ค่ำคืนนั้น ในเรือนพักส่วนตัวของจ้าวซื่อเจี๋ยภายในจวนสกุลจ้าว บรรยากาศแตกต่างจากเรือนรับรองที่เพิ่งอบอวลไปด้วยไอแห่งความยินดีราวฟ้ากับเหว ตะเกียงน้ำมันถูกจุดเพียงดวงเดียว ส่องให้เห็นเงาร่างสองเงาที่กำลังสนทนากันด้วยเสียงอันแ่เบา หากแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
“ไม่คิดจริงๆ ว่ามันจะรอดชีวิตมาได้!” จ้าวซื่อเจี๋ยกล่าวเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความขุ่นแค้นและกังวล “เคราะห์ดีเหลือเกิน ตกเหวลึกปานนั้นยังไม่ตาย!”
อนุหลิว มารดาของเขาซึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน นางรินชาให้บุตรชายอย่างใจเย็น แต่มือกลับสั่นเทาเล็กน้อย “ชะตามันแข็งนัก แต่ก็ช่างเถิด อย่างน้อยจดหมายนั่นก็ไม่ได้บอกว่ามันอยู่ที่ใด หรืออาการเป็เช่นไรแน่”
“แต่เหล่าหยวนมันยังมีชีวิตอยู่! หากมันจำได้ว่าผู้ใดลงมือ...” จ้าวซื่อเจี๋ยกล่าวอย่างร้อนรน “แล้วยังรอดไปอยู่กับใครที่ไหนก็ไม่รู้ จดหมายส่งมาจากชายแดน แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้มันอาจจะกำลังเดินทางกลับเมืองหลวงแล้วก็ได้!”
“ใจเย็นก่อน เจี๋ยเอ๋อร์” อนุหลิวปรามบุตรชาย
“ข่าวจากท่านพ่อของเ้าที่ได้จากคนส่งสาร ยืนยันว่าพวกมันยังอยู่ที่ชายแดน และได้รับการ 'ช่วยเหลือ' จากผู้มีเมตตา ซึ่งก็น่าแปลกอยู่ แต่ที่สำคัญคือ พวกมันยังไม่ได้กลับมา และ...” นางเว้น่ ั์ตาหรี่ลงเป็ประกายคมปลาบ
“ดูเหมือนว่า สภาพของจ้าวมู่เฉินอาจจะไม่ได้ดีมากนัก ฮูหยินใหญ่ถึงกับร่ำไห้ปานนั้น ไม่ใช่แค่เพราะดีใจที่รอดตายแน่”
จ้าวซื่อเจี๋ยขมวดคิ้ว “ท่านแม่หมายความว่า...”
“ข้าหมายความว่า มันอาจจะาเ็สาหัส หรือพิกลพิการ หรืออาจจะ... เสียสติไปแล้วก็ได้” อนุหลิวกล่าวอย่างเยือกเย็น
“ใช่สิขอรับ ตกเหวลึกปานนั้น ไม่ตายก็คงพิการ หากเป็เช่นนั้นจริง ก็ยิ่งเป็โอกาสของเรา! แต่เราจะลงมือซ้ำสองโดยประมาทไม่ได้ คนที่ช่วยมันไว้ย่อมไม่ธรรมดา การส่งจดหมายผ่านช่องทางพิเศษถึงจวนเราได้ ย่อมหมายถึงผู้มีอำนาจพอตัว... บางทีอาจเป็คนของแม่ทัพชายแดนสักคน”
“แล้วเราจะทำอย่างไรดี ท่านแม่?” ความกังวลเริ่มคลายลง กลายเป็แววตาแห่งความทะเยอทะยานที่คุ้นเคย
“ในเมื่อศัตรูมีผู้หนุนหลัง เราก็ต้องหาผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า!” อนุหลิวกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้เ้าก้าวข้ามหัวพี่ชายเ้าได้อย่างแท้จริง... องค์ชายใหญ่หลี่ซวน!”
จ้าวซื่อเจี๋ยพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่การจะเข้าถึงองค์ชายใหญ่มิใช่เื่ง่าย”
“ย่อมไม่ง่าย แต่ก็ใช่ว่าไม่มีหนทาง” อนุหลิวกล่าว “ข้าได้ยินมาว่า คุณชายชุยจื่อเหวิน สหายสนิทคนหนึ่งขององค์ชายใหญ่ แม้จะมาจากตระกูลสูงศักดิ์ ทว่ากลับมีนิสัยเหลวไหล มักมั่วสุมตามหอพนันชั้นดีอยู่เป็นิจ และดูเหมือน่นี้จะมือตกเสียด้วย...”
รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของจ้าวซื่อเจี๋ย “ท่านแม่หมายถึง...”
“หาโอกาสสร้างบุญคุณ... แล้วใช้บุญคุณนั้นปูทาง” อนุหลิวกล่าวสั้นๆ แต่ความหมายนั้นชัดเจน
…..
หลายค่ำคืนต่อมา...
ณ หอซิ่งหยวน หอพนัน และสถานเริงรมย์ชั้นสูงแห่งหนึ่งในเขตผู้สูงศักดิ์ นอกกำแพงวังหลวง แม้จะดึกดื่นเพียงใดแต่ภายในกลับยังคงสว่างไสวและคึกคักไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย และเสียงทอยลูกเต๋า กลิ่นสุราและควันกำยานลอยคละคลุ้ง
จ้าวซื่อเจี๋ยในอาภรณ์หรูหรา นั่งจิบสุราอยู่เงียบๆ ที่โต๊ะมุมหนึ่งเพียงลำพัง สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องไปยังวงพนันที่กำลังเล่นกันอย่างครึกครื้น แต่กลับมองไปยังโต๊ะอีกด้านหนึ่ง ที่ซึ่งบุรุษหนุ่มหน้าตาดีแต่มีสีหน้าซีดเซียว และแววตาขุ่นมัวผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ เขาคือ คุณชายชุย จื่อเหวิน เป้าหมายของจ้าวซื่อเจี๋ยในค่ำคืนนี้
ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเข้าข้างจ้าวซื่อเจี๋ย คืนนี้คุณชายชุยเสียพนันไปมากโข เขาดื่มสุราเข้าไปหลายกาจนเริ่มเมามาย และกำลังมีปากเสียงอยู่กับเถ้าแก่ของหอพนันเื่หนี้สินที่ติดค้าง
“ข้าบอกว่าพรุ่งนี้จะนำมาใช้คืนให้..! เหตุใดต้องเร่งรัดกันด้วย!” คุณชายชุยตวาดเสียงดัง แต่ก็แฝงความกังวล
“พรุ่งนี้ๆ ข้าได้ยินคำนี้มาสามวันแล้วนะขอรับ คุณชายชุย” เถ้าแก่กล่าวด้วยรอยยิ้ม แต่แววตาไม่ยิ้มตาม
“หากวันนี้ท่านยังไม่มีจ่าย... เกรงว่าข้าน้อยคงต้อง 'เชิญ' ท่านไปสนทนากับนายท่านของข้าเสียแล้ว” คำว่า 'เชิญ' นั้นมีความหมายน่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่
คุณชายชุยหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม เขามองไปรอบตัวอย่างร้อนรน แต่สหายที่เคยร่วมวงต่างหลบสายตา ไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้าช่วย
ในจังหวะนั้นเอง! จ้าวซื่อเจี๋ยก็ลุกขึ้นยืน เดินตรงเข้าไปยังโต๊ะนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เถ้าแก่ มีเื่อันใดกันหรือ? เสียงดังไปถึงโต๊ะข้า” เขากล่าวอย่างสุภาพ พลางเหลือบมองคุณชายชุยแวบหนึ่ง
“อ้อ คุณชายจ้าว” เถ้าแก่โค้งศีรษะให้เล็กน้อย เถ้าแก่รู้จักจ้าวซื่อเจี๋ยเพราะ่นี้มาที่นี่เป็ประจำ “ไม่มีอันใดมากขอรับ เพียงแต่คุณชายชุยท่านนี้...”
“ข้าได้ยินแล้ว” จ้าวซื่อเจี๋ยตัดบทเบาๆ เขายิ้มบางๆ
“ข้ากับคุณชายชุยเคยร่ำสุราโต๊ะเดียวกันสองสามครา ถือได้ว่าเป็สหายร่วมวงคนหนึ่ง” เขาหันไปทางเถ้าแก่ “หนี้สินเท่าใดกัน? คืนนี้ข้าพอจะมีโชคอยู่บ้าง ถือว่าข้าช่วยสหายร่วมโต๊ะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็แล้วกัน”
ว่าแล้ว เขาก็หยิบตั๋วเงินจำนวนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้เถ้าแก่อย่างไม่ใส่ใจนัก จำนวนนั้นมากพอที่จะชำระหนี้ของคุณชายชุยและอาจจะเหลือเป็ค่าสุราให้เถ้าแก่ด้วยซ้ำ
เถ้าแก่ั์ตาเบิกกว้าง รีบรับตั๋วเงินไปตรวจดู จากท่าทางขึงขังพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มแย้มทันที
“โอ้! ขอบพระคุณคุณชายจ้าว! ท่านช่างมีน้ำใจยิ่งนัก! เชิญคุณชายชุยตามสบายเลยขอรับ ไม่มีเื่อันใดแล้ว!”
จ้าวซื่อเจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาคุณชายชุยที่ยังคงยืนงงอยู่
“คุณชายชุย ไม่เป็ไรนะขอรับ คืนนี้โชคไม่ดี วันหน้าค่อยว่ากันใหม่” เขากล่าวพลางช่วยประคองคุณชายชุย ที่ยังเมามายให้เดินออกมาจากวงล้อมนั้น
เมื่อออกมาถึงด้านนอกหอพนันที่อากาศเย็นสบายกว่า คุณชายชุยผู้เริ่มสร่างเมาเล็กน้อยก็รีบประสานมือคารวะจ้าวซื่อเจี๋ยอย่างลนลาน
“ขอบคุณ... ขอบคุณคุณชายจ้าวมากที่ช่วยเหลือข้าในวันนี้ หากไม่ได้ท่าน ข้าคง...” เขาละอายใจจนพูดต่อไม่ออก
“มิต้องเกรงใจไป คุณชายชุย” จ้าวซื่อเจี๋ยยิ้มอย่างคนกันเอง
“คนเราย่อมมีวันที่โชคไม่ดีบ้าง เื่เงินเล็กน้อย ข้าจัดการให้แล้ว ไม่ต้องใส่ใจ” เขากล่าวพลางแนะนำตัวเองอย่างเป็ทางการเล็กน้อย
“ข้าจ้าวซื่อเจี๋ย บุตรชายรองของท่านรองเ้ากรมพิธีการจ้าว ยินดีที่ได้รู้จักคุณชายชุยอย่างเป็ทางการ”
“ข้า... ชุย จื่อเหวิน” คุณชายชุยรีบตอบ “ข้าติดค้างบุญคุณท่านแล้ว คุณชายจ้าว หากมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้ โปรดอย่าได้เกรงใจ!”
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย คุณชายชุย” จ้าวซื่อเจี๋ยโบกมือ “เอาไว้โอกาสหน้า หากมีวาสนา เราค่อยหาเวลา ร่ำสุราสนทนากันดีกว่า คืนนี้ดึกมากแล้ว เชิญคุณชายกลับไปพักผ่อนเถิด”
เขากล่าวลาอย่างสุภาพ รอจนกระทั่งคุณชายชุยเดินโซซัดโซเซจากไปแล้ว รอยยิ้มอันเ็าและเปี่ยมด้วยความสมใจก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของจ้าวซื่อเจี๋ย
‘เบ็ดถูกเกี่ยวแล้ว...’ เขาคิดในใจ ‘ต่อไปก็แค่รอเวลาดึงปลาให้เข้ามาติดกับเท่านั้น...’
แผนการขั้นแรกในการเข้าหาองค์ชายใหญ่... สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
….
หลายวันผ่านพ้นไปนับั้แ่ค่ำคืนแห่งหนี้บุญคุณในหอซิ่งหยวน จ้าวซื่อเจี๋ยใช้ชีวิตตามปกติในจวนสกุลจ้าว ไม่ได้แสดงท่าทีรีบร้อนหรือติดต่อคุณชายชุย จื่อเหวิน แต่อย่างใด เขาเข้าใจดีว่าการทอดไมตรีนั้นต้องอาศัยจังหวะและความอดทน รอให้เหยื่อเป็ฝ่ายเข้ามาติดกับเองย่อมดูแเีกว่า
และแล้ว โอกาสก็มาถึงเร็วกว่าที่คิด บ่ายวันหนึ่ง มีบ่าวจากจวนสกุลชุยนำเทียบเชิญมาส่งถึงจวนสกุลจ้าว เรียนเชิญคุณชายรองจ้าวซื่อเจี๋ยไปร่วมดื่มสุราเป็การส่วนตัวที่เหลาชมจันทร์ เหลาสุราชั้นดีที่มีชื่อเสียงด้านห้องส่วนตัวอันเงียบสงบและสุราเลิศรส
จ้าวซื่อเจี๋ยคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปากเมื่ออ่านเทียบเชิญนั้น ‘ปลาเริ่มฮุบเหยื่อแล้ว...’ เขาตอบรับคำเชิญด้วยความยินดี
ณ ห้องส่วนตัวชั้นบนของเหลาชมจันทร์ บรรยากาศถูกจัดแต่งอย่างเรียบหรูแต่ก็เป็กันเอง สุราดอกท้อชั้นดีถูกรินใส่จอกหยกขาว ควันหอมจากกระถางกำยานลอยอ้อยอิ่ง คุณชายชุย จื่อเหวิน ในอาภรณ์สีสดใส มีสีหน้าดีขึ้นกว่าคืนนั้นมาก เขารีบลุกขึ้นคารวะสุราให้จ้าวซื่อเจี๋ยทันทีที่มาถึง “คุณชายจ้าว ข้าต้องขอบคุณท่านอีกครั้งสำหรับน้ำใจในคืนนั้น หากไม่ได้ท่าน...”
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย คุณชายชุย” จ้าวซื่อเจี๋ยรีบยกจอกสุราขึ้นรับคารวะด้วยท่าทีนอบน้อม “เื่เล็กน้อยเท่านั้น สหายร่วมวงย่อมต้องช่วยเหลือกันเป็ธรรมดา เชิญนั่งก่อนเถิด”
ทั้งสองนั่งลงสนทนากัน บรรยากาศเริ่มด้วยความเป็กันเอง คุณชายชุยพยายามชวนคุยเื่สัพเพเหระเพื่อแสดงความเป็มิตรและหยั่งเชิง จ้าวซื่อเจี๋ยเองก็ทำหน้าที่เป็ผู้ฟังที่ดี ยิ้มรับ ถามไถ่ด้วยความใส่ใจ และแสดงความชื่นชมในความรอบรู้ หรือเื่เล่าของคุณชายชุยอย่างเหมาะสม ทำให้คุณชายชุยผู้ซึ่งขาดคนรับฟังอย่างจริงใจ รู้สึกถูกคอและไว้วางใจสหายใหม่ผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อสุราผ่านไปหลายจอก และความเกรงใจเริ่มลดน้อยลง บทสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง คุณชายชุยเริ่มบ่นถึงเื่ราวในราชสำนัก ความอึดอัดใจบางประการ หรือความไม่พอใจในตัวขุนนางบางคน จ้าวซื่อเจี๋ยยังคงรับฟังอย่างตั้งใจ แต่คราวนี้ เขาเริ่มสอดแทรกความคิดเห็นของตนเองเข้าไปอย่างระมัดระวังและมีชั้นเชิง
“ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันขอรับ คุณชายชุย” จ้าวซื่อเจี๋ยกล่าวหลังจากที่คุณชายชุยบ่นเื่ความล่าช้าในการตัดสินใจของราชสำนักในบางเื่
“บ้านเมือง่นี้ดูจะ... เงียบเหงาไปบ้างนะขอรับ เหมือนขาดพลังขับเคลื่อนบางอย่างไป... หากมีผู้นำที่เด็ดขาด กล้าตัดสินใจ และมองการณ์ไกลกว่านี้ บางทีแคว้นต้าถังของเราอาจจะรุ่งเรืองก้าวหน้าไปได้ไกลยิ่งกว่าที่เป็อยู่”
เขาจงใจใช้คำพูดกลางๆ ที่สามารถตีความได้หลายทาง แต่ผู้ที่อยู่ในแวดวงการเมืองย่อมเข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่
คุณชายชุยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะมองจ้าวซื่อเจี๋ยด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป “คุณชายจ้าว... ท่านก็คิดเช่นนั้นรึ?”
จ้าวซื่อเจี๋ยเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธโดยตรง แต่ยกจอกสุราขึ้นจิบ ทำทีเป็ครุ่นคิด
“ข้าเป็เพียงบุตรชายรอง คงมิกล้าอาจเอื้อมวิจารณ์เื่ของราชสำนัก เพียงแต่รู้สึกไปตามที่เห็นเท่านั้น” เขากล่าวอย่างถ่อมตน แต่คำพูดนั้นกลับยิ่งทำให้คุณชายชุยรู้สึกว่าสหายผู้นี้มีความคิดอ่านลึกซึ้งและอาจจะ “ใจตรงกัน” กับฝ่ายตน
บทสนทนาดำเนินต่อไป จ้าวซื่อเจี๋ยยังคงใช้ความสุขุมและวาทศิลป์ ค่อยๆ แสดงทัศนะที่สอดคล้องกับแนวทางขององค์ชายใหญ่มากขึ้นทีละน้อย วิจารณ์ความลังเลของฝ่ายตรงข้าม ชื่นชมความกล้าหาญชาญชัยในอดีต หรือแสดงความกังวลต่อภัยคุกคามจากภายนอกที่้าผู้นำที่แข็งแกร่งมาแก้ไข
คุณชายชุยยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมและถูกใจในตัวสหายใหม่ผู้นี้ ‘ทั้งมีน้ำใจ ทั้งมีความคิดอ่านหลักแหลม แถมยังดูเหมือนจะมองเห็นปัญหาของบ้านเมืองไปในทิศทางเดียวกับพวกเราอีก!’ เขานึกในใจ ‘คนเช่นนี้น่าจะนำไปแนะนำให้องค์ชายได้รู้จักยิ่งนัก!’