ปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School)

    ตอนที่ 75 : เส้นทางใหม่

     

    ตอนที่ 75 : เส้นทางใหม่

     

              เสียงนกร้องยามเช้าดังลอดเข้าห้อง สั่นโสตประสาทจนชินรู้สึกตัวจากภวังค์ฝันเร็วกว่าปกติ

              เป็นข่าวดีสำหรับชินที่อากาศอุ่นขึ้นกว่าเมื่อคืน เพราะช่วงที่ฝนตกมันช่างทำให้หนาวเย็นจนหัวใจห่อเหี่ยว ยิ่งกับช่วงที่กำลังสับสนด้วยยิ่งหนักเข้าไปอีก

     

    ที่เขาว่า ‘ฟ้าหลังฝน’ คงหมายถึงแบบนี้แหละมั้ง

              ชินยังสัมผัสถึงความร้อนรุ่มกังวลในอกได้อยู่ กระนั้นมันก็เบาบางลงมากเพราะมีคนเข้าใจและยอมรับในตัวเขาถึงสองคน

              ความอบอุ่นในอกเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อวานทำให้เลือดสูบฉีดจนหายจากความเฉื่อยชา นำสัมผัสกลับมาสู่ร่างกายจนเต็มที่

     

              ...แต่เพราะตื่นเต็มที่ ชินจึงเริ่มรู้สึกว่ามีน้ำหนักกดทับร่างกายซีกขวาของเขาภายใต้ผ้าห่ม มันหนักมากพอที่จะกดร่างเขาลงกับพื้นห้องแข็ง ๆ จนเจ็บหลังกว่าปกติ

              ที่รู้สึกแปลกยิ่งกว่าคือชินจำไม่ได้ว่าตัวเองนอนหนุนหมอนข้าง แถมหมอนข้างก็ไม่ควรจะอุ่นและนุ่มขนาดนี้ด้วย

     

    “เดี๋ยวนะ!!!?”

              ชินรีบสะบัดผ้าห่มออกด้วยความร้อนรน พบว่าสิ่งที่กดร่างซีกขวาเขาไม่ใช่หมอนข้าง แต่เป็นเจ้าหญิงเอลฟ์โฉมงามนิทรากำลังนอนพิงกายเขาอยู่

     

    “งืม...”

              โอลิเวียส่งเสียงละเมอในลำคอราวกับแมวทำเสียงเพอร์

              ความจริงที่เสียงหวาน ๆ ของเธอสั่นโสตประสาทก็ว่าน่าหวาดเสียวแล้ว ยิ่งได้รู้ว่าความอบอุ่นที่เขาได้รับตลอดคืนนั้นมาจากกายของโอลิเวีย เลือดลมทั้งร่างของชินก็ยิ่งสูบฉีดขึ้นไปจนหน้าแดงก่ำทั้งแผ่น ส่งให้เขาต้องรีบยันตัวขึ้นนั่ง

     

    “อือ... ชิน?”

              โอลิเวียส่งเสียงละเมอเรียกชื่อเขา กระนั้นกลับขมวดคิ้วอย่างไม่ทราบสาเหตุ

              แต่พอมือเธอควานจับเอวชินได้ โอลิเวียก็ขยับเข้ามาชิดแล้วกอดเขาไว้ทั้งที่ยังนอนเรียบพื้น

              พอไออุ่นจากชินกลับมาชิดกาย เธอก็เริ่มกลับมายิ้มแป้นสบายใจในบัดดล โอลิเวียยังกับเด็กนอนละเมอหาหมอนข้างอย่างไรอย่างนั้น

              ...เว้นเสียแต่ว่าหมอนข้างที่ว่านั้นเป็นผู้ชายที่มีเลือดเนื้อเชื้อไข แถมยังเป็นเด็กหนุ่มวัยกลัดมันอีก

     

    แย่แล้ว... แบบนี้แย่แน่ ๆ

              ชินเริ่มรู้สึกถึงร่างกายบางส่วนที่ควบคุมไม่ได้ เขาฝืนตัวเองให้รีบตั้งสติก่อนอันดับแรก

              ...ถึงสุดท้ายมันจะเปล่าประโยชน์ก็เถอะ เพราะหัวใจที่กำลังเต้นรัวมันไม่ได้ช้าลงเลย

              นอกจากนี้ อารมณ์เขายังพลุ่งพล่านมากจนชินรับรู้ได้ว่าดวงตาตัวเองกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดง แถมฟันเขี้ยวเองก็น่าจะปรากฏออกมาแล้วเพราะแรงกระตุ้นอันรุนแรงนี้

     

    “ชิน...”

              สาวงามที่สุดในชีวิตของชินกำลังกอดเอวเรียกชื่อเขาในห้วงฝัน โหยหาตัวเขาด้วยความใกล้ชิดอันลึกซึ้งในแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

              ชินรู้สึกได้เลยว่าในร่างกายมีแรงขับตามธรรมชาติเกิดขึ้น และส่งแรงให้มือของเขาเอื้อมเข้าหาโอลิเวีย

     

    “อย่าไปนะคะ... ชิน...”

    “...”

              น้ำเสียงสั่นกลัวของโอลิเวียคืนสติแก่ชินในบัดดล ไม่สิ... มันคืนความรู้สึกผิดให้เกิดกับเขาอีกครั้งมากกว่า

     

    แต่ก็... สมควรแล้วล่ะนะ

    ที่ผ่านมา เราก็ทำให้โอลิเวียเป็นห่วงมาตั้งมากมาย

     

    ...รวมถึงเรื่องที่พูดไม่ดีกับเธอเมื่อวานก็ด้วย

     

    มันก็จริงอยู่... ที่เราให้โอลิเวียกลับไปก่อนก็เพราะไม่อยากให้เธอต้องมาทนกับพฤติกรรมแย่ ๆ ของเรา

    แต่พอมาคิดดู มันก็เป็นแค่ข้ออ้างที่จะไม่ปรับปรุงตัวเองแล้วเลือกที่จะขับไสคนอื่นไปแทนไม่ใช่รึไง?

     

    เราไม่อยากเป็นคนแบบนั้น

    ...แล้วคิดว่าโอลิเวียก็คงไม่ชอบคนแบบนั้นด้วย

     

    นอกจากนี้... การถูกคนใกล้ชิดขับไสนั้นมันก็เจ็บปวดด้วย

    เราเองก็เถอะ ถ้าเกิดสถานการณ์มันกลับกันแล้วโอลิเวียบอกว่าเธออยากอยู่คนเดียวบ้างล่ะก็ เราเองก็คงรู้สึกเศร้าเหมือนกัน

              ชินมองใบหน้ายามหลับของโอลิเวียที่ยังคงกอดเอวเขาอยู่ แรงกอดเธอไม่ได้แรงมาก แต่มันก็แรงพอจะทำให้รู้ว่าเธอไม่อยากไปจากตรงนี้

              นั่นยิ่งยืนยันความรู้สึกของเขาเองไปด้วย... เขาอาจไม่แสดงออกมากเท่าเธอ แต่ความรู้สึกเศร้าที่ห่างกันนั้นคงจะพอกันแน่

     

    เราเองก็ต้องพยายามให้มากกว่านี้ล่ะนะ

              ชินยิ้มอ่อนกับเรื่องเมื่อคืนอีกครั้ง แต่ก็ตัดสินใจจะใช้มันเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ผิดพลาดเรื่องเดียวกันอีก

              มือของชินเลื่อนไปหาโอลิเวียอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาวางมันลงบนศีรษะเธอ ลูบไปมาเบา ๆ จนเธอเริ่มสะลึมสะลือตื่น

     

    “อือ.... ชิน?”

              โอลิเวียตาปรือมองชิน ค่อย ๆ ยันตัวขึ้นนั่งหน้าเขาพอดี

              เธอกะพริบตาปริบ ๆ ให้ตัวเองหลายครั้งด้วยความสับสน แล้วสักพักเธอก็เข้าใจสถานการณ์จากการที่ตื่นมาแล้วตัวเองอยู่ข้าง ๆ ชิน สีหน้าง่วงนอนของเธอหายไปในบัดดลแล้วเปลี่ยนเป็นจริงจัง

     

    “สงสัยดิฉันจะละเมอค่ะ”

    “...แก้ตัวทันทีเชียวนะ”

     

    ร้อนตัวซะไม่มีแน่ะแม่คุณ

    ...ถึงจะน่ารักดีก็เถอะนะ

              ชินแทบจะหุบยิ้มไม่อยู่กับหน้าตาป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ร้อนรนของโอลิเวีย ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าสีหน้าแบบไหนของเธอมันก็ดีไปหมดยกเว้นตอนที่เศร้า

     

    “แต่ก่อนอื่น... อรุณสวัสดิ์นะโอลิเวีย”

    “...ค่ะ อรุณสวัสดิ์นะคะชิน”

              โอลิเวียเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจที่ไม่ถูกโกรธ น่าแปลกใจด้วยที่ชินเอ่ยด้วยรอยยิ้มเหมือนอย่างเคยแล้ว และนั่นมันทำให้เธอยิ้มตามไปด้วย

              แต่นั่นก็จนถึงตอนที่ชินชี้นิ้วขึ้นมา

     

    “เดี๋ยวก่อน ฉันยังไม่ลืมหรอกนะโอลิเวีย... นี่เธอลงมานอนข้างล่างได้ยังไง ที่นอนเธออยู่ข้างบนไม่ใช่เหรอ?”

