ตอนนั้นเอง เดือยกระดูกทั้งเจ็ดชิ้นที่หลังของเจ้าโครงกระดูกน้อยก็กระพืออย่างรัวเร็วจนเกิดเป็นเสียงกระดูกกระทบกัน ขณะที่หอกยาว ทวน และขวานศึกจำนวนมากกำลังพุ่งถึงตัวเจ้าโครงกระดูกน้อย เดือยกระดูกทั้งเจ็ดชิ้นก็ถอนตัวเองออกจากกระดูกสันหลัง พวกมันหมุนคว้างขึ้นไปในอากาศ และมาลอยอยู่รวมกันทั้งตรงหน้าและเหนือศีรษะของเจ้าโครงกระดูกน้อย
เจ้าโครงกระดูกน้อยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพร้อมกริชกระดูกในมือ แต่ทว่าอยู่ดี ๆ ร่างของมันก็กระตุกสั่นอย่างบ้าคลั่งราวกับอาการชักอย่างต่อเนื่อง แล้วเดือยกระดูกทั้งเจ็ดชิ้นก็ลอยโค้งขึ้นไปในอากาศด้วยรูปแบบที่น่าพิศวง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังชักใยให้พวกมันร่ายรำไปตามความปรารถนาของผู้เป็นเจ้าของ
เกิดเสียงวัตถุแตกหักดังอย่างต่อเนื่อง เมื่อหอกยาว ทวน และขวานศึกที่พุ่งลอยมาล้วนถูกพุ่งชนและทำลายโดยเดือยกระดูกที่เคลื่อนที่อย่างพลิ้วไหวทั้งเจ็ด ไม่มีอาวุธใดแตะต้องร่างของเจ้าโครงกระดูกน้อยได้แม้สักชิ้นเดียว
หานซั่วหยิกเนื้อที่เอวของตัวเอง และรู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดนี้เป็นเรื่องจริงเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บแปลบด้านข้างลำตัว ไม่เพียงแต่เจ้าโครงกระดูกน้อยจะสามารถสั่งกริชกระดูกให้จัดการศัตรูได้ด้วยตัวของมันเอง แต่มันยังสามารถเปลี่ยนเดือยกระดูกทั้งเจ็ดชิ้นบนหลังให้กลายเป็นอาวุธที่น่าพรั่นพรึงได้ถึงเพียงนี้ ทำให้หานซั่วทั้งตกตะลึงและทึ่งกับความสามารถของเจ้าโครงกระดูกน้อยเกินกว่าจะบรรยาย
‘กฎปลุกอาคม’ คือหลักในการสั่งให้ ‘ขุมพลังเวทมนตร์’ โจมตี ...ครั้งที่แล้ว หานซั่วบังเอิญถ่ายทอดความทรงจำเหล่านั้นไปยังเจ้าโครงกระดูกน้อย และเห็นมันสั่งกริชกระดูกให้ลอยกวัดแกว่งไปมาราวกับร่ายรำในอากาศมาแล้วครั้งหนึ่ง เพียงเท่านั้นก็ทำให้เขาประหลาดใจมากพอ แต่มาครั้งนี้ เจ้าโครงกระดูกน้อยยังสั่งการเดือยกระดูกทั้งเจ็ดชิ้นบนหลังของตัวเองได้อีก หานซั่วจึงตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
การใช้งาน 'กฎปลุกอาคม' นั้น นอกเหนือจากการทำความเข้าใจขุมพลังเวทมนตร์ซึ่งผูกมัดกับชีวิต รวมทั้งใช้จิตร่วมกันกับผู้ใช้เวท จำเป็นต้องทำตามกฎอย่างเลี่ยงไม่ได้ และดูเหมือนว่าทั้งเดือยกระดูกเจ็ดชิ้น และ กริชกระดูก จะกลายเป็นขุมพลังเวทมนตร์ของเจ้าโครงกระดูกน้อย จากการหล่อหลอมโดยแก่นมนตราของหานซั่วอย่างต่อเนื่อง
แม้แต่หานซั่วเองก็ยังไม่มีขุมพลังเวทมนตร์อยู่ในมือ อีกทั้งไม่สามารถใช้ 'กฎปลุกอาคม' ได้ ใครจะคิดว่าอสูรมิติมืดอย่างเจ้าโครงกระดูกน้อยที่กำลังเยื้องย่างอยู่เบื้องหน้าหานซั่วตนนี้ จะเป็นคนแรกที่ทำได้สำเร็จ
“โอ คุณพระช่วย จ...เจ้าโครงกระดูกน้อยนั่นเป็นอสูรประเภทไหนกัน?!”
เฟเบียนส่งเสียงครวญครางอย่างตื่นเต้น อุทานออกมาเบา ๆ ระหว่างที่อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก จ้องมองมันจนตาแทบถลน
หลังจากที่หอกยาว ทวน และขวานศึกที่พุ่งลอยมาถูกทำลายจนหมด โทรลล์ป่าทุกตนก็อยู่ในภาวะตื่นตระหนกสุดขีด ตอนนั้นเอง เดือยกระดูกทั้งเจ็ดชิ้นที่กำลังลอยอยู่รอบ ๆ ร่างของเจ้าโครงกระดูกน้อยก็พุ่งไปในทิศทางเดียวกัน และเสียบทะลุร่างของโทรลล์ป่าทั้งเจ็ดตัวที่ยืนงุนงงอยู่ในเวลาเพียงชั่วพริบตา
“ปีศาจ...มันคือปีศาจในร่างโครงกระดูก หนีเร็ว!”
เสียงร้องอย่างเสียขวัญดังขึ้นจากโทรลล์ป่าตนหนึ่ง ราวกับเป็นสัญญาณสั่งให้ถอยทัพในทันที เพราะโทรลล์ป่าทุกตนต่างเตลิดหนีเอาชีวิตรอดไปคนละทิศคนละทาง ราวกับสุนัขที่วิ่งหนีหางจุกตูดเมื่อสู้แพ้ แม้แต่หัวหน้าโทรลล์ป่าก็ไม่มีอะไรให้พูดอีกต่อไป มันวิ่งหนีอย่างรวดเร็วไม่ต่างกัน
สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างเหนือความคาดหมาย เดิมทีหานซั่วเพียงตั้งใจว่าจะฝ่าฝูงโทรลล์และหนีออกไปจากที่นี่ แต่ไม่คิดว่าเดือยกระดูกทั้งเจ็ดชิ้นของเจ้าโครงกระดูกน้อยจะมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ เมื่อหานซั่วตั้งสติได้ พื้นที่โดยรอบก็เต็มไปด้วยศพของโทรลล์ป่ากว่าสิบตน ไม่เหลือแม้สักตนเดียวที่ยังรอดชีวิต
“ฮ่าฮ่าฮ่า เก่งมาก เด็กดี เก่งจริงๆ!”
หานซั่วรู้สึกภูมิใจเป็นที่สุดจนหยุดหัวเราะอย่างบ้าคลั่งไม่ได้
ตอนนั้นเอง เดือยกระดูกทั้งเจ็ดชิ้นที่หมุนคว้างอยู่กลางอากาศ ก็ร่อนลงมาผนึกกับกระดูกสันหลังของเจ้าโครงกระดูกน้อยตามเดิมอย่างแม่นยำ เจ้าโครงกระดูกน้อยยืนตรงขึ้นทันทีพร้อมกับกริชกระดูกในมือ มันเริ่มค้นศพของโทรลล์ป่าอย่างชำนิชำนาญ และฉวยเอาของมีค่าทุกอย่างมายกเว้นเสื้อผ้า
“เอ้า จ่ายมาสิ อีกหนึ่งร้อยเหรียญทองที่เหลือน่ะ” หานซั่วยิ้มน้อย ๆ เมื่อเขาปล่อยเฟเบียนลงจากหลัง และร้องขอเงินส่วนที่เหลือจากเฟเบียนซึ่งยังคงตระหนกตกใจไม่หาย
ขณะนั้น ดวงตาของเฟเบียนกำลังกลอกไปมาตามร่างของเจ้าโครงกระดูกน้อยอย่างไม่เชื่อสายตา เพิ่งรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงของหานซั่ว ขณะที่กำลังหยิบเหรียญทองออกมานั้นเอง จู่ ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง พร้อมกับจ้องหานซั่วตาเขม็ง
“ไม่สิ... เมื่อครู่เจ้ากล้าใช้ข้าเป็นโล่กำบังตอนสู้กับพวกโทรลล์ป่า การกระทำของเจ้าทำให้ผู้ว่าจ้างต้องตกอยู่ในอันตราย ยังจะกล้ามาขอเงินหนึ่งร้อยเหรียญทองอีกหรือ?”
สีหน้าของหานซั่วพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา นัยน์ตาแข็งกระด้างจับจ้องเฟเบียน เขาสุ่มหยิบทวนขึ้นมาจากพื้นเล่มหนึ่ง และเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา
“ท่านเฟเบียน ท่านคิดจะโกงข้าอย่างนั้นหรือ?” ในขณะเดียวกัน เจ้าโครงกระดูกน้อยที่กำลังช่วงชิงผลพลอยได้จากการต่อสู้ จู่ ๆ ก็หยุดนิ่ง ค่อย ๆ หันมาจ้องเฟเบียนด้วยดวงตากลวงโบ๋
พลันนั้นเอง ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเฟเบียนจนทำให้หัวใจกระตุกสั่นไม่เป็นจังหวะ เขาพยายามปั้นหน้าฝืนยิ้มและก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างขลาดกลัว
“มุกหรอกน่า ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง แหะๆ นี่ เงินหนึ่งร้อยเหรียญทองของเจ้าไม่ขาดไม่เกิน ทำได้ดีมาก”
หานซั่วส่งเสียง “หืม...” เบา ๆ ก่อนเก็บเงินใส่กระเป๋าโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ความรู้สึกสนุกและไร้กังวลผุดขึ้นในใจ พลางคิดว่าการใช้อำนาจไม่เคยทำให้ผิดหวัง
“ท่านนักรบ ส่วนของจากพวกโทรลล์ป่านั่น...”
“ของข้าไง ของข้าทั้งหมดเลย”
หานซั่วรีบตัดบทก่อนที่เฟเบียนจะทันพูดจบประโยค พร้อมกับทึกทักเอาเองว่าสิ่งของเก็บตกจากการต่อสู้ทั้งหมดนั่นเป็นของเขา
เฟเบียนพยายามแค่นเสียงหัวเราะอีกครั้ง
“แน่นอน! เป็นของท่านทั้งหมดแน่นอน ข้าแค่จะบอกว่า ข้ารับซื้อของที่ท่านหาได้จากตัวพวกโทรลล์ป่าน่ะ”
หานซั่วขมวดคิ้วขณะมองเฟเบียนด้วยสีหน้าสงสัย แต่แล้วเขาก็ยิ้ม และโค้งคำนับอย่างสุภาพเลียนแบบท่าทางของคลาร์ก
“ท่านเฟเบียนหมายความว่า ท่านจะรับซื้อสิ่งของพวกนี้ด้วยเงินเหรียญทองหรือครับ?”
‘สีหน้าเปลี่ยนไวเชียวนะเอ็ง!’ เฟเบียนแอบก่นด่าเขาในใจ พลางยิ้มและพยักหน้า
“ถูกต้อง ข้าเป็นพ่อค้าผู้ท่องไปในป่าทมิฬ รับซื้อสิ่งของที่หาได้ในป่าแห่งนี้ และกลับไปขายทำกำไรที่จักรวรรดิ ในฐานะโจรปล้นสะดมจอมป่าเถื่อนผู้เลื่องชื่อแห่งป่าทมิฬ โทรลล์ป่าพวกนี้น่าจะมีของที่ข้าต้องการอยู่บ้าง หากท่านไม่รังเกียจ ข้าจึงคิดจะกว้านซื้อจากท่านทั้งหมด”
ตอนนั้นเอง เจ้าโครงกระดูกน้อยเดินเข้ามายืนเคียงข้างหานซั่วอย่างไร้สุ้มเสียง พร้อมด้วยกระเป๋าแปดใบในมือ ตามคำสั่งของหานซั่ว เจ้าโครงกระดูกน้อยวางกระเป๋าทั้งแปดใบลงบนพื้น และใช้กริชกระดูกในมือเปิดกระเป๋าออกทีละใบ หานซั่วเองก็หยิบเอาของมีค่าที่ล่าได้ระหว่างทางวางกองรวมไว้ด้วยเช่นกัน รอให้เฟเบียนประเมินราคา
“ผลึกมนตราจากสัตว์วิเศษระดับห้าจำนวนแปดชิ้น... ระดับสี่จำนวนหกชิ้น... และระดับสามอีกหนึ่งชิ้น... หนังสภาพสมบูรณ์จากหมาป่าคมวายุสามผืน... เขี้ยวกิ้งก่าพิษสามซี่... ไข่อสรพิษน้ำลึกหนึ่งใบ... และหญ้ากลืนจันทราห้าใบ... ทั้งหมดนี่ข้าให้... หนึ่งพันเหรียญทอง ท่านคิดว่าอย่างไร?”
เฟเบียนประเมินราคาของทั้งหมดเงียบ ๆ และเมื่อคิดคำนวณครบแล้วก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มให้หานซั่ว
หานซั่วส่ายศีรษะ และพูดด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ “ไม่เอาด้วยหรอก อสรพิษน้ำลึกเป็นถึงสัตว์วิเศษระดับสาม ไข่ของมันควรมีราคามากกว่านี้ ยังไม่รวมผลึกมนตราระดับสามของมันอีก ท่านเสนอราคามาให้ข้าแค่หนึ่งพันเหรียญทอง... คิดว่าข้าโง่ขนาดนั้นเลยหรือ?”
หานซั่วรู้ว่าราคาสำหรับสัตว์วิเศษระดับสามนั้นมีค่าไม่ใช่น้อย แม้จะไม่รู้ราคาที่แน่นอน แต่พ่อค้ามักเสนอมูลค่าที่ต่ำกว่าราคาจริงในตลาดมากอยู่แล้ว หานซั่วจึงไม่ยอมให้เขากดราคาง่ายๆ
“อสรพิษน้ำลึกเป็นสัตว์วิเศษระดับสามก็จริง แต่โอกาสสำเร็จในการเลี้ยงดูมันตั้งแต่ออกจากไข่มีน้อยมาก เพราะไม่มีอะไรรับรองว่ามันจะยอมรับใครสักคนเป็นนาย เช่นนั้นแล้ว ราคาจึงสูงมากไม่ได้หรอก เช่นนั้น... ถ้าข้าให้หนึ่งพันห้าร้อยเหรียญทองล่ะ ว่าอย่างไร?”
หานซั่วไม่พูดอะไร เอาแต่จ้องมองเฟเบียนด้วยรอยยิ้ม
“สองพันเหรียญทองก็ได้! นี่เป็นข้อเสนอสุดท้ายแล้ว ถ้าท่านยังไม่ยอมขายก็ลืมไปเสียเถอะ!”
เฟเบียนกัดฟันกรอด ในที่สุดก็ยอมเสนอราคาที่ทำให้เขาเสียโอกาสทำกำไรไปอีกห้าร้อยเหรียญทอง
เมื่อเห็นว่าถึงขีดจำกัดแล้ว หานซั่วก็ยิ้มเจื่อน
“ตกลง สองพันก็ได้ แล้วไหนเงินล่ะ?”
แม้สิ่งของทั้งหมดจะมีค่ามากกว่านี้เมื่อนำกลับไปขายที่จักรวรรดิ แต่เป็นเพราะหานซั่วยังอยู่ในป่าทมิฬ และไม่มีแหวนมิติ หากต้องขนของทั้งหมดนี้ติดตัวไปด้วยคงลำบากไม่น้อย อีกอย่าง หานซั่วเป็นเพียงทาสรับใช้ในวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลน การจะเอาของทั้งหมดไปขายในอาณาจักรเองก็ยุ่งยากเกินไป จึงเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายกว่ามากหากส่งให้เฟเบียนเป็นคนจัดการของทั้งหมด
“นี่คือบัตรคริสตัล มูลค่าสองพันเหรียญทอง เจ้าเอาบัตรนี้ไปแลกเป็นเหรียญทองที่ธนาคารใดก็ได้ โอ จริงสิ ท่านชื่ออะไรหรือ? ข้าจะได้จารึกชื่อของท่านลงในบัตรให้”
เฟเบียนหยิบบัตรแผ่นบางที่ทำจากคริสตัลสีทองอร่ามออกมา และถามชื่อของหานซั่ว
“ไบรอัน”
“โอ ตกลง ไบรอันนะ”
เฟเบียนหยิบของบางอย่างที่รูปร่างคล้ายเข็มเล่มเล็ก ๆ ออกมา และค่อย ๆ บรรจงเขียนลงไปในช่องว่างขนาดจิ๋วตรงมุมบัตรคริสตัล แสงสีทองจาง ๆ วาบขึ้นบนบัตรเล็กน้อยก่อนจะกลับเป็นปกติ
หานซั่วมายังโลกนี้ได้สักพักหนึ่งแล้ว และหลังจากเรียนรู้จนเริ่มคุ้นเคยกับเรื่องราวในโลกนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ หานซั่วก็เข้าใจว่า ‘บัตรคริสตัล’ ทำหน้าที่เหมือนบัตรเอทีเอ็มในโลกเดิมของเขา บัตรจะเป็นสีทอง สีเงิน และสีทองแดง ตามจำนวนเหรียญที่บรรจุอยู่ภายใน เพราะไม่มีใครสามารถพกเหรียญเงินเป็นพันเป็นหมื่นเหรียญติดตัวได้ตลอดเวลา บัตรคริสตัลจึงมักมีเพียงกลุ่มชนชั้นสูงที่เป็นผู้ครอบครอง และสามารถใช้ได้ที่ธนาคารซึ่งตั้งอยู่ทั่วไปเพื่อฝากหรือถอนเงิน
“เอาละ ไบรอัน บัตรคริสตัลใบนี้เป็นของท่านนับแต่นี้ไป”
เฟเบียนยิ้ม และยื่นบัตรคริสตัลให้หานซั่ว
“ข้าชื่อเฟเบียน เป็นสมาชิกสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ของจักรวรรดิ วันข้างหน้า ถ้าท่านต้องการขายอะไรละก็ มาหาข้าที่สมาคมได้เลย นี่คือที่อยู่ของข้า เก็บไว้ให้ดีล่ะ”
‘สมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์’ เป็นหนึ่งในสมาคมพ่อค้าที่ใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิ ควบคุมโดยตระกูลบูซท์ แม้แต่หานซั่วซึ่งไม่ค่อยได้สนใจเหตุบ้านการเมือง ยังเคยได้ยินกิตติศัพท์เกี่ยวกับความมหัศจรรย์และน่าพิศวงของวัตถุดิบที่สมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์เป็นผู้ครอบครอง เมื่อได้ยินคำพูดของเฟเบียน หานซั่วจึงเก็บบัตรไว้อย่างดีพลางยิ้มกล่าว
“ท่านเฟเบียน ยินดีที่ได้รู้จักครับ วันข้างหน้าข้าอาจมีเรื่องต้องรบกวนท่านจริง ๆ ก็ได้ แต่ตอนนี้พวกโทรลล์ป่าคงไม่กล้ามากวนใจท่านแล้ว และธุรกิจของเราก็จบลงด้วยดี ลาก่อนครับ”
หานซั่วไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น เขาเรียกเจ้าโครงกระดูกน้อย และคู่หูมนุษย์กับโครงกระดูกก็วิ่งห่างออกไปจนลับสายตา
“เอาละ ทหารรับจ้างผู้กล้าทั้งหลาย เรามาเจรจาธุรกิจของเรากันต่อดีไหม?”
เฟเบียนร้องเรียกเหล่าทหารรับจ้างที่กำลังทำแผลกันอยู่ และเดินไปหาพวกเขาทันทีที่เห็นหานซั่วลับตาไป
***********************