แม่โขงสะอื้น Behind Enemy Heart

    ตอนที่ 39 ยินดีต้อนรับสู่ปารีส

          บนเรือนเงียบกริบ  มณฑาสวรรค์ยังคงนั่งเงียบในห้องนอนเพียงลำพัง  ท่ามกลางแสงวูบไหวของตะเกียงเจ้าพายุ   เธออยู่กับความว่างเปล่า   ยิ่งอยู่เงียบๆ  จิตใจก็ยิ่งฟุ้งซ่าน  หญิงสาวมิอาจทนความเงียบได้อีกต่อไป  จึงเดินออกมาที่ระเบียง หยิบซอสามสายอันเก่าของแม่ มานั่งบรรเลงเพลง ลมพัดชายเขา  ประสานเสียงเรไร ในยามราตรีที่สว่างไปด้วยแสงจันทร์  อากาศช่วงดึกเย็นยะเยือก ใยไฟรักในทรวงร้อนระอุ          

        ผู้กองเชอร์วี่ยังคงนั่งแอบอยู่ข้างต้นมณฑาทอง  ในสวนหลังบ้าน คืนนี้หนาวน้ำค้าง  พาให้เขาต้องนั่งกอดอก ปากสั่น  เขาตั้งใจจะเอาสมุดบันทึกมาให้มณฑาสวรรค์และบอกลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย  ขณะที่กำลังเคาะประตู  พลันเห็นรถของหมอบวรมาจอดอยู่หน้าบ้าน  จึงวางสมุดไว้ที่หน้าประตู   และเดินหลบไป  เขาแอบอยู่ไกลเกินกว่าที่จะได้ยินมณฑาสวรรค์กับหมอบวร สนทนากัน  

         ยามนี้เขาได้ยินเพียงเสียงซอบรรเลงเพลงลมพัดชายเขา แว่วมาจากบนเรือน ฟังแล้ว โศกเศร้า อาลัย ละห้อยหา เป็นเพลงที่เขาชอบเล่นไวโอลิน เมื่อตอนที่อยู่ในค่ายบึงสาน

    “ขอบคุณ นะ  ที่คุณยังจำเพลงนี้ได้  อย่างน้อยก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่เก็บไว้เตือนความทรงจำที่ดี ขอให้คุณมีความสุขกับความรัก  ลาก่อน มณฑาสวรรค์ เราคงไม่ได้พบกันอีก  ผมขอให้คุณโชคดี”

         ผู้กองเชอร์วี่พูดกับตัวเองเบาๆ  แล้วลุกพรวดยืนขึ้น เขาหันไปมองหาที่มาของเสียง เห็นหญิงสาวนั่งอยู่ที่ระเบียง นั่นอาจจะเป็นภาพสุดท้ายที่เขาจะได้พบเธอ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตัดสินใจหันตัวกลับ รีบวิ่งลัดเลาะออกไปท้ายสวน คืนนี้  ทั่วหล้า สว่างไปด้วยแสงจันทร์ที่เกือบจะเต็มดวง  เขายังคงมืดมนมองไม่เห็นทาง  แม้สงครามจะจบ  แต่ใจเขายังคงเป็นเชลยรักของเธอ ถูกขังไว้ด้วยกำแพงแรงปรารถนา  ยังคงรอคอย  การปลดปล่อย  ให้หลุดจากพันธนาการนั้น          

          สองวันต่อมาเครื่องบินทหารของทางการฝรั่งเศสสองลำ   เดินทางมาถึงสนามบินทหาร จังหวัดนครพนมอย่างปลอดภัย ท่ามกลางวงดุริยางค์ทหาร เตรียมต้อนรับ  ฝรั่งเศสทำสัญญายอมรับผู้ลี้ภัย จากศูนย์ผู้อพยพนาโพบางส่วน  ที่จะเดินทางไปประเทศที่สาม  เครื่องบินลำแรกมีการโดยสารผู้ลี้ภัยคนลาวเกือบร้อยคน         

          ผู้กองเชอร์วี่กับจ่าปิแอร์ในเครื่องแบบทหารเต็มยศ  ยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง ฟังประกาศสัญญายุติสงคราม จากแม่ทัพฝรั่งเศสและเจ้าหน้าที่จากกงสุลลาว  เครื่องบินหลายลำบินไปรับเชลยและผู้อพยพที่เวียงจันทร์  ผู้กองเชอร์วี่กวาดสายตาไปทั่ว  พลันไปสะดุดที่หลวงบรมรักษ์เดชภิรมย์  เขามองนิ่งไปที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ในเครื่องแบบเต็มยศ  มาเข้าร่วมพิธี

    “ลูกผู้ดีเก่า  พ่อเป็นถึงแม่ทัพ  ถึงทำอะไรก็ได้ อำนาจล้นฟ้า ถึงมีผู้หญิงหลายคนไปหลงรัก”

    ผู้กองเชอร์วี่คิดในใจ กัดฟันกรอด สีหน้าเคร่งเครียด เมื่อนึกถึงหน้าหมอบวร จ่าปิแอร์ยืนตัวตรง ชำเลืองมองเขา นึกแปลกใจ  แต่เขาเข้าใจว่าผู้กองเชอร์วี่ยังคงมีเรื่องในใจ  เสียงประกาศให้ทหารทุกคนขึ้นเครื่องและอำลาเมืองไทย      

         ผ่านไป ๑๒ ชั่วโมงเครื่องบินถึงปารีสโดยสวัสดิภาพ ทหารทยอยเดินลงจากเครื่องบินลำแรกอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางญาติที่มารอรับและให้กำลังใจอย่างคับคั่ง  ผู้กองเชอร์วี่ฝืนยิ้มโบกมือให้ทุกคน เขามองเห็นพ่อกับน้องชายยืนอยู่บริเวณรั้วกั้น เขตห้ามเข้า  พ่อยืนโบกมือสุดแขน เขามองเห็นผมสีขาวของพ่อ จึงรู้ว่าพ่อแก่มากแล้ว ชายหนุ่มน้ำตาคลอ พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้เอ่อล้นออกมา ต่อหน้าทุกคนจ่า ปิแอร์รีบวิ่งไปกอดแม่และน้องสาว  เขาร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร น้ำตาแห่งความดีใจสุดจะกลั้นไว้ได้ เขาถามถึงโซฟี  ก็ต้องผิดหวัง รู้ข่าวจากแม่ของเขา บอกว่าโซฟีแต่งงานมีครอบครัว  หลังจากจ่าปิแอร์ไปเป็นทหารได้ไม่กี่เดือน

    “พ่อครับผมรักพ่อ ผมรักพ่อมาก แต่วันนี้ผมรู้สึกว่าผมรักพ่อมากว่าทุกวัน” 

    ผู้กองเชอร์วี่ท่องไว้ในใจ

    พ่อยืนยิ้มปลื้มในตัวลูกชาย  ดีใจสุดจะบรรยายที่ลูกชายมีชีวิตรอดกลับมา  รอให้ชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารเดินออกมาเร็วๆ ผู้กองเชอร์วี่สวมกอดพ่อแน่น เขาบอกว่ารักพ่อมาก และพ่อก็บอกรักเขา น้องชายกับหลาน น้ำตาซึมด้วยความดีใจที่เห็นเขาปลอดภัย