Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามเทวะ:เค้าลางความวิบัติ

                ตามเว็ปบอร์ด  สารมวลชนในโลก Demonlord  กำลังมีสิ่งหนึ่งที่ผู้เล่นให้ความสนใจ  นั่นคือคลิปวีดีโอการต่อสู้ของศิลากับสองเทพสวรรค์  พวกเขากำลังให้ความสนใจสิ่งที่เรียกว่าการผสานวิญญาณของผู้เล่นและสัตว์อสูร  ไม่ว่าจะเดินไปบริเวณไหน  เมืองไหนสิ่งที่พบเห็นคือผู้เล่นและสัตว์อสูรของตนกระโดดกอดกันกลมเกรียว  ร่ายเวทมนต์ใส่กันบ่าง  พวกเขากำลังพยายามทำการผสานวิญญาณด้วยความตั้งใจถึงขีดสุดมีบางคนที่เป็นอัจฉริยะหน่อยสามารถทำได้ไกลกว่าคนทั่วไปทว่าสุดท้ายต้องลงเอยด้วยการตัวระเบิดตาย

                ยามนั้นดวงตะวันเคลื่อนเด่นสง่ากลางศรีษะฉายแสงแรงกล้าสว่างทั่วผืนภพของนครตำหนักศิลาทุกชีวิตต่างสุขสมเดินชมเมืองมหานครที่รุ่งโรจน์แห่งนี้  สิ่งที่ทำให้นครตำหนักศิลาดึงดูดผู้เล่นได้มากมายคือมีน้ำยาโพชั่นทุกชนิดขายในราคาถูกและอาวุธระดับ A รวมถึงมีช่างฝีมือรับซ่อมแซมอาวุธ

                ศิลาและฟ้าครามเดินเคียงกันไปตามถนนสายหลักของเมืองตลอดทางเจอของกินร้านไหนเจ้าหล่อนแวะทันทีกาลเวลาดำเนินไหลผ่านดุจสายชลธีจากยามเที่ยงเป็นยามบ่ายจากยามบ่ายเป็นยามสนธยา

                แสงตะเกียงไฟถูกจุดขึ้นทั่วมหานครเพิ่มความศิวิลัยให้มหานครตำหนักศิลาให้น่าหลงไหลดุจภาพในความฝันสายลมรำเพยเอื่อนเอ่ยคล้ายบทเพลงขับขานแสนนุ่มนวลขับกล่อมให้ทุกชีวิตผ่อนคลายพร้อมเข้าสู่นิทรา

                “เฮ่ยจรแน...”  ผู้เล่นคนหนึ่งหันมาถามเพื่อนในขณะที่นั่งร่ำสุราในร้านที่มีชื่อว่าเมาลืมเมีย  

                “ว่าไงมัคเย”  ชายหนุ่มถามเพื่อนสีหน้าสงสัย

                จรแนหันมองรอบร้านสุราสไตร์แบบญี่ปุ่นโบราณที่มากมายด้วยผู้เล่น  “แกว่ามันไม่แปลกไปหน่อยหรอ”

                “แปลกไงว่ะ!!....? ”

                “นี่มันเมืองอาชญากร  การที่เราจะเห็นอาชญากรเดินตามถนน  หรือเข้ามานั่งร่ำสุรามันเป็นเรื่องปกติ  แต่นายดูรอบตัวเราคืนนี้ซิ  ตามถนน  ตามร้านทั่วไป  ไร้เงาอาชญากร  แกว่ามันไม่แปลกหรอ”

                มัคเยกวาดสายตามองรอบตัว  “จะว่าไปก็จริงแหะ”

                ภายในตำหนักศิลาบริเวณห้องโถงปรากฎเสนาธิการของกิลด์ Destroyer กำลังนั่งคุยกันสีหน้าเครียด

