สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 41 ราคาที่ต้องจ่าย

    หลี่ซวนก้าวเท้าออกจาก เรือนโอสถ พร้อมกระบี่คู่กาย มุ่งหน้ากลับไปยังเรือนพักของตน สายลมยามเย็นพัดผ่านร่าง หอบเอาไอเย็นมาปะทะผิว ทว่าภายในหัวของเขากลับเต็มไปด้วยเรื่องราวให้ครุ่นคิด เขากำลังวางแผนการใหญ่สำหรับอนาคต ทั้งการเตรียมตัวทะลวงขอบเขตขึ้นสู่ระดับ ลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย การต้องมาช่วยงานในเรือนโอสถ รวมถึงธุระที่ต้องไปจัดการที่ หอตำรา


    แผนการในหัวถูกจัดระเบียบอย่างรวดเร็ว... หลังจากช่วยงานที่เรือนโอสถเสร็จในแต่ละวัน เขาตั้งใจจะแบ่งเวลาไปหอตำราวันละสองชั่วยาม เพื่อค้นหาวิชายุทธ์ประเภทท่าร่างเคลื่อนไหวอย่าง 'วายุไร้รอย' หรือวิชาโจมตีอย่าง 'แยกวายุ' ซึ่งเป็นวิชาที่ หลินเซวียน เคยใช้ประลองกับเขา หากเขาสามารถฝึกฝนวิชาเหล่านี้ รวมถึงทักษะกระบี่และวรยุทธ์พื้นฐานได้ พลังต่อสู้ย่อมเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย


    นอกจากนี้ เขายังต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโลกบำเพ็ญเพียรให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะรู้ตัวดีว่าความรู้ของตนในด้านนี้ยังขาดตกบกพร่องอยู่อีกมาก


    ส่วนเวลาที่เหลือจากการทำงานและอ่านตำรา เขาจะใช้ไปกับการบำเพ็ญเพียรในห้องพัก เพื่อฟื้นฟูร่างกายและพลังวิญญาณที่สูญเสียไป หากไม่พึ่งพาโอสถรักษา คงต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียวกว่าร่างกายจะฟื้นฟูกลับคืนสู่จุดที่แข็งแกร่งที่สุดได้ดังเดิม


    ตัวเขาในยามนี้... สิ่งที่ต้องการมากที่สุดก็คือเวลา


    ทว่าเมื่อนึกถึงเรื่องการทะลวงขอบเขต หลี่ซวนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบา ๆ แม้ตอนนี้เขาจะมี หินวิญญาณ ติดตัวอยู่จำนวนหนึ่ง แต่มันก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะทะลวงขอบเขตได้สำเร็จโดยง่าย บางทีเขาอาจต้องรอเรียนรู้วิธีปรุงโอสถจากผู้อาวุโสเสียก่อน แล้วค่อยหลอมยามาใช้ด้วยตัวเอง


    เหตุผลก็คือ... ตอนที่เขาเห็นราคาของโอสถที่ช่วยในการเลื่อนระดับอย่าง 'โอสถขยายห้วงลมปราณ' และ 'โอสถทะลายคอขวด' สำหรับผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่ม เขาก็ทำได้เพียงร้องโอดครวญอยู่ในใจ


    เฮ้อ... เหตุใดมันถึงได้แพงหูฉี่เช่นนี้กัน


    หลี่ซวนทำสีหน้าหนักใจปนเหนื่อยหน่าย หากราคาของมันอยู่ราว ๆ ห้าร้อยหินวิญญาณ เขาก็ยังพอจะกัดฟันซื้อมาได้ แต่นี่ราคากลับพุ่งสูงไปถึงขวดละเกือบเจ็ดร้อยหินวิญญาณ! แถมยังต้องใช้ควบคู่กันทั้งสองชนิดอีกด้วย!


    ไม่ไหว... หากซื้อโอสถพวกนั้นไป หินวิญญาณที่ข้ามีคงถูกสูบจนหมดตัวแน่ ๆ


    ชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด พลางนึกย้อนถึงคำพูดที่เคยได้ยินในสำนัก...


    ไม่แปลกใจเลยที่ศิษย์ส่วนใหญ่ถึงบอกว่า ผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายนั้นมีจำนวนน้อยนิด ยาราคาแพงลิบลิ่วขนาดนี้ ศิษย์ธรรมดาจะต้องก้มหน้าทำภารกิจสำนัก หรือออกไปเสี่ยงตายล่าสัตว์อสูรสักกี่ปีกันถึงจะสะสมหินวิญญาณได้ครบ? หากข้าไม่โชคดีบังเอิญพบวานรเขี้ยวแดงแล้วสังหารมันได้ ซ้ำยังเอาชนะหลินเซวียนมาได้ล่ะก็... คงไม่มีทางมีหินวิญญาณมากขนาดนี้แน่


    ถือว่าเขาโชคดีมากแล้วจริง ๆ แต่หากไม่ใช้โอสถเหล่านี้เป็นตัวช่วย ก็ไม่รู้ว่าต้องเสียเวลาอีกกี่ปีจึงจะเลื่อนระดับได้สำเร็จ แถมตัวเขายังมีข้อจำกัดเรื่