ผมเปิดประตูห้องคอนโดมาเจอเพื่อนนั่งจิบน้ำส้มดูอยู่บนโซฟาเขาหันมามองโบกมือทักทายแค่แวบเดียว ก่อนหันไปสนใจดูข่าวต่อผมเดินไปที่ครัวหยิบแก้ว กดน้ำเย็นจากตู้เย็น ให้เต็มแก้วแล้วยกดื่มอย่างกระหายยังไม่หายเหนื่อยจากการเข็นรถวิ่ง นั่งรถไฟ และเดินต่อมาคอนโดแห่งนี้
“วันนี้นายไปเวทีเอฟอีเอมาใช่ไหมที่ไมตรีให้ไปทำเรื่องลัทธิอะไรสักอย่าง ธาตุแท้ รึเปล่า” ผมถามพยายามให้เสียงดังกว่าเสียงทีวี เพื่อเรียกความสนใจเขาถ้ามัวแต่รอเขาดูจบคงไม่ได้ดูพอดี
“กลุ่มแก่นแท้ต่างหาก” ธรณีช่วยแก้ให้เขาตอบโดยไม่หันมาหาผม ไม่กดหยุดข่าวทั้งที่เก็บไว้ดูย้อนหลังได้ชายผู้นี้ก็เป็นแบบนี้แต่ไหนแต่ไร ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่สนใจ แต่แท้จริงแล้วมีความสามารถพิเศษแยกโสตประสาทให้จดจ่อได้ทีละหลายๆ อย่าง
“นั่นแหละ” ผมยอมรับว่าพูดผิด“ไปฟังแล้วเป็นไงบ้าง เคยเห็นข่าวผ่าน ๆ มาเหมือนกันเหมือนจะต่อต้านการมีลูกรึเปล่า”
“ใช่คนที่ขึ้นพูดก็เหมือนทุกครั้งที่พูดบนเวทีอื่น ยังไม่มีของใหม่เราเคยฟังมาเป็นสิบรอบแล้ว พูดทำนองว่าการมีลูกเป็นการขัดสิทธิของลูกเพราะไม่รู้ว่าเขาอยากเกิดมาหรือไม่จะรู้ได้ไงว่าเกิดมาในครอบครัวที่มีเงินคือสิ่งที่ดีแล้วที่สุดแล้ว”
“แล้วมันเกี่ยวกับการเมืองยังไงทำไมไมตรีต้องสนใจด้วย” ผมถามฟังดูเหมือนลัทธิธรรมดาอันหนึ่งซึ่งมีมากมายมหาศาลในยุคนี้
“เกี่ยวสิคนในลัทธินี้เคยรวบรวมรายชื่อเสนอกฎหมายสำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่ง เป็นกฎหมายจำกัดจำนวนประชากรเริ่มจากมีลูกแค่หนึ่งคนอีกหน่อยคงค่อย ๆ กลายเป็นแจกโควตาการมีลูกแบบสุ่ม แต่ถูกสภาโหวตตกพออุทธรณ์ให้ทำประชามติก็ถูกโหวตตกอยู่ดี เหตุผลหลัก ๆก็คือประชากรโลกจะยิ่งถดถอยลงกว่าเดิม ซึ่งตอนนี้ก็น้อยมากอยู่แล้ว”
ผมพอจะเข้าใจประชากรโลกเริ่มมีแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่ยุคผม คนมีลูกลดลง นิยมเป็นโสดมากขึ้นจนกลายเป็นสังคมสูงวัยมาตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็ก มีการคาดการณ์ถึงปัญหาต่าง ๆที่อาจตามมา อย่างตลาดแรงงานลดลง ค่าใช้จ่ายดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นดูเหมือนว่าประเทศเราสามารถเอาตัวรอดผ่านวิกฤตินั้นมาได้จนถึงยุคนี้ผมไม่ได้ศึกษาว่าแก้ปัญหาอย่างไร ที่แน่ ๆ คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนแรงงานคนและช่วยดูแลผู้สูงอายุ ผมยังจำหุ่นยนต์ที่เห็นที่บ้านยายออมกับตาบอลได้ดี
“ท่านมีอะไรรึเปล่าเข้าเรื่องเลยก็ได้นะ” ธรณีรู้ทันผมราวกับว่ามีพลังจิตอ่านใจได้ผมถอนหายใจเรียบเรียงคำพูดก่อนเอ่ยปาก
“นายไม่เห็นบอกเลยว่าพรุ่งนี้จะไปเที่ยวกับอีฟ”
“ก็ช่วงหลัง ท่านไม่ถามว่าเราไปไหนนี่ถ้าถามเราก็ไม่โกหกอยู่แล้วจำได้ไหมเราเคยบอกครั้งหนึ่งตั้งแต่เดือนแรกที่ท่านมาถึง ดูท่านไม่เห็นสนใจก็เลยไม่บอกอีก” ผมเดาคำตอบเขาเกือบถูกหมดแสดงว่าบางสัปดาห์ที่เขาหายไปช่วงเสาร์อาทิตย์อาจไม่ได้ทำงานการเมืองส่วนตัว แต่ไปเที่ยวน่าอิจฉาจริง
“ก็ตอนนั้น ฉันยังไม่รู้จักอีฟนี่ยังไม่มีงานทำเลย”
“อีฟ ชวนท่านไปด้วยเหรอ”ชายผอมสูงพูดดักทางผมได้ถูกอีกแล้ว ผมตอบรับแล้วก็ตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ที่อิสราชวนผมไปซื้อของที่บ้านให้ฟังธรณีฟังโดยไม่วิจารณ์อะไรยกเว้นแค่ตอนที่ผมบอกว่าเพิ่งรู้ว่ามีความสัมพันธ์แบบโพลีกามีในยุคนี้เพื่อนผมให้ความเห็นเชิงประชดว่ามันมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว บางคนมีเมียหลายคนบางคนชอบเพศสัมพันธ์หมู่แบบไม่ผูกมัด ที่ผ่านมาในยุคผมแค่ดัดจริตไม่ยอมรับกันเองตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าสหายคงไม่เป็นอุปสรรค อย่างน้อยก็พักหนึ่ง อย่างไรก็ดีอิสราก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรต่อผมอยู่ดี
“งั้นท่านก็ควรดีใจที่อีฟชวนท่านสิ”ธรณีพูดเสียงดังขึ้นดูตื่นเต้น แต่มีบางอย่างทำให้ผมรู้สึกกังวลจนทำหน้านิ่วเพื่อนคงสังเกตเห็น “หรือว่าท่านกับอีฟอยากอยู่กันแค่สองคนมากกว่า”
“ไม่ใช่อย่างนั้น...”ผมรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “... ฉันแค่กลัวว่า อีฟจะรู้เรื่องที่ฉันมาจากอดีต”
“ปัดโธ่เอ้ย เรื่องแค่นี้เองรู้ก็รู้ไปสิ เขาไม่ใช่ตำรวจสักหน่อย” ธรณีพูดเหมือนเป็นเรื่องเล็กในสายตาเขาแต่ผมนึกถึงตอนที่สหายเอาเรื่องที่ผมทำข่าวผิดพลาดไปเที่ยวบอกชาวบ้านแค่นั้นก็ทำผมหวาดผวาจนไม่กล้าออกไปเจอหน้าใครกินอาหารเที่ยงคนเดียวในห้องเป็นสัปดาห์รอจนเสียงซุบซิบเริ่มซาอิสรารู้คงไม่เท่าไหร่ แต่คนที่ผมกลัวมากกว่าคือเพื่อนสนิทของเธอผมมีลางสังหรณ์บางอย่างว่ารฐรักษ์น่าจะเป็นคนประเภทที่เก็บความลับไม่เป็นแต่ก็ไม่มีหลักฐานสนับสนุนสมมุติฐานข้อนี้
