเจ้าออกมาดูเล่น และสุดท้าย...ข้าจะควักเอากระดูกสันหลังและไขกระดูกของเจ้าออกมาให้สหายของเจ้าได้ชื่นชมดีหรือไม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

    มารกระดูกขาวแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากแววตาแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิตสุดเปรียบปาน:

    “เจ้าจงจดจำชื่อของข้ามารกระดูกขาวพันชั้นหู่เหย่ไว้ให้ดีเพราะมันจะเป็นชื่อสุดท้ายที่เจ้าจะได้ยินก่อนที่วิญญาณของเจ้าจะถูกข้าบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง!บนเวทีแห่งนี้... ไม่มีคำว่าเมตตา มีเพียงเสียงกรีดร้องของเจ้าที่จะขับกล่อมให้ข้าสำราญใจ!เข้ามาสิ... มาดูว่ากระดูกของเจ้านั้น จะแข็งพอให้ข้าขัดเล่นได้สักกี่อึดใจ!”

    คล้ายกับเรื่องเทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง ที่คุณอ่าน