รถกระบะสามคันแล่นตะบึงจนฝุ่นตลบมาแต่ไกลแล้วจอดลงหน้าบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากบ้านเรือนหลังอื่นๆ ในหมู่บ้านราวห้าร้อยเมตรจากนั้นเ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบหลายคนก็พากันลงจากรถเปิดประตูทิ้งค้างไว้เพื่อใช้แทนโล่กำบังกายหันปลายปืนทุกกระบอกไปหาเป้าหมายผู้อาศัยอยู่ในบ้าน
“หยุด!! นี่คือเ้าหน้าที่ตำรวจ เราได้ล้อมที่นี่เอาไว้หมดแล้ววางอาวุธแล้วยกมือขึ้น ห้ามขยับ ห้ามกระดุกกระดิก”เสียงประกาศผ่านโทรโข่งหรือลำโพงขยายเสียงทำให้การลำเลียงห่อกระดาษสีขาวออกจากท้ายรถกระบะติดตู้ทึบหลังคาสูงหยุดชะงัก
“ห้ามตุกติก”เสียงของเพื่อนตำรวจอีกคนผู้อยู่เื้ักระซิบแก้
“เอ่อ...ห้ามตุกติก ชูมือขึ้นเหนือหัวช้า ๆ อย่าเกาหัว”เ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวและรีบบอกเสียงเข้มเมื่อเห็นหนึ่งในผู้ถูกล้อมจับยกมือขึ้นเกาหัวแทนที่จะทำตามคำสั่ง
ครั้นเห็นว่าคนสามคนที่กำลังช่วยกันยกของหยุดนิ่งและไม่มีทีท่าว่าจะต่อสู้ขัดขืนแล้วเ้าหน้าที่ตำรวจเกือบสิบคนก็พากันออกมาจากที่กำบังเดินเข้าไปหาบุคคลทั้งสามทันทีตำรวจสามนายเข้าประชิดตัวค้นหาและเตรียมปลดอาวุธที่ผู้ต้องสงสัยอาจซุกซ่อนไว้กับตัวตามการส่งสัญญาณมือของผู้นำแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่พบอาวุธชนิดใดนอกจากไฟแชกและบุหรี่จากกระเป๋ากางเกงของคนมีอายุมากที่สุด
“มีอะไรกันเหรอลุงอ้นพี่เบียร์ เจมส์” เสียงถามที่ดังมาก่อนตัวเรียกให้ปลายกระบอกปืนที่เหลืออยู่หันไปคนพูดทันที
หญิงสาวที่เดินออกมาอายุราวกลางยี่สิบสวมชุดกระโปรงยาวแบบโบฮีเมียนสีขาวแต่งลวดลายสีฟ้าน้ำทะเล มีสร้อยลูกปัดเส้นยาวห้อยคอสวมกำไลลูกปัดสลับหินสีจนดูเหมือนเธอมาอยู่ผิดที่ผิดทาง ในขณะที่สองมือประคองถาดที่มีเหยือกใส่น้ำสีแดงคล้ำกับแก้วสามใบและจานใส่ขนม
มัทรีมองความเคลื่อนไหวตรงหน้าด้วยความงุนงงหญิงสาวได้ยินเสียงรถ และเสียงห้วนห้าวประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงคุณภาพต่ำ ขณะกำลังหาน้ำดื่มกับขนมมาต้อนรับคนขับรถส่งของกับลูกน้องของเขาแต่เธอไม่นึกว่าจะเกิดเหตุในบ้านของตนเอง ไม่ใช่ในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างที่คิด
“หยุดอยู่ตรงนั้นวางอาวุธแล้วยกมือขึ้น” เสียงประกาศเตือนผ่านลำโพงขยายเสียงทำให้มัทรีนิ่วหน้า
“ไหนคะอาวุธนี่น้ำกระเจี๊ยบ” หญิงสาวะโถามเสียงแหลมยกถาดในมือให้ดูแต่เ้าหน้าที่ตำรวจกลับขยับตัวด้วยความระแวดระวังไปตาม ๆ กันราวกับว่าสิ่งที่เธอถืออยู่นั้นคือสารชีวภาพที่มีฤทธิ์ทำลายล้างสูง
“มันใช้เป็อาวุธไม่ได้หรอกค่ะยกเว้นว่าจะใช้สาดหน้าพวกคุณเพื่อถ่วงเวลาหนีเอาตัวรอด แต่ฉันไม่มีความจำเป็ต้องทำอย่างนั้น”หญิงสาวถามพลางกวาดสายตามองเ้าหน้าที่ทีละคนหลังจากนั้นก็ก้าวออกจากประตูบ้านผ่านเฉลียง วางถาดลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนที่ตั้งไว้สำหรับนั่งเล่นและรับแขกหน้าบ้าน
“หยุดอยู่ตรงนั้นนะคุณ”
เสียงทุ้มติดแหบที่สั่งอย่างเข้มงวดนั้นส่งผลให้มัทรีหยุดการเคลื่อนไหวหันไปมองหน้าคนพูด เพียงแค่ประสานสายตากับดวงตาคมกริบที่จ้องเขม็งความรู้สึกหลากหลายก็พุ่งเข้าจู่โจม ทั้งประหม่า ผสมผสานไปกับความหวาดหวั่น และกริ่งเกรง...
“นี่มันเื่อะไรกันคะ”น้ำเสียงของเธอพลอยสั่นอย่างระงับไว้ไม่อยู่
“อย่าทำเป็ไม่รู้เื่เลยคุณยอมมอบตัวเสียดี ๆ โทษหนักจะได้กลายเป็เบา” คำพูดนุ่มนวลด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแหบนั้นยิ่งทำให้มัทรีสงสัยมากขึ้น
“พวกคุณมาจับฉันหรือคะข้อหาอะไร” หญิงสาวเลิ่กลั่ก เหลียวมองซ้ายขวา และวนสายตามองหน้าทุกคนเพื่อหาคำตอบ
“ค้าและมียาเสพติดใน”ตำรวจคนเดิมตอบชัดถ้อยชัดคำ ไม่รู้ว่าน้ำเสียงของเขาแหบโดยธรรมชาติหรือว่าเ้าตัวพยายามทำเพื่อข่มขู่เธอกันแน่
“เดี๋ยวนะคะ...หน้าอย่างฉันเนี่ยนะ” หญิงสาวชี้นิ้วโป้งเข้าหาตัวเอง คิ้วโค้งเหนือดวงตากลมใสขมวดมุ่นถ้าห้านาทีหลังจากนี้มีคนเฉลยว่าถ่ายคลิปลงยูทูปช่องไหนสักช่องมัทรีจะไม่แปลกใจเลย
แค่ได้ยินคำว่ายาเสพติดมัทรีก็ไม่อยากเฉียดเข้าไปใกล้นี่ถึงขั้นกล่าวหากันว่าซื้อขายเลยหรือ
“ใครบอกคุณ”มัทรีตั้งคำถามใหม่ และคำตอบก็ไม่ต่างจากที่คาดไว้
“จะรู้ไปทำไมเรามีแหล่งข่าวมีสายสืบที่เชื่อถือได้หลายคน” เขามองเธอด้วยสายตาเย้ยหยัน
“คงมีการเข้าใจผิดแล้วค่ะยาเสพติดที่คุณพูดถึงคืออะไรกัน” หญิงสาวก็อยากรู้เหมือนกันว่านี่มันเื่อะไรกันแน่
“อย่าพยายามถ่วงเวลาหรือเล่นตุกติกอะไรเลยคุณ ให้ความร่วมมือดี ๆ เื่จะได้จบสวย ๆ ง่าย ๆ ”ตำรวจนายนั้นตัดบท น้ำเสียงของเขาแฝงความเบื่อหน่ายแกมระอาอย่างปิดไม่มิด
ดูจากลักษณะท่าทางและการออกคำสั่งแล้วมัทรีก็ประเมินในใจว่าชายหนุ่มน่าจะเป็หัวหน้าชุดปฏิบัติการในครั้งนี้แน่นอนว่าเขาต้องมียศสูงกว่าคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าไม่มีฝีมือก็ต้องมีเส้นสายพอควรเพราะหน้าตาของเขาบอกว่าอายุน่าจะเลยเลขสามไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง
“ฉันไม่มีของพวกนั้นหรอกค่ะ มีแต่นี่...”หญิงสาวรินน้ำจากเหยือกลงในแก้ว ทำท่าจะถือเดินลงบันได
“น้ำกระเจี๊ยบค่ะ...ลองดื่มหน่อยไหมคะสารวัตร มาเหนื่อย ๆ เค้นเสียงดุมาก ๆ น่าจะคอแห้งแล้ว” ขนาดเธอเองได้ยินเสียงของเขาแล้วยังรู้สึกเจ็บคอแทน
“หยุดอยู่ตรงนั้นเถอะคุณ”พอก้าวขาชายหนุ่มที่ยังเล็งปืนมาหาเธอก็รีบสั่ง ก่อนจะลดเสียงลงบอกต่อไปว่า“ผู้กองไม่ใช่สารวัตร”
“ก็ได้ค่ะผู้กอง” หญิงสาวตอบรับ
ความจริงเธอแค่แกล้งเรียกยศของเขาสูงกว่าความเป็จริงเท่านั้นเพราะรู้มาว่าตำรวจบางคนก็บ้ายศบ้าตำแหน่ง แต่นอกจากจะไม่ปลื้มแล้วชายหนุ่มยังส่งสายตาดุๆ ใส่กันอีก สุดท้ายมัทรีจึงยกมือข้างที่ว่างขึ้นเพื่อเป็สัญญาณว่ายอมแพ้
“ไหนล่ะคะยาเสพติดที่คุณพูดถึง”
หญิงสาวเริ่มมองหาสิ่งที่ถูกเอ่ยถึงทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางเจอ ก่อนหัวใจจะกระตุกวูบข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับตำรวจที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่าง ๆ การยัดเยียดข้อหาพร้อมด้วยของกลาง แวบเข้ามาในหัว
“คุณซ่อนมันเอาไว้ที่ไหนล่ะ”
“เอ้อ!...คงจะเป็ตรงโน้น หรือว่าตรงนั้นดี มีอะไรที่มันน่าจะพอเรียกว่ายาเสพติดได้บ้างนะนั่นน่าจะได้กระมัง” เธอชี้สะเปะสะปะ เพื่อระงับความหวาดหวั่นและถ่วงเวลาคิดหาทางหนีทีไล่ให้กับตนเอง
คงเป็เพราะความคิดและการมองโลกในด้านที่ไร้หลืบเงามือที่ยกขึ้นกำหนดที่ตั้งของหญิงสาวจึงจบลงด้วยการชี้ไปทางด้านหลังรถกระบะซึ่งประตูหลังของมันเปิดอ้าอยู่จนเห็นหีบห่อที่บรรทุกไว้ข้างในถ้าในสถานการณ์ปกติหญิงสาวคงพูดไปยิ้มไป และอาจถึงขั้นหัวเราะกับความคิดของตัวเอง
จะมีใครบ้างเล่า...ที่เปรียบเทียบของในห่อบนรถนั้นเป็สิ่งเสพติด มิหนำซ้ำเธอยังทั้งผลิต ทั้งเสพ และขายสงสัยจะได้รับโทษถึงขั้นปะาชีวิตเลยทีเดียว
“ยอมรับผิดก็ดีครับถ้ายอมสารภาพอย่างนี้อาจมีการผ่อนผันโทษให้”เขามีท่าทางอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อไม่มีการขัดขืนให้ต้องใช้กำลังหรือเกิดการปะทะ
เทพทัตลอบผ่อนลมหายใจยาวชายหนุ่มไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าผู้ต้องสงสัยของเขาจะยังสาวและสวยขนาดนี้ดวงตาสีน้ำตาลใสมีแววของความตระหนก หากเ้าตัวพยายามซ่อนมันเอาไว้ด้วยการกล่าววาจาเผ็ดร้อนผ่านเรียวปากอิ่มเต็มถัดขึ้นไปเป็ปลายจมูกได้รูปที่เชิดขึ้นเล็กน้อยที่บอกถึงความดื้อรั้นไม่เชื่อฟังกับรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้นที่มีชุดหลวมโพลกสวมใส่พรางตาซึ่งเพียงแค่เขาพุ่งเข้าไปรวบตัวไว้ด้วยแขนข้างเดียวก็เพียงพอจะทำให้เธอดิ้นไม่หลุดได้แล้ว
“ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ด้วยค่ะเอาสิคะ... จะค้นจะหา จะทำอะไรก็เชิญ”เมื่อเห็นว่าการพูดคุยทำความเข้าใจกันไม่เป็ผลหญิงสาวจึงเปิดทางอำนวยความสะดวกให้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้นผมจะต้องขอตรวจค้นภายในบ้านของคุณเรามีหมายค้นมาด้วย ถ้าเล่นอะไรตุกติกอย่าหาว่าผมไม่เตือน”
เธอยังไม่ทันได้ถามหาชายหนุ่มก็ชูกระดาษซึ่งแสดงการมอบอำนาจโดยชอบธรรมให้กับเขาขึ้นมายืนยัน
“ฉันคงไม่กล้าหรอกค่ะ”
“จ่าเริ่มลงมือค้นได้เลยใครก็ได้ไปคุมตัวเธอลงมาด้วย” เทพทัตออกคำสั่ง แม้จะสังเกตเห็นท่าทางที่ทำให้หัวใจของเขาต้องอ่อนยวบ
“ไม่ต้องค่ะฉันเดินไปเองได้” หญิงสาววางแก้วน้ำเดินลงบันไดสี่ห้าขั้นมาสมทบกับผู้ชายอีกสามคนที่โดนคุมตัวไว้ก่อนแล้ว
“สงสัยจะไหวตัวทันอีกตามเคย”เสียงเ้าหน้าที่บางคนบ่นกับเพื่อนไม่เบานัก
“กูว่าเจอตัวแม่เข้าแล้วละไม่สลด ไม่สะทกสะท้าน ไม่แสดงอาการพิรุธ” อีกคนตอบกลับด้วยสุ้มเสียงคับข้องใจ
...และมัทรีได้ยินการสนทนานั้นเต็มสองหู
“ค้นดีๆ ด้วยนะคะ ช่วยเบามือหน่อยก็ดี ถ้าของของฉันเสียหายคุณจะรับผิดชอบไม่ไหวและถ้าพวกคุณไม่เจออะไรอาจจะได้ข้อหาิ่ประมาทกลับไปแทน” มัทรีเตือน แต่ไม่มีใครใส่ใจฟัง
ตำรวจสามสี่คนตรงเข้าไปพร้อมมีดพกเตรียมกรีดห่อกระดาษทั้งที่ยังอยู่บนรถและถูกวางไว้บนระเบียงส่วนอีกสองคนตรงเข้าไปค้นในบ้าน แค่เห็นเ้าหน้าที่คนหนึ่งเสียบมีดลงในเนื้อกระดาษหญิงสาวก็ร้องเสียงหลง
“ว้าย! อย่าเสียบลึกมันจะขาด”
แต่ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุเพราะคนที่ลงมือเสือกปลายมีดลึกลงไปอีกแม้สิ่งที่อยู่ภายในห่อจะไม่อำนวยให้แทงได้ลึกยิ่งกว่านั้นแล้วและเริ่มกรีดมันจากบนลงล่าง
“โอ๊ย! มันคือหนังสือนิยาย เล่นกรีดแบบนั้นก็ขาดกันหมดสิ”หญิงสาวหน้าถอดสีไปทันที ความเสียดายหนังสือส่งผลให้หญิงสาวเบะปากทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้
“อะไรนะ! คุณเมื่อกี้คุณบอกว่ามันคืออะไร”
เสียงของผู้กองหนุ่มไม่ได้เข้าหูเธอสักนิดสิ่งเดียวอยู่ในการรับรู้ของมัทรีคือความ้าให้การตรวจค้นครั้งนี้เสร็จสิ้นลงโดยเร็ว
ทว่า...ก่อนที่เธอจะเข้าไปยื้อแย่งเสียงรายงานตามด้วยหลักฐานชิ้นสำคัญก็ถูกชูขึ้นให้ทุกคนเห็น
“ข้างในเป็หนังสือครับ”
แค่ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองรักและให้การทะนุถนอมมาตลอดถูกทำลายหญิงสาวก็ไม่อาจทนเฉยอีกต่อไป มัทรีถลาเข้าไปหาคนที่กำลังเตรียมกรีดกระดาษห่อหนังสืออีกห่อภายในใจหวังเพียงแค่ทำให้พวกเขายุติการสร้างความเสียหายนั้น
“หยุด...อย่า... พอเถอะ ถ้าจะทำแบบนั้นฉันเปิดเองจะเปิดให้ดูทุกห่อทุกเล่มคลี่ให้ดูทุกหน้าจนกว่าพวกคุณจะพอใจ”หญิงสาวพูดเสียงเครือจวนเจียนจะร้องไห้เต็มทีสองมือคว้าจับข้อมือที่ถือมีดของตำรวจคนนั้นแล้วออกแรงยื้อยุด
สุดท้าย...พอได้รับการหลบเลี่ยง ผลักไส น้ำตาจากกังวล ปนความน้อยใจและเสียดายของก็หยดแหมะออกมาให้ขายหน้าแม้จะพยายามกลั้นเอาไว้สุดกำลัง
เทพทัตนิ่งงันไปชั่วครู่นึกไม่ถึงว่าหญิงสาวที่ทำปากกล้าท้าทายเขาอยู่เมื่อนาทีก่อนจะร้องไห้ต่อหน้าเพียงเพราะว่าเห็นหนังสือขาด หากส่วนลึกในใจของเขาก็ยังหวาดระแวงว่าเธออาจจะเสแสร้งเล่นละครตบตาไม่ต่างจากผู้ต้องสงสัยบางคนแม้เขาจะไม่เคยหลงกลเลยสักครั้ง แต่ครานี้ ชายหนุ่มกลับตัดสินใจเดินเข้าไปสั่งการและถึงกับลงมือด้วยตัวเอง
“ไม่เจออะไรครับมีแต่หนังสือ” เสียงรายงานที่ดังมาจากในบ้านเรียกให้ทุกคนหันไปมอง
แล้วมัทรีก็ใจสลายอีกรอบเมื่อเห็นสภาพหนังสือที่ถูกถือออกมาแสดง ทั้งเยิน ยับและขาดรุ่งริ่งมากกว่าพวกที่อยู่ด้านนอกเสียอีก
“หมดกัน”คนพูดไม่ใช่หญิงสาวเ้าของหนังสือ แต่กลับเป็ลุงอ้นคนส่งของเพราะตอนนี้มัทรีได้แต่ยืนถอนสะอื้นเบา ๆ พูดอะไรไม่ออกสักคำ
จนกระทั่งการตรวจค้นสิ้นสุดลงแม้ภายหลังจะไม่ได้สร้างความเสียหายเพิ่มเติม แต่คนที่เข่าอ่อนจนต้องนั่งลงพิงเสาตรงบันไดทางขึ้นบ้านยังมีคราบน้ำตาบนสองข้างแก้ม
“คุณ...คุณครับ”
มัทรีเงยหน้าขึ้นมองคนเรียกเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนทุ้มติดแหบนิดๆ นั้นทั้งน้ำตาคลอหน่วย ดวงตาคู่สวยมีแววตัดพ้อโดยที่เ้าของไม่รู้สึกตัว
“ค้นเสร็จแล้วใช่ไหมคะ”หญิงสาวถามเขา พร้อมกับยกหลังมือขึ้นลูบหน้า เธอยอมรับว่ามันน่าอายไม่น้อยที่อยู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมาอย่างนั้น และคงมีแต่พรรคพวกเดียวกับเธอเท่านั้นที่จะเข้าใจ
“ครับเรียบร้อยแล้ว” ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ถ้าเสร็จแล้วก็กลับไปเสียเถอะค่ะ”มัทรีไล่เอาดื้อๆ ดวงตาแดงเรื่อไล่มองเ้าหน้าที่ซึ่งทำสีหน้าหงอย ๆ และมีท่าทีสำนึกผิดทุกคน
“ผมขอโทษนะครับแล้วก็ต้องขอโทษแทนลูกน้องด้วย” เทพทัตบอก ส่วนคนอื่น ๆ พากันพึมพำเบา ๆพร้อมกับก้มหัวขอลุแก่โทษกันเป็แถว
“ฉันเตือนพวกคุณแล้ว”หญิงสาวพูด ลุกขึ้นเดินไปหยิบหนังสือที่โดนกรีดจนกระดาษขาดแหว่งไปครึ่งเล่มมาถือไว้พลางไล้ตรงรอยขาดเบา ๆ
“ผมยินดีจะชดใช้ให้”น้ำเสียงติดแหบนั้นบอกอ่อนโยน
“ไม่ต้องหรอกค่ะเอาเงินหลวงไปทำประโยชน์อย่างอื่นเช่นการหาสายข่าวที่มีความเป็มืออาชีพหน่อยก็ดี”หญิงสาวอดเหน็บอีกฝ่ายไม่ได้ ตวัดสายตาจ้องหน้าเขา แม้จะมีข้อกฎหมายให้สามารถฟ้องร้องเอาผิดกับเ้าหน้าที่ได้แต่เธอคิดว่ามันอาจเสียเวลาเปล่า
“ผมขอโทษที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ดี”เขาบอกเธอจากใจจริงอีกครั้ง
“ช่างมันเถอะค่ะอย่าให้มันเกิดกับคนอื่นอีกก็แล้วกัน”มัทรีปาดน้ำตาที่ยังเกาะชื้นอยู่ตรงขอบตาเป็ครั้งสุดท้ายอย่างคนปลงตก
หญิงสาวก้าวลงไปเก็บหนังสือที่ถูกกรีดห่อทิ้งเอาไว้แล้วยกขึ้นมาด้วยอาการทะนุถนอมก่อนจะเดินเข้าบ้านหน้าตาเฉย วางลงในที่ที่เตรียมไว้แต่แรกแล้วกลับออกมาใหม่โดยไม่สนใจคนมองตาม ไม่ใส่ว่าเ้าหน้าที่จะถอนกำลังกลับไปหรือยังอยู่เธอสนใจเฉพาะสิ่งที่กำลังตั้งใจทำตรงหน้า พาลูกรักของเธอไปให้พ้นจากสภาพน่าทุเรศทุรังหลังจากโดนทำร้ายจนสาหัส
ทว่าพอกลับออกมาเป็รอบที่สองมือของใครคนหนึ่งก็วางช้อนลงบนห่อหนังสือที่วางอยู่ใกล้ ๆ กัน
“ให้ผมช่วยนะครับ”เทพทัตบอก ทว่าหญิงสาวกลับมองหน้าเขาตาเขียว
“ไม่ต้องหรอกค่ะเอาเวลาของคุณไปตามจับคนค้ายาตัวจริงจะดีกว่า”
มัทรีตอบแล้วเดินเข้าบ้านไปดื้อๆ ปล่อยให้คนข้างหลังลอบถอนใจ ก่อนจะยกหนังสือเดินตามเธอเข้าไปในตัวบ้าน
เมื่อคนเป็หัวหน้าเริ่มลูกน้องก็ทำตามโดยไม่ต้องเสียเวลามาบอกมาสั่งกัน พอทำหลายคนเข้ามัทรีก็หมดปัญญาจะห้ามหญิงสาวออกมายืนมองเงียบ ๆ กระทั่งหนังสือถูกขนเข้าไปเก็บในบ้านจนหมดเศษกระดาษที่หล่นเกลื่อนถูกเก็บมากองรวมกันอย่างเรียบร้อย เธอไม่พูดไม่กล่าวขอบคุณ แล้วปล่อยให้เทพทัตนำกำลังกลับไปเงียบ ๆ
เวลานั้นเองที่เ้าของบ้านหมายมาดในใจมัทรีไม่คิดจะฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะคิดว่ามันไม่คุ้ม เธอฟ้องรองผู้บัญชาการตำรวจโดยตรงคงจะสะใจมากกว่า..