                “พี่เบียร์เช็คระบบอาร์ติเฟค  แล้วใช่ไหมครับ”  ศิลาถามขึ้นกับหนึ่งในนักวิจัย

                “เรียบร้อยแล้ว...  ว่าแต่น้องศิลาไหวแน่หรอ”  ชายหนุ่มถามกลับด้วยสีหน้ากังวล

                ศิลาหลับตาเอนหลังพิงบัลลังก์ สมองของเขาปวดหัวตุบๆ  ที่เขาออนไลน์ก่อนกำหนดเพราะอยากตีวิหารอาคาทาสแต่ไหงดันมาเจอข่าวว่าสี่สัตว์เทพและกองทัพวานรของหนุมารกำลังบุกมายังเมืองตำหนักศิลาของเขาได้ล่ะนี่

                “ผมเองก็ไม่รู้  อย่างที่ผมเคยบอกเสมอ เราเป็นคนตัดสินใจที่จะทำ  แต่สุดท้ายสิ่งที่เราทำจะกลับมาตัดสินเรา  และวันนี้การกระทำทั้งฟมดนั้นกำลังจะกลับมาตัดสินพวกเรา”

                “ดวงใจภูติ  และเศษวิญญาณธรรมชาติ  พวกมันต้องการสิ่งนั้นที่พวกเรามีหรอ”  เพิร์จถามขึ้น

                “คงเป็นอย่างนั้น”  ศิลาตอบเสียงเรียบ  “คาลิเนีย  นายไปถอดเศษวิญญาณธรรมชาติออกมาจากต้นสาระ  แล้วนำไปเก็บไว้ในห้องใต้ดินเฝ้าเอาไว้ให้ดี”  ศิลาหันไปสั่งคาลิเนียในร่างจำแลงรูปแบบศิลา  “หงอคงนายพอรับมือหนุมารไหวไหม”

                หงอคงควงกระบองในมือก่อนจะฉีกยิ้ม  “ไม่ไหว!!...สำหรับข้าไม่มี”

                ศิลาฉีกยิ้ม  “สัมพาที  สดายุ  ภุชจัง  และก็พวกนายแปดมงกุฎฉันฝากรับมือกับ เซริวมังกรเขียว  ซูซาคุหงส์แดง  เบียคโกะพยัคขาว  ส่วนโอริวมังกรทองเดี๋ยวฉันเอง”

                รับทราบ!!...

                เขาเองอยู่ในจุดที่ไม่สามารถถอยได้อีก  เขาถอยหลังมามากเกินไปแล้ว  หนทางของเขาตอนนี้คือการเดินมุ่งไปข้างหน้า  หากใครขวางเขาจะสะบั่น  หากผู้ใดหันคมดาบคมเขี้ยวใส่เขาจะปิดชีพมันผู้นั้น  การที่เขาปลดม่านพลังออกดูเหมือนเป็นการสิ้นคิด  แต่คิดในทางกลับกันหากสี่สัตว์เทพบุกมาทั้งๆที่รู้ว่าเมืองของเขามีม่านพลังนั่นหมายความว่าพวกมันต้องมีวิธีทำลายม่านพลังของเขา  ตามกฎวัฏจักรสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาได้สิ่งนั้นก็ย่อมถูกทำลายลงได้เช่นกัน 

                อีกอย่างเขาไม่รู้พลัง  ความสามารถ  จุดเด่น  จุดด้อย  กองทหารของสี่สัตว์เทพเลยแม้แต่น้อย  ดังนั้นเขาต้องสร้างสิ่งที่กองทัพเขาได้เปรียบขึ้นมานั่นคือชัยภูมิ  พื้นที่ทางการรบ  รวมถึงระบบอาร์ติเฟค  ที่เมืองเขามีนั่นจะเป็นสิ่งที่เขาได้เปรียบหากสู้กันในเมืองของเขา  แต่ก็ต้องแรกมากับนครตำหนักศิลาต้องพังพินาศอีกครั้งนี่แหละที่เขาปวดหัวมันคงเป็นเวรกรรมจริงๆนั่นแหละเขาทำลายเมืองไปเยอะพอมาถึงเมืองตนเองบ่าง  สร้างปุ๊บไม่นานก็ต้องมีเรื่องให้บรรลัยทุกที