              ชินชี้ไปยังที่นอนในห้องซึ่งเป็นเตียงตัวประจำของเขาเอง แต่เมื่อวานนี้เพราะโอลิเวียยืนกรานจะเข้ามาพักเขาก็เลยสละเตียงนั้นให้

              แน่นอนว่าตอนแรกโอลิเวียนั้นปฏิเสธเสียงแข็ง เธอไม่ยอมให้ชินที่เป็นทั้งเจ้านายและคนสำคัญนอนพื้น แต่ชินเองก็ยืนกรานเหมือนกันว่าหากโอลิเวียไม่นอนบนเตียงเขาก็จะไม่ยอมให้เธอเช่นกัน

              เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว โอลิเวียเลยได้แต่ทำหน้ามุ่ยเข้านอนไปตามที่ชินบอก แล้วเมื่อคิดอีกที หากตัวเองต้องนอนพื้นจริง นั่นคงทำให้ชินที่ภาคภูมิในความเป็นสุภาพบุรุษต้องอับอายแน่ โอลิเวียเลยยอมทนตามนั้น

              ...ถึงสุดท้าย มันจะกลายเป็นอย่างที่เห็นก็เถอะ

              โอลิเวียมองตามที่ชินชี้ไปยังเตียงอันว่างเปล่า แต่เธอก็ยังมองกลับมาที่ชินตาแป๋วเหมือนไม่ได้คิดว่าตัวเองผิดอะไร

     

    “ก็มัน... ละเมอนี่คะ”

    “นี่ไม่มีข้ออ้างดีกว่านี้รึไงเนี่ย”

              ชินได้ยินแล้วกุมขมับกับการใช้ข้ออ้างซ้ำสอง แถมเจ้าตัวโอลิเวียเองก็พูดแบบไม่ได้มองหน้าด้วย ดูยังไงมันก็เป็นแค่ข้ออ้างชัด ๆ

              แต่ถึงอย่างนั้น ชินก็รู้อยู่แล้วว่ามันอาจจะเป็นแบบนี้ ...และถ้าให้พูดตรง ๆ ชินออกไปทางรู้สึกดีมากกว่าด้วยซ้ำที่มันเป็นแบบนี้

              และเพราะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองรู้สึกมันย้อนแย้งกับที่พูดเตือน เขาเลยเกาหลังหัวอย่างเขิน ๆ

     

    “...คือก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอก แต่ฉันเองก็เป็นผู้ชาย เลยอยากให้เธอระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยน่ะ”

    “ไม่เห็นเป็นไรเลยค่ะ ชินไม่ได้จะทำอะไรดิฉันซะหน่อยนี่นา”

    “อึก!”

    ขอโทษด้วยครับ

              ชินสะอึกกับเรื่องที่เขาเกือบพ่ายแพ้ให้กับกิเลส ยิ่งโดนโอลิเวียเอียงคอมองอย่างเชื่อใจด้วย ชินยิ่งรู้สึกผิดบาปเข้าไปอีก

              แต่โอลิเวียเองก็อ่านท่าทางประหม่าของชินออก ยิ่งเห็นเขาหลบหน้าแบบเขิน ๆ มากกว่าทุกที โอลิเวียยิ่งเดาได้ไม่ยาก เธอเลยเริ่มอมยิ้มกรุ้มกริ่มดีใจ

     

    “...หรือต่อให้จะทำ ดิฉันก็ไม่ปฏิเสธหรอกค่ะ———”

    “พอเลย”

              แต่การยั่วยวนก็เป็นอันโดนตัดฉับ ชินสับกบาลโอลิเวียเบา ๆ ให้เธอหยุดก่อนเรื่องจะเลยเถิดยิ่งไปกว่านี้ ส่งผลให้สาวเจ้าหน้ามุ่ยไปอีก

              แล้วถึงที่จริงชินก็อยากจะเล่นกับเธอต่อ แต่พอมองดูนาฬิกาติดผนังในห้อง เวลาที่เหลือมันไม่ได้มากขนาดนั้น

     

    “เตรียมตัวไปโรงเรียนกันได้แล้วล่ะ” ชินพูดจบก็ลุกขึ้นทันที โอลิเวียมองตามชินจึงรู้ว่าควรเริ่มเตรียมตัวแล้วเหมือนกัน

              ...ถึงเธอจะเดินมาขวางด้านหน้าชินอยู่ดีก็เถอะ แต่หนนี้โอลิเวียทำการแหงนมอง จ้องใบหน้าของชินอย่างจริงจัง

     

    “ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นอะไรมากแล้วนะคะ”

              โอลิเวียพูดไปพลางยิ้มโล่งอก ทำให้ชินเข้าใจว่าเธอจ้องหน้าเขาเพื่อสังเกตอารมณ์ผ่านสีหน้า แม้ว่าตัวชินเองจะไม่ค่อยแน่ใจเรื่องนั้นก็ตาม

     

    “เป็นงั้นเหรอ?”

    “ค่ะ สีหน้าดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะเลย”

              โอลิเวียพยักหน้าขมวดคิ้วตอบชินอย่างจริงจัง เธอรู้อารมณ์ของชินมากพอกับเจ้าตัวเพราะมองเขามาตลอด และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้จิตใจของชินกลับมาปกติ

              ซึ่งแน่นอนว่าเธอทำสำเร็จไปแล้ว ชินถึงได้เปรยยิ้มขอบคุณให้

     

    “เพราะเธอนั่นแหละ ขอบคุณนะ”

              ชินเอื้อมมือลูบหัวโอลิเวียเสริม ก่อนจะเดินไปเตรียมตัวต่อ

              ทิ้งให้สาวที่ถูกจู่โจมกะทันหันยกมือขึ้นลูบจุดที่โดนสัมผัส ราวกับอยากให้มือของชินยังอยู่บนหัวต่อ

              นอกจากนี้... มันยังทำให้ใจเธอเริ่มว้าวุ่นอีกด้วย

     

    ...ทำหน้าแบบนั้น ขี้โกงนี่คะ

              ทั้งรอยยิ้มและสัมผัสจากชินทำโอลิเวียตัวร้อนผ่าว แต่ก็เป็นความอบอุ่นที่ดูจะแรงไปหน่อยสำหรับยามเช้า เลยทำเอาโอลิเวียหน้าแดงก่ำไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียว

     

    ❖❖❖❖❖

     

    หลังจากนั้นฉันกับโอลิเวียก็รีบเตรียมตัวไปโรงเรียนกัน

    แต่เพราะห้องน้ำมีห้องเดียว โอลิเวียเลยจะกลับไปอาบน้ำแต่งตัวที่ห้องของเธอแทน

     

    ...แต่เธอก็ดันบอกมาว่า ‘วันหลังดิฉันจะตื่นให้เช้าขึ้น จะได้อาบน้ำห้องชินได้แบบไม่เบียดบังเวลากันนะคะ’ ซะได้

     

    ให้ตายสิ ไม่ได้เข้าใจอะไรจริง ๆ เลยนะ

    ไม่สิ... หรือเพราะรู้อยู่แล้วรึเปล่านะ? ถ้าเป็นงั้นก็รุกแรงไปหน่อยแล้วมั้ง

     

    เราเองก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนนึง ไม่รู้จะทนการยั่วยวนของเธอไปได้ถึงเมื่อไหร่

    แต่... จริง ๆ แล้วเราอาจจะไม่ได้ปฏิเสธ ‘เรื่องแบบนั้น’ มาแต่แรกแล้วก็ได้

     

    ถ้าเกิดวันใดวันนึงเกิดล้ำเส้นกับโอลิเวียเข้า ฉันเองก็คงทำเรื่องล้างแค้นต่อไปไม่ได้อีกแล้ว นั่นเลยเป็นเหตุผลที่พยายามรักษาระยะห่างมาตลอด

    แต่ช่วงไม่กี่วันมานี้... พอได้เห็นว่าความเกลียดชังมันเปลี่ยนเราให้กลายเป็นอะไร ฉันก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าจะสนเรื่องล้างแค้นไปทำไม

     

    ไม่สิ ไม่ใช่ไม่สนหรอก

    ก็แค่... รู้สึกว่ามันไม่สำคัญเท่ากับวิถีทางที่เราต้องใช้ชีวิตมากกว่า

     

    คนรัก แม่ ครอบครัว เพื่อนสนิท มิตรสหาย ...และอนาคต

    พอถูกความเกลียดชังกลืนกินเราก็ลืมคิดถึงเรื่องพวกนี้ไปซะสนิท ทั้งที่เราเองก็มีของมีค่าพวกนี้อยู่ในมือแท้ ๆ

     

    แต่พอได้เห็นรูปร่างของความเกลียดชังจนรู้สึกไม่ชอบมันไปแล้ว เราก็เลยได้เห็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดแต่ไม่เคยสังเกต

    ....จะว่าเป็นตลกร้ายก็ได้ แต่ก็เป็นเพราะได้เผชิญหน้ากับอาจารย์ฮอว์คินนี่แหละ เราถึงได้ตระหนักเรื่องนี้

              ชินคิดถึงเหตุการณ์เมื่อหลายคืนก่อนขณะเดินบนห้องโถงก่อนเข้าห้องเรียน พอคิดถึงทีไรเขาก็รู้สึกมวนท้องจนหน้าเสียทุกที

              แต่ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ชอบหรือเกลียด... คำพูดของฮอว์คินมันก็ทำให้เขาเห็นตัวเองจริง ๆ

     

    ตายไปแล้วยังจะมาสอนกันอีก

    น่าหงุดหงิดอยู่เหมือนกันนะ

              ชินรู้สึกทั้งรักทั้งชังผู้เป็นอาจารย์ แต่ก็จำต้องรีบสลัดความคิดนี้ไปก่อนที่อารมณ์แย่ ๆ จะเข้ามาครอบงำอีก เพราะมันใกล้เวลาที่จะเข้าห้องเรียนแล้ว

     

    “!!?”

              ทันทีที่เดินเข้ามาในห้อง สายตาสองคู่ก็จับจ้องมาที่ชินแทบจะทันทีราวกับรออยู่แล้ว

              คนนึงคือเกวนเพื่อนสนิทสาวของเขา แต่คนที่ทำให้ชินรู้สึกตัวเกร็งขึ้นมาแวบนึงคือชงหยวน ไม่สิ... ซูซาน อดีตคู่หมั้นของเขาต่างหาก

              แล้วพอชินนั่งลงที่โต๊ะตัวเอง ซูซานที่นั่งด้านหลังก็ยื่นมือมาสะกิดหลังของชินทันที

     

    “อรุณสวัสดิ์ค่ะชิน!”

    “เอ๊ะ? อืม อรุณสวัสดิ์นะ”

              เห็นซูซานโบกมือแถมยังยิ้มสดใสให้เล่นเอาชินทำตัวไม่ถูกไปครู่นึง เพราะในความทรงจำของเขา หากเธอไม่ดีใจสุดชีวิตก็คงกำลังโกรธสุด ๆ ถึงจะแสดงออกมากขนาดนี้

              แต่คนที่ทำตัวไม่ถูกอีกคนก็คือเกวนที่นั่งข้าง ๆ เขา เพราะเธอเองก็กำลังจะส่งเสียงทักชิน แต่กลับโดนซูซานแทรกเสียก่อน เลยทำให้เธอคิ้วตกหงอยอยู่ตอนนี้

     

    “หวัดดีนะเกวน”

    “เอ๊ะ? อื้ม! อรุณสวัสดิ์นะชิน”

              เกวนพลอยสับสนไปด้วย แต่ก็ดีใจจนยิ้มแป้นเมื่อชินทักทายเธอ

              ถึงนั่นจะทำให้ซูซานที่นั่งมองอยู่ข้างหลังทำหน้ามุ่ยแก้มป่องก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นที่สังเกตของชินจนเขาเหงื่อตกอีกครั้ง

     

    เธอนี่ทำหน้าเหมือนสมัยก่อนตอนที่ทะเลาะกับโอลิเวียไม่มีผิดเลยแฮะ

    นี่ไม่คิดจะเก็บอารมณ์แล้วเหรอชงหยวน?

              ชินอยากจะยิ้มแห้ง ๆ แต่เก็บอาการได้ดีกว่าชงหยวนเยอะ เพราะเขายังอยากรักษาภาพลักษณ์ตัวเองในเบื้องหน้านี้ไว้อยู่

     

              แต่ในทางกลับกัน... หลังจากที่ศึกชิงดินแดนที่ฟรองจบลง ชินก็สังเกตเห็นว่าซูซาน... เห็นชงหยวนดูผ่อนคลายท่าทางตัวเองลงเยอะจนเป็นธรรมชาติขึ้น ซึ่งถ้าถามว่าชินรู้ได้ยังไงก็ต้องตอบว่าเดาเอาจากที่จำได้

              พูดอีกอย่าง... คือชินรู้สึกว่าชงหยวนกำลังกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน

     

    ถึงตรงจุดนั้นจะทำให้รู้สึกโล่งใจก็เถอะนะ

              ชินคาดหวังในใจ ภาวนาให้คนรู้จักของเขาไม่ถูกความเกลียดชังกลืนกินไปเหมือนกับเขาหรือฮอว์คิน

              แต่ดูเหมือนสิ่งที่กลับไปเป็นเหมือนเดิมจะไม่ใช่แค่การแสดงออก แต่เป็นความรู้สึกด้วย... พอชินสบตาซูซานเข้า เธอเลยยิ้มกรุ้มกริ่มกลับมา

     

    “มีอะไรรึเปล่าคะชิน? หรือว่าคิดถึงกันอยู่เอ่ย?”

    “ห๊ะ!”

              แต่คนที่มีปฏิกิริยาก่อนกลับเป็นเกวน เธอหันขวับกลับไปมองซูซานที่อยู่ด้านหลังอย่างไว และแน่นอนว่ามองค้อนแรงด้วย

              แม้จะพยายามกลับมายิ้ม แต่รอยยิ้มของเกวนก็ดูฝืนจนแปลก ๆ ไปเสียแล้ว

     

    “ระ เราอยู่ที่โรงเรียนนะซูซาน ทำอะไรต้องคำนึงเรื่องความเหมาะสมด้วยสิ”

    “เอ๋? โรงเรียนนี้เคร่งถึงขนาดจีบกันไม่ได้เลยเหรอคะเนี่ย? แย่จัง...”

              ซูซานใช้นิ้วแตะแก้ม ทำหน้ามุ่ยเสียอกเสียดาย ...ถึงชินจะยิ้มแหยด้วยความลำบากใจมากกว่าจะเขินก็เถอะ

              แถมจุดที่ซูซานพูดออกมาว่า ‘จีบ’ นั่นก็ทำเอาเกวนถึงกับเส้นเลือดปูดขึ้นหัว รอยยิ้มเองก็ฉีกกว้างขึ้น ...ถึงชินจะไม่ได้รู้สึกว่านั่นคือยิ้มก็เถอะ

     

    “หะ เห... นี่เธอคิดแบบนั้นกับชินเหรอเนี่ย”

    “อะ อ้าว? นี่ฉันแสดงออกไม่ชัดเหรอคะเนี่ย?”

              ซูซานว่าแล้วก็แย้มยิ้มในจังหวะที่ทำให้รู้สึกว่ากำลังปั่นประสาทเกวนอย่างเห็นได้ชัด

              แต่นั่นก็จนกระทั่งเธอเปลี่ยนหันมาทางชินด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้น

     

    “กลายเป็นออกตัวแรงไปเลยสิเนี่ย? ฉันนึกว่าชินจะโดนจีบบ่อยจนชินชาไปแล้วซะอีกนะคะ”

    “ไม่ล่ะ เรื่องนั้นไม่จริงหรอก”

              ชินส่ายหน้าปฏิเสธเรื่องโดนจีบ เพราะเขารักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับทุกคนอยู่ตลอด ...ถึงชินจะไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่มีผู้หญิงมาชอบเขาเยอะก็เถอะ แต่เขารู้สึกว่าหากพูดออกไป ชงหยวนอาจจะยิ้มน่ากลัวตามเกวนไปอีกคน

              แล้วพอพูดถึงเรื่องที่ว่า ‘ชินไม่ได้โดนจีบบ่อยขนาดนั้น’ เกวนเลยหัวไสนึกข้ออ้างขึ้นได้

     

    “ชะ ใช่แล้วล่ะ! ชินน่ะไม่คุ้นกับอะไรแบบนี้หรอก เพราะงั้นถ้ารุกมากไปเดี๋ยวชินจะลำบากใจเอาได้นะ!”

    “เห... ดูแลเป็นแม่เลยนะคะเนี่ยเกวน นี่ประคบประหงมเกินไปไหมเนี่ย? ตั้งแต่ทัศนศึกษาแล้วน้า”

    “เป็นเพื่อนกันก็ต้องเป็นห่วงกันสิ! ใช่ไหมชิน!”

    “อะ อืม...”

              เจอเกวนหันขวับมาขอความเห็นด้วยสภาพขมวดคิ้วใส่ ชินเลยต้องตอบตามน้ำไปอย่างช่วยไม่ได้

              ...ถึงจริง ๆ ชินจะแอบคิดเหมือนซูซานก็เถอะ เพราะเกวนก็ดูจะเป็นห่วงชินเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ การที่ซูซานยังมองเรื่องนั้นออกทั้งที่เพิ่งเข้าเรียนได้ไม่นานมันก็คงชัดเจนขนาดนั้นนั่นแล

              แต่ในขณะเดียวกัน นั่นก็ทำให้ซูซานทำอะไรต่อหน้าเกวนลำบากไปด้วย ...ถึงสิ่งที่ซูซานคิดจะทำ มันจะทำได้ก็ต่อเมื่อไม่มีคนอื่นอยู่แล้วก็เถอะ

     

    “แหม่ งั้นก็ช่วยไม่ได้นะคะ ฉันจะระวังกิริยาให้ดีกว่านี้ก็ได้ค่ะ”

              ซูซานตัดบทเหมือนเข้าใจสถานการณ์ และเธอก็ไม่อยากให้ชินเป็นเป้าสายตาจนเขาลำบากใจจริง ๆ นั่นแหละ

              นั่นช่วยได้มากจนชินถอนหายใจโล่งอก เพราะการก้อร่อก้อติกในที่สาธารณะคือสิ่งที่คนมีเบื้องหลังไม่ต้องการที่สุด

              แต่โล่งอกได้ไม่ทันไร ชินก็สัมผัสได้ว่าซูซานเอานิ้วจิ้มหลังเขาอีกแล้ว

     

    “แต่ถ้าเป็นเวลาส่วนตัวก็ไม่แน่นะคะ”

              ซูซานกระซิบชินข้างหูเสียงหวาน เดาไม่ออกเลยว่าเธอจะมาไม้ไหน

              แต่ชินรู้ได้จากทั้งสัญชาตญาณและความทรงจำ ว่าในน้ำเสียงของเธอมีเจตนาจริงซ่อนอยู่ในนั้นด้วย

              และถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง เขาคงได้เห็นฉากที่ไม่อยากเห็นระหว่างชงหยวนกับโอลิเวียเหมือนในอดีตอีกแน่ ๆ

     

    ...ขอพักบ้างเถอะน่า

     

    ❖❖❖❖❖

     

    ถึงเช้านี้จะเริ่มแบบป่วน ๆ ไปหน่อยก็เถอะ แต่วันใหม่ก็เริ่มด้วยความปกติแบบนั้น

    ชีวิตวัยเรียนยามกลางวัน พักเที่ยงกับพวกเกวนและเคนเนธ แล้วก็เรียนช่วงบ่าย ตามด้วยโฮมรูมหลังเลิกเรียน

     

    ชีวิตช่วงกลางวันที่เรียกว่า ‘ปกติ’ มันช่างสงบสุขจนลืมไปเลยว่าตอนกลางคืนมันเป็นยังไง

    ต่อให้มีชงหยวนเข้ามาในชีวิตเราช่วงนี้ แต่ยังไงช่วงกลางวันมันก็ทำให้คิดจริง ๆ นั่นแหละว่าแบบไหนมันดีกว่า

              ชินนั่งริมหน้าต่างขณะอาจารย์เลย์น่ารวบรวมเอกสารแสดงความเห็นหลังทัศนศึกษา ด้านล่างนอกหน้าต่างที่ชินมองออกไปเป็นชีวิตวัยรุ่นของเหล่าหนุ่มสาวที่ควรจะเป็นของเขา แต่กลับต้องเสียมันไปเพราะเจ้าตัวตลก

              ไม่สิ... เป็นเพราะชินเลือกที่จะล้างแค้นต่างหาก

              เนื่องจากในความเป็นจริง ชินสามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้ไม่ว่าจะเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบไหนมาก่อน การทำตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างความเกลียดชังมันไม่ใช่ตัวเลือกเดียวเสียหน่อย

              บางที ความหมายของคำที่ฮอว์คินบอกว่าชินเอาแต่โทษคนอื่นมันอาจหมายถึงแบบนี้ก็ได้ นั่นเพราะชินสามารถเลือกที่จะทำอย่างอื่นได้มากมาย แต่กลับเลือกทางนี้แล้วหลอกตัวเองว่าไม่มีตัวเลือกอื่น

              และเมื่อตระหนักได้ว่า ‘ตัวเลือก’ มันอยู่กับตัวเองมาแต่แรก สิ่งที่ผู้มีอิสระชนต้องคิดก็คือการหาทางทำอะไรกับมัน

     

    ...คงต้องถึงเวลาทบทวนชีวิตจริง ๆ แล้วล่ะนะว่าจะเลือกทางไหน

    เราไม่สามารถอภัยให้กับพวกตัวตลกที่เรียกตัวเองว่า ‘Midnight’ ได้ สาเหตุนั้นมาจากการเสียเกียรติของบ้านเมืองและคนของเรา

     

    แต่การจะกู้เกียรติได้มันก็ไม่ได้มีแต่การสังหารคนพวกนั้นอย่างเดียว

    เราสามารถตามหาความจริงของเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วถ่ายทอดมันออกไปได้

     

    ก็จริงที่โลกใบนี้คิดลบกับแวมไพร์อย่างเรา จนต่อให้โลกรู้ความจริงไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนก็ตาม

    แล้วเดิมทีคนเราก็เลือกที่จะเชื่อตามความรู้สึกมากกว่าตรรกะอยู่แล้ว

     

    แต่ว่า... การที่ไม่มีความจริงอีกด้านให้เลือกเลยต่างหากที่มันไม่ยุติธรรม

    จะไม่เหลือใครให้เชื่ออีกแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ความจริงนี้มันควรจะต้องถูกเปิดเผยให้เหมือนกับความเท็จด้วยไม่ใช่รึไง!

              จากการล้างแค้นแปรเปลี่ยนเป็นการเปิดโปง นั่นคือคำตอบที่ชินได้รับหลังจากพยายามเอาความเกลียดชังออกไปจากสมการ

              แม้เส้นทางที่เดินอาจจะไม่ต่างจากเดิมมาก แต่เจตนานั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลิ่นเหม็นจากความเกลียดชัง

              ชินรู้เรื่องนั้นได้จากความแน่นในอกที่อันตรธานหายไปถึงเก้าในสิบส่วน ความรู้สึกโล่งอกทำเขาแปลกใจจนต้องยกมือขึ้นสัมผัสหัวใจตัวเอง เพราะเขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้มานานมาก

              แต่คำตอบมันไม่ได้ยากอะไรเลย

              ...นั่นเพราะเมื่อคนเราเลิกทำสิ่งที่ไม่สมกับเป็นตัวเอง ความสบายใจอันเกิดแก่ผู้ที่เป็นตัวของตัวเองย่อมกลับมาสู่คน ๆ นั้นเป็นธรรมดา

     

    “เอาล่ะ งั้นทุกคนก็แยกย้ายกันโล้ด สลายโต๋ได้!”

    “ “เย้!” ”

              ประจวบเหมาะกับการประกาศเลิกโฮมรูมของอาจารย์เลย์น่า เหล่านักเรียนทุกคนดี้ด้าดีใจรวมถึงเคนเนธที่นั่งอยู่ด้านหน้าชินเพราะกำลังจะได้ใช้เวลาเพื่อตัวเอง

              และสำหรับชินเองก็เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อค้นพบแนวทางใหม่ ชินก็ต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวกับมันด้วย

     

    เราต้องหาความจริงของเรื่องทั้งหมดก่อน แต่ตอนนี้เบาะแสที่ต้องรีบตามก็ไม่มีแล้ว

    แล้วอีกอย่าง เราต้องให้ความสำคัญกับคนรอบตัวก่อน

     

    เพราะงั้นก่อนอื่น... วันนี้เราไปชดเชยให้โอลิเวียดีกว่า

              ชินวางแผนตามนั้นแล้วหยิบกระเป๋าลุกขึ้นจากที่นั่งเหมือนกับเพื่อน ๆ คนอื่น

     

    “โอ๊ะ! เกือบลืมแน่ะ! ฉันมีเรื่องต้องคุยกับเธอด้วยนะชิน”

              แต่เสียงของอาจารย์เลย์น่าหยุดเขาไว้ก่อน พอมองตามไปดูก็พบว่าอาจารย์กำลังกวักมือเรียกชินให้ไปหาหน้าห้องด้วย ชินเดินผ่านไปก็โดนเคนเนธตบบ่า

     

    “เป็นคนเก่งก็ถูกใช้งานบ่อยแบบนี้แหละนะ น่าสงสารชะมัด”

    “...เค้าเรียกว่าได้โอกาสมากกว่าคนอื่นต่างหาก”

              ชินยักไหล่ไม่รับมุกของเคนเนธ เพราะหนุ่มรักสำราญอย่างเจ้าตัวมีแนวคิดที่ไม่ชอบถูกบังคับ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรเคนเนธก็ไม่ชอบงานแบบนี้อยู่แล้ว

              กลับกัน เกวนกับซูซานคอยมองตามหลังชิน แต่พวกเธอดูจะสงสัยมากกว่ากังวล เพราะรู้ว่าชินไม่ได้ถูกเรียกไปตักเตือนแน่

              ส่วนทางชิน พอเขาเดินไปถึงโต๊ะอาจารย์หน้าห้อง อาจารย์เลย์น่าก็หยิบปึกกระดาษขึ้นมาวางบนโต๊ะทันที แม้แผ่นบนสุดจะเป็นกระดาษเปล่าเอาไว้ป้องกันเนื้อหาก็เถอะ

     

    “นี่คืออะไรเหรอครับอาจารย์?”

    “ก็มีข้อเสนอฝึกงานให้เธอน่ะสิ ...ถึงจริง ๆ จะคิดว่ามันเร็วไปสำหรับเด็ก ม.ปลายก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่อยากจู้จี้ตัดสินแทนเธอหรอกนะ”

              อาจารย์ยักไหล่ทำทีเหมือนเหลาะแหละไม่ใส่ใจ แต่ชินก็อมยิ้มบางเพราะรู้ว่าเธอแคร์ ไม่งั้นอาจารย์คงไม่พูดเหมือนไม่อยากให้ทำแต่แรก

     

    แต่มันก็แปลกจริง ๆ นั่นแหละ ปกติการฝึกงานจะทำกันช่วงเรียนมหาลัย

    ถึงจะมีให้เห็นในกรณีของ ม.ปลาย อยู่บ้าง แต่มันก็เป็นส่วนน้อยมาก

     

    ไม่สิ... ที่สำคัญกว่านั้นคือ ใครกันที่ยื่นข้อเสนอให้เรามากกว่า

    เพราะถ้ามีการทำเอกสารผ่านทางโรงเรียนมา แสดงว่าต้องเป็นเรื่องทางการน่าดู

              ชินคิดแบบนั้นขณะรออาจารย์เลย์น่าเปิดเอกสารหน้าถัดไป

     

              ...แต่พอเห็นเนื้อหา ชินก็รู้สึกเย็นหลังไปถึงหัวจนขนลุก

              เพราะตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานในข้อเสนอ มันเป็นแห่งเดียวกับที่เคยมาจัดกิจกรรมที่โรงเรียน แล้วหัวหน้าของหน่วยงานก็ดันสวมหน้ากากตัวตลกออกมาเล่นอย่างจงใจ แถมวันเดียวกันนั้นชินก็ถูกฮอว์คินจู่โจมอีก

              ทุกอย่างเชื่อมโยงราวกับเป็นด้ายเส้นเดียวกัน และด้ายเส้นนั้นก็กำลังมาพัวพันถึงชินอีกครั้ง

              ด้วยฝีมือของผู้ถักทอ จากองค์กรผู้มีอำนาจที่สุดในโลกอย่าง ‘URI’ นี่เอง

     

    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School) ที่คุณอ่าน