“เผลอ ๆ อีฟจะคิดว่าท่านพูดเล่นด้วยซ้ำเขาเกลียดพวกทฤษฎีสมคบคิด หรือลัทธิลวงโลกที่ต่อต้านวิทยาศาสตร์มากเลยรู้ไหม”
“แต่ถ้าฉันยืนยันว่ามาจากอดีตจริง ๆอีฟก็จะคิดว่าเราเป็นคนหลอกลวง จะไม่เกลียดขี้หน้าเราเหรอ”
“เออ ก็จริง”คำพูดผมทำให้เพื่อนฉุกคิดได้ เขากล่าวต่อ “งั้นท่านคงต้องทำให้อีฟเชื่อใจท่านก่อนแล้วค่อยบอก”
ผมพยักหน้าเห็นด้วยยอมรับว่าตนเองยังไม่พร้อมจะบอกเรื่องความลับการมาจากอดีตให้กับคนไหน ๆ ในยุคนี้ผมยังจำตอนที่พยายามอธิบาย และเล่าเรื่องยืดยาวชักแม่น้ำทั้งห้าให้เพื่อนเชื่อคำพูดของผม กว่าเขาจะไว้ใจก็ปาเข้าไปเป็นเดือนนี่ขนาดว่าเขาเห็นผมปรากฏตัวที่ชายหาดอันเวิ้งว้างอย่างดูเหนือธรรมชาติยังพยายามหาเหตุผลร้อยแปดอย่างมาอธิบาย จนไปจบที่ผมรู้จักข้อมูลเชิงลึกของ ดร.ปฐพีผู้ล่วงลับ ซึ่งไม่น่าจะมีใครรู้ได้ ธรณีจึงยกธงขาวยอมแพ้สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือหากล้มเหลวจะกลายเป็นว่าคนคนนั้นอาจจะนำไปเล่าต่อพอคำนินทากลายเป็นวงกว้าง ผมก็จะกลายเป็นตัวประหลาดกลายเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีคนคบ หรือถ้าโชคร้ายกว่านั้นอาจโดนตำรวจจับไม่ว่าแบบไหนก็จะฉุดชีวิตผมที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นให้ดิ่งลงทันทีกลายเป็นแกว่งเท้าหาเสี้ยนเปล่า ๆ
ทันใดนั้นผมก็ฉุกคิดเรื่องที่ค้างคาใจอันหนึ่งขึ้นมาได้ผมตะโกนถามเพื่อนขณะที่ผมยกน้ำเย็นแก้วที่สองดื่มดับกระหายเรื่องนี้ผมรู้ตอนที่สนทนากับอิสราตั้งแต่รอบก่อนแล้ว มัวแต่สนใจเรื่องอื่นจนลืมไปเสียสนิท
“นายเป็นคนบอกอีฟใช่ไหมว่า ฉันพักอาศัยอยู่ที่เดียวกับนาย”
“ไม่ใช่ความผิดเรานะ”ธรณีเถียงเสียงดัง สายตาเขายังจดจ้องอยู่บนข่าวทีวี “...วันนั้น อีฟขับรถผ่านเห็นพวกเราเดินเข้าคอนโดด้วยกัน ก็เลยถาม แล้วจะให้เราโกหกเหรอ”
“แล้วไป...แล้วนายบอกว่าไงอยู่ห้องเดียวกันไหม”
“แน่นอนสิ”เพื่อนผมตอบสีหน้าเฉยตามสไตล์ ผมอ้าปากค้าง
“เดี๋ยวนะ ได้ด้วยเหรอ”
“ถ้าเราว่าบอกว่าอยู่คนละห้องลำบากกว่าอีกนะ” ธรณีหันมาพูดกับผม คงเห็นว่าต้องคุยกับผมอีกยาวข่าวที่ฉายบนจอภาพหยุดเองตามคำสั่งความคิดของธรณีจากเครื่องเอวีเอสอีที่สวมอยู่ “ลองคิดดูถ้าเกิดวันดีคืนดี อีฟ ขอมาทำงานที่ห้องนี้ แล้วเจอของของท่าน หรือถ้าท่านได้เป็นแฟนกับอิสราแล้วเขามาขอดูห้องท่าน ไม่ยิ่งแย่กว่าเหรอ“
“ต้องคิดไปไกลขนาดนั้นเลยเหรอ”ผมหน้าแดงโดยไม่ได้ตั้งใจ
“เราบอกว่านายมีปัญหาค่าใช้จ่ายเลยมาหารค่าห้องกับฉัน ฉันเองก็มีพื้นที่คอนโดเหลือใช้ไม่หมด”
ผมย้อนคิดดูอีกทีเพื่อนพูดมีเหตุผล เขารอบคอบกว่าที่คิดยิ่งปั้นน้ำเป็นตัวให้ใหญ่โตยิ่งมีความเสี่ยงแถมถ้าไม่ชี้แจงจะยิ่งทำให้เธอเข้าใจผิดว่าพวกเราเป็นเกย์
“ฉันคิดว่านายจะไม่โกหกซะอีก”
“ใช่ฉันไม่โกหก ดังนั้น จ่ายค่าเช่าห้องมาซะดี ๆ” ธรณีมองผมด้วยหางตาแล้วทำทีกวักมือเรียก ผมไม่น่าไปเปิดประเด็นเลย หาเรื่องใส่ตัวชัด ๆ
“นายไปคิดมาเลยว่าจะเก็บเราเท่าไหร่แต่เหลือให้ฉันมีเงินจ่ายค่าอาหารด้วยนะ” ผมใช้น้ำเสียงน่าสงสาร ตั้งแต่ผมมีรายได้อาหารและเครื่องใช้ส่วนตัวก็มาจากเงินของผมเอง
“เออเดี๋ยวค่อยว่ากัน”
“แล้วเรื่องอาชีพก่อนที่จะมาเป็นนักจับใจความล่ะ”ผมเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงข้อมูลที่เพื่อนบอกอิสราไปยังไงผมก็ต้องเตรียมตัวเผื่อพรุ่งนี้ มีโอกาสถูกซักไซ้ได้ทุกเมื่อ
“ก็อยู่บ้านเฉยๆ ค้นหาตัวเอง กับรับจ้างเป็นพ่อบ้านไม่ใช่เหรอ ตามที่เราตกลงกันไว้ท่านเป็นคนเสนอเองนี่ ท่านบอกว่าเคยเป็นแต่ทหารเกณฑ์กับช่วยงานที่บ้านแม่ที่ทำเกษตร แต่ท่านว่ามันไม่สมจริงในยุคนี้เพราะทหารไม่มีแล้ว และงานเกษตรก็ใช้หุ่นยนต์มาช่วยเยอะ กลัวโดนถามลงลึก”
“ใช่ ๆขอโทษที” ผมระแวงธรณีมากไปเอง เขาจำบทสนทนากับผมได้แม่นยำผมเลยเปลี่ยนเป็นรับจ้างทั่วไปแบบ อาชีพแม่บ้านแทนเพราะยังมีอาชีพนี้อยู่จริงมันเป็นงานแบบเปิดกว้างไม่ตายตัว จึงยังไม่ได้ถูกทดแทนด้วยเอไอผมใช้ความทรงจำตนเองในวัยเด็กที่เคยช่วยไปรับจ้างช่วยงานบ้านจริง ๆกับเพื่อนบ้านที่สนิทกัน ซึ่งตอนนั้นคนมองว่าเป็นการทำงานมากกว่าการใช้แรงงานเด็กกับภาพในหัวที่ไปเห็นบ้านของยายออมมาปนกันสร้างความทรงจำเท็จได้อีกอย่างสารภาพว่าตอนอยู่บ้านยายแทบไม่ได้ช่วยทำนาทำสวนเลยใช้เวลาว่างไปอยู่กับปฐพีหมด ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง เล่นเกมหรือแอบไปร่วมกิจทางการเมือง
ผมหาวออกมาฟอดหนึ่งธรณีเองก็คงสังเกตได้เลยลุกขึ้นจากโซฟามาเก็บแก้วน้ำส้มที่เครื่องล้างจานผมเลยสสับเข้าไปนั่งแทน
“พรุ่งนี้ไปที่ไหนนะ อีฟบอกน้ำตกอะไรสักอย่างจำไม่ได้”
“น้ำตกไทรแก้ว อยู่ที่กรีนฮิลล์ จังหวัดละโว้เดินทางหนึ่งชั่วโมงก็ถึง”ธรณีบอก ผมท่องชื่อไว้ในใจ กะว่าจะลองหาข้อมูลคร่าว ๆ กับค้นดูในแผนที่คืนนี้แต่คิดไปคิดมาก็ขี้เกียจ แค่ติดสอยห้อยท้ายเพื่อนไปก็คงไม่น่าเป็นไร
“เดินเยอะมั้ยเนี่ย” ผมถามใจนึกไปถึงตอนที่วิ่งหน้าตั้งไปที่จอดรถในวันนี้
“อีฟบอกว่าอย่างนั้นนะแต่เราอาจจะไม่เอาด้วย เดี๋ยวนะ...” ธรณีชะงักไปฉับพลัน
“นายเป็นอะไร” ผมถามกลัวว่าเพื่อนจะถูกวิญญาณเข้าสิง
“เรานึกอะไรดี ๆ ได้แล้ว”ธรณีสาวเท้ามาใกล้ ๆ ผม ก่อนที่ผมจะทันพูดอะไรต่อ เขาก็แทรกถามขึ้นก่อน
“อีฟยังไม่รู้ว่าท่านคิดยังไงกับเขาใช่ไหม ท่านเองก็ยังไม่เคยสารภาพรักกับเขาใช่ไหม”
ถ้อยคำที่เขาใช้ตรง ๆทำผมรู้สึกขวยเขินปนงุนงงว่าเกี่ยวอะไรด้วย
“ช่าย” ผมตอบเสียงอ่อย“ยังไม่รู้จะบอกตอนไหน ยังไงเลย เวลาก็ไม่มี”ผมสังเกตสีหน้าเจ้าเล่ห์ของเพื่อนได้ในตอนนี้ เลยลองอ่านใจเขากลับบ้าง“อย่าบอกนะว่านายจะวางแผนอะไร”
“ใช่ ถ้าทำตามนโยบายเรารับรองว่าจะผ่านเคโอไอ อีฟจะรู้ความในใจของท่าน ภายในวันพรุ่งนี้แน่ถ้าไม่ผ่านเราจะรับผิดชอบด้วยการไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกท่านสองคนอีก”
พูดแล้วเขาก็เริ่มต้นเล่าแผนการให้ผมฟังเป็นเชิงกึ่ง ๆ ขอความยินยอม อันที่จริงมันก็ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรทีแรกผมก็ไม่ได้เห็นด้วยมากนัก เพราะรู้สึกเหมือนเป็นการกลั่นแกล้งอิสราลับหลังแต่พอคิดในแง่มุมเธอก็ไม่ได้เสียหายอะไร
“เอาตามที่นายว่าก็ได้”ผมตอบตกลงในที่สุด นึกไปถึงเนื้อเพลง ‘แค่บอกว่ารักเธอ’[1]
ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอคงไม่คืบหน้าถ้าไม่เริ่มต้นจากการบอกเธอไปตรง ๆ
คืนนั้นผมนอนพลิกไปมาบนเตียงธรณีแยกเข้าห้องส่วนตัวไปนานแล้ว บอกว่าวันนี้จะหลับเร็วเป็นพิเศษเพื่อเอาแรงผมนอนกอดตุ๊กตาเต่าที่ได้มาจากการเล่นเกมในตลาดนัดใจเผลอจินตนาการไปถึงผู้หญิงที่ชอบโดยไม่ทันตั้งตัวแต่เมื่อจ้องแววตาอันบ้องแบ๊วและมือที่ชูสองนิ้วของตุ๊กตาอีกครั้งก็ต้องล้มเลิกความคิดนั้นกลายเป็นขำขันแทน
ผมไม่อาจข่มตานอนหลับได้ไม่รู้ว่าทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนั้น ทั้งที่เดินทางไปกันตั้งหลายคนแถมยังผ่านการอยู่สองต่อสองกับอิสรามาตั้งสองหนอาจเป็นเพราะว่าทั้งสองครั้งมีเรื่องอื่นให้กังวลครั้งแรกก็กังวลเรื่องการสัมภาษณ์งาน ครั้งที่สองก็กลัวว่าอิสราจะไปไม่ทันนัดกับครอบครัวเป็นครั้งแรกที่หัวสมองทั้งผมและเธอจะปลอดโปร่ง
สิ่งที่ผมกังวลมากกว่าคือแผนที่ธรณีวางไว้จะสำเร็จหรือไม่คิดไปคิดมาก็หงุดหงิดความพยายามช่วยของเพื่อนผมมากไปอันที่จริงถ้าไม่วางแผนแต่แรกคงหลับสบายไปแล้ว พอนอนไม่หลับผมลองค้นหาบทความเล่น ๆ เกี่ยวกับวิธีการจีบสาว จนไปสะกิดใจที่บทความเก่า ๆซึ่งอ้างอิงถึง ดร.แกรี่ แชปแมน[2] เขากล่าวว่ามีภาษารักหรือวิธีการแสดงความรักห้ารูปแบบ ผมลองนึกถึงความเป็นได้ข้อแรกที่ต้องตัดออกก่อนคือการสัมผัสทางกายเพราะต้องขออนุญาต ขืนผลีผลามทำอาจจะโดนตบหน้าแน่การทำบางอย่างให้ก็ดูเป็นไปได้ แต่ต้องมีจังหวะและโอกาสที่ดีซึ่งคาดเดาไม่ได้ที่ผ่านมาผมก็พยายามเข้าใกล้เธอ ใช้เวลาร่วมกันให้นานที่สุด แต่ก็ดูเหมือนเธอจะไม่รับรู้ความรู้สึกนั้นการให้ของขวัญก็พอเป็นไปได้แต่ไม่รู้ว่าเธอชอบอะไร ไม่ได้เล่นโซเชียลมีเดียจึงไม่อาจทราบได้ถึงจะไปถามธรณีหรือรฐรักษ์ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อได้แค่ไหน
ผมพบว่าวิธีที่เหมาะกับตัวเองที่สุดคือวิธีบอกตรงๆ อยู่ดี ถ้าไม่ได้ผลค่อยหาทางอื่น แต่จะกล้ารึเปล่านี่ก็อีกเรื่องแม้สำหรับหลายคนจะเป็นเรื่องปอกกล้วยเข้าปาก แต่สำหรับผู้ชายอินโทรเวิร์ตอย่างผมช่างลำเค็ญยิ่งนัก
ผมคิดแล้วได้แต่ถอนใจสักพักก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว
[1]เพลง แค่บอกว่ารักเธอ ศิลปิน : วงหมีพูห์อัลบั้ม : Interlude 2 โด่งดังในปี 2002 และอีกครั้งในปี2023 เมื่อใช้ประกอบภาพยนตร์ "14 อีกครั้ง ILove You Two Thousand"
[2]Dr. Gary Chapman นักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่เชี่ยวชาญเรื่องการให้คำปรึกษาเรื่องชีวิตคู่ เขาศึกษาและค้นคว้าจนสรุปเป็นองค์ความรู้5 ภาษารัก (The Five LoveLanguages)ได้แก่ การบอกรักด้วยคำพูด (Wordsof Affirmation), การใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ (Quality Time), การให้ของขวัญ (Receiving Gifts), การบริการด้วยการกระทำ (Acts of Service), และการสัมผัสทางกาย (Physical Touch)