                อีกอย่างที่เขากังวลคือพวกมือที่สามที่เขาเคยมอบความรักความอบอุ่นให้โดยการส่งไปเกิดพวกมันอาจจะกระโดดมาเข้าร่วมสงครามนี้ก็ได้  ความแค้นของคนสิบปีล้างแค้นถือว่าไม่สาย

                อาชญากรทั้งหลายแสนคนล้วนกำลังจัดเตรียมอาวุธเพื่อเตรียมพร้อมรับมหาศึกอีกครั้ง  พวกเขามีสีหน้ามุ่งมั่นแววตาเหี้ยมเกรียมกระหายสงครามการฆ่าฟัน

                ภายใต้ราตรีประดับดาวชวนฝัน...มหานครตำหนักศิลาอันศิวิลัยพร่างพราวงดงามน่าหลุมหลง  โออ่า  ตระหง่าตระการตาใต้ผืนฟ้ายามราตรี  ดวงดาราทอแสงกำลังจะร่วงโรย  จันทราดาราค่อยๆดับแสงทีละนิดกลายเป็นคืนเดือนดับ  ม่านพลังเหนือมหานครค่อยๆจางหายสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนที่พบเห็น  

                ในที่ห่างไกลออกไปเห็นเงาดำหลายแสนชีวิตทั้งบนฟ้าผืนดินเคลื่อนกำลังมุ่งตรงมายังมหานครตำหนักศิลา  ทั้งควบตะบึงเร่งร้อน  โบกสะบัดปีกร้อนรนเงาหายนะคืบคลานจะกลืนกินมหานครของจอมมาร

                ไม่มีใครรู้เลยว่านครตำหนักศิลาแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นขุมนรกอเวจีสีเพลิง 

                บรรยากาศเงียบสงัดน่าหวาดหวั่นชวนใจหายราวเหตุการณ์ก่อนเกิดมหาพายุความวิบัติมหันตภัยผู้คนต่างสงสัยพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ม่านพลังของนครตำหนักศิลาที่หายไป

                เหนือยอดตำหนักคืนเดียวบนหลังคาสูงปรากฎร่างเงาชายหนุ่มผมสีดำยืนสงบนิ่งเบือนหน้ามองท้องฟ้าด้วยสายตาลึกล้ำฉายความกังวลสับสนเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นเป็นความรู้สึกอันหลากหลาย

                มือเรียวงามคู่น้อยสอดรัดโอบเอวชายหนุ่มทางด้านหลัง  “กลัวหรอค่ะพี่ศิ”  ฟ้าครามเอ่ยถามน้ำเสียงกังวลยืนใบหน้าข้ามไหล่ชายหนุ่มมาจ้องมองนัยน์ตาคมกริบของศิลา

                “ขอตอบตามตรง  ว่าใช่ค่ะ  พี่สร้างศัตรูไว้มาก  เพราะพี่เองก็ไม่เคยคิดว่าสัตว์อสูรที่เป็นปัญญาประดิษฐ์จะหันมาจ้องเล่นงานพี่ด้วย  พอมาถึงตอนนี้เลยกลายเป็นว่าทั้งผู้เล่นทั้งสัตว์อสูรกำลังจ้องจะโค่นจอมมารที่ชื่อศิลา  สิ่งที่พี่กลัวนะไม่ใช่สัตว์อสูรหรอก  แต่เป็นผู้เล่นมากกว่า  ใจคนมันยากเกินจะหยั่ง”  ศิลาพลิกร่างมาอยู่ด้านหลังหญิงสาวพร้อมกับโอบกอดก่อนจะพูดขึ้นว่า  “เป็นพลังให้พี่จนถึงที่สุดทีนะ”

                หญิงสาวอมยิ้ม  “ยังจะพูดแบบนั้นอีกหรอค่ะ”

                ภายในโลกความจริงยามดึกดื่นบรรดาจีเอ็มของเกม Demonlord ก็ยังคงทำงานกันทว่าตอนนี้พวกเขาทั้งหมดยิ่งต้องวุ่นหนักมากยิ่งขึ้นเพราะในจอภาพอันหลากหลายที่ใช้เฝ้ามองดูผู้เล่นมีหนึ่งจอภาพแสดงกองทัพลิงนำโดยหนุมาร  กองทัพหงส์เพลิงนำโดยพญาหงส์แดงซูซาคุ  กองทัพมนุษย์เสือขาวนำโดยพยัคขาวเบียคโกะ  กองทัพมังกรเขียวนำโดยเจ้ามังกรเขียวเซริว  กองทัพมังกรทองนำโดยเจ้ามังกรทองโอริว  ทั้งหมดเป็นเทพอสูรระดับตำนานสามร้อย  เรียกได้ว่าพวกเทพอสูรเหล่านี้ปรากฎตัวที่ไหนสามารถลบทวีปนั้นได้เลยก็ว่าได้ทว่าครั้งนี้เทพอสูรแสนร้ายกาจกลับรวมตัวกันและมุ่งหน้ามายังนครตำหนักศิลา

                และเมื่อพวกจีเอ็มคำนวนพลังรบของกองทัพอาชญากรที่นำโดยบัลลังก์มารสูงสุดศิลาแล้ว  แน่นอนว่าอาชญากรทั่วไปคงไม่เท่าไหร่  แต่ซุนหงอคง  สัมพาที  สดายุ  ภุชคินทร์  เทพีรัตติกาลฟ้าคราม  และจอมวิบัติหายนะตัวจริงอย่างศิลา  พวกเขาไม่สามารถคาดการณ์ความเสียหายได้เลย

                และที่สำคัญที่ทำให้พวกจีเอ็มเครียดมากที่สุดคือนครตำหนักศิลาอยู่ในหิมพานต์  ซึ่งมีเมืองของกิลด์ยอดยุทธ์  กิลด์พิทักษ์สุริยัน  กิลด์พิทักษ์จันทร์  และยังรวมถึงที่ตั้งกิลด์  สมาพันธ์น้อยใหญ่อีกมากมาย  แน่นอนทั้งหมดนั่นทำประกันชั้นหนึ่งไว้กับทางเกมหากมันเกิดพังขึ้นมาพวกเขานี่แหละที่จะเสียเงินค่าซ่อม

                “ประกาศเตือน  แจ้งถึงผู้เล่นทั่วหิมพานต์และเมืองมนตราให้ทุกคนอพยพโดยด่วน”  ชิงหลงสั่งเสียงกราด  ‘บอส...ยังไงก็เพลาๆมือหน่อยล่ะครับ’  เขาแอบภาวนาในใจ’  ฮืม...ชิงหลงฉีกยิ้ม  

                หลังจากนั้นเสียงหวานใสของระบบก็ดังแจ้งเตือนผู้เล่นทั่วโลกทันที  “ประกาศ  ประกาศถึงผู้เล่นทั่วโลก Demonlord  ขอประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน  ขอให้ผู้เล่นที่ขั้นต่ำกว่าเทพระดับ300  ล็อคเอาท์โดยด่วน  เนื่องจากกำลังจะเกิดมหาภัยพิบัติ  สงครามที่นครตำหนักศิลาและอาจจะลุกรามเป็นวงกว้างจากเทพอสูรขั้นตำนานทั้งสิบสองตนอันได้แก่  บัลลังก์มารสูงสุดศิลา  เทพีรัตติกาลฟ้าคราม  มังกรโลหิตสัมพาที  ฟีนิกซ์สดายุ  พญาวานรซุนหงอคง  พญานาคราชภุชคินทร์  หนุมาร  พญาหงส์แดง  เจ้ามังกรเขียว  เจ้ามังกรทอง  พยัคขาว   หากผู้ใดถูกลูกหลงตายระดับอาจจะลดลงมากกว่า 30 ขั้น  รวมถึงเวลารอเกิดอาจจะนานถึงหนึ่งปีในโลกความจริงจึงขอแจ้งให้ผู้เล่นทุกคนทราบโดยทั่วกัน”

                สิ้นเสียงประกาศหวานใสของระบบแสงสีทองสว่างวาบขึ้นทั่วทุกมุมโลกจากการที่ผู้เล่นทำการล็อคเอาท์ออกจากเกม  ก่อนจะตามมาด้วยความวุ่นวายตื่นตระหนกทว่าก็มีผู้เล่นจำนวนมากที่ไม่หวาดหวั่นมั่นใจในฝีมือและสกิลพลังของตนอาจหาญเทียมฟ้ากำลังมุ่งหน้ามายังนครตำหนักศิลาด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้นที่จะสร้างชื่อให้ระบือชากระจรกระจายไปทั่วปัฐพี

                เหล่าทีมงานการถ่ายทอดสดต่างพากันเตรียมอุปกรณ์และฉายภาพนครตำหนักศิลาให้ทุกคนได้ชม  บรรดาจีเอ็มมองยอดจำนวนผู้เล่นที่ออนไลน์ค่อยๆลดลงด้วยความโล่งอก  หากผู้เล่นตายจนไม่สามารถกลับเข้าเกมได้ยังจ่ายเงินและกลับเข้ามาเล่นได้ใหม่แต่ทว่าหากถูกศิลาฆ่าหรือถูกลูกหลงจากพลังของศิลาจนตกตายพวกเขาต้องรอเวลาเกิดนานถึงเกือบปีโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยหากสงครามนี้ศิลาเกิดทะลึ่งล้างบางผู้เล่นไปหลายล้านไม่ต้องคิดเลยจำนวนผู้เล่นเกมจะลดลงขนาดไหน

                พิธีกรวิ๊งแซ่บแวะมากินเดินมาชิมและพิธีกรหญิงใจร้อนแต่ไม่ร้อนใจมองภาพหน้าจอมอนิเตอร์ในห้องส่งที่แสดงผู้เล่นหลายล้านคนที่ไม่ยอมออฟไลน์แถมยังดันมาเฝ้ามองการต่อสู้ระแวกนครตำหนักศิลาอีกทั้งที่ดูจากการถ่ายทอดสดตามคาเฟ่ชาพะยอมก็ได้แท้ๆ

                ชายป่าด้านหนึ่งรอบนอกของนครตำหนักศิลาปรากฎกองทัพเทพอสูรหลายล้านตนยืนตั้งเรียงรายเป็นมหากระบวนทัพ  ปรากฎชายหนุ่มผมสีเขียวยาวใบหน้าคมสันนัยน์ตาดุร้ายเยี้ยงมังกรส่วมเกราะหนังมังกรสีเขียวนามเซริว  ถัดมาคือชายหนุ่มผมสีทองเกราะหนังมังกรสีทองผมสีทองยาวถึงกลางหลังหล่อเหล่าเอาการนัยน์ตาดุร้ายตามชาติกำเนิดแต่แฝงด้วยความว่างเปล่าเขามีนามว่าโอริวเจ้ามังกรทอง  ด้านข้างคือชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงซูซาคุพญาหงส์แดงแต่งกายในชุดจอมยุทธ์ผ้าแพรสีแดงเลือด  ถัดไปคือชายหนุ่มผมสีขาวใบหน้าดุร้ายผมยาวปลิวในสายลมยาวเบียคโกะพยัคขาว  และท้ายสุดคือพญาวานรขนสีขาวนวลตาสว่างใบหน้าดุร้ายในตาดุร้ายอำมหิตนามหนุมาร

                หนุมารเดินเข้ามาหาโอริว  “ข้าขอเตือนท่านไว้ก่อนพญามังกรทองโอริวแห่งทิศกลาง  ถึงกองทัพเราจะมากกว่าและเป็นเทพอสูรกันส่วนใหญ่  แต่พลังของบัลลังก์มารสูงสุดนั้นไม่อาจจะหยั่งได้”

                โอริวพยักหน้า  “เราจะไม่ใช้วิธีตะรุมบอล  แต่ข้าจะส่งกองกำลังเข้าริดรอน  พละกำลังของพวกมัน  โจมตีเป็นระลอกคลื่น  หลังจากนั้นจะรวบรัดสะบั่นพวกมันในคราวเดียว

                ตัดมาทางด้านศิลาเขากำลังเดินเคียงกับสตรีคู่ใจเคียงกายในสนามรบตามทางเดินของตำหนักอันเงียบสงบด้านหลังคือ  ซุนหงอคง  สัมพาที  ภุชจัง  อ้อมเอวของฟ้าครามคือสดายุน้อยและตะลุงจัง  ห่างออกไปด้านหลังคือเสนาธิการของเขา

                “เพิร์จ”  ศิลาพูดขึ้น  “หลังจากพวกมันบุกเข้ามาทั้งหมดจัดการทำลายบันไดสวรรค์เซเดเทซะ  ฉันไม่ยากมารับมือกับพวกผู้เล่นมือที่สาม  ไอ้พวกมือที่สามนี่แหละที่จะเปลี่ยนผลแพ้ชนะของสงคราม  อดัมหลังจากฉันใช้เขตแดนนายไปห้องอาคมใต้ดินปลดผนึกมหาดาบินเบือนไตรภพขังทุกชีวิตไว้ในมหานครแห่งนี้  เราจะปิดบ้านสังหารพวกมัน”  ศิลานัยน์ตาอำมหิต  เยือกเย็น  อาฆาต  ก่อนจะพูดเสียงเหี้ยม  “หลังจบสงครามนี้  ฉันจะล้างบางทุกชีวิตในหิมพานต์ไม่ให้เหลือแม้แต่ไส้เดือน”

                เขามาหยุดยืนอยู่บนระเบียงเบื้องล่างคือกองทัพอาชญากรทั้งหมดหลายแสนชีวิตที่ยืนเรียงรายด้วยสีหน้ามุ่งมั่นจากนั้นศิลาก็ทำบางอย่าง

                วูบ...  แสงสีทองสว่างไสวในความมืดปกคลุมทั่วบริเวณคลื่นพลังปราณของศิลาพุ่งแตกกระจายออกจากร่างของเขาเป็นระลอกน้ำพัดทำลายสิ่งปลูกสร้างในมหานครตำหนักศิลาจนพินาศ  จากนั้นเขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว  “ไม่มีมหานครตำหนักศิลาให้พวกคุณถอยกลับมาหลบภัยพังพิงอีกต่อไปหากแพ้ก็บอกลาโลกแห่งนี้ได้เลย  ผมไม่ใช่คนที่พูดปลุกใจใครเก่ง  แต่สงครามนี้ขอให้ทุกคนเชื่อใจฝากชีวิต  ตามแผ่นหลังของชายที่ชื่อศิลามา”

                เฮ่.....!!....  เฮ่.....   เสียงกู้ร้องบ้าคลั่งอหังกาจสะท้านฟ้าสะเทือนดิน  จนอากาศสั่นไหว  ปลุกใจกันและกัน  เสียงอาวุธกระทบดุจเสียงอัสนีฝาดฟัน  ดังกระหึ่มท่ามกลางโลกาที่เงียบสงัด

                ใต้ราตรีที่ไร้ดาว  สายลมพัดคล้ายเสียงสะอื้น  มหานครตำหนักศิลาที่แสนงดงามน่าลุ่มหลง  ราตรีนี้แม้จะไร้ประกายหมู่ดาวแต่ทว่าดวงดารามิเคยจางหายจากนภา  ในยามที่ดวงดาวโรยร่วง  ท้องฟ้าอันมืดมิดค่อยๆสว่างขึ้นที่ละน้อยฉายแสงสีอรุณรุ่ง  นครตำหนักศิลาที่ลอยตระหง่าในทะเลเมฆ  ไกลๆตาเห็นเงาสิ่งมีชีวิตหลายแสนกำลังโผบินเข้ามา  

               ทั้งผืนฟ้า  ทั่วแผ่นดินกำลังจะรุกเป็นไฟ  มอดไหม้เป็นจุณภายใต้มหาสงครามตำหนักศิลา

    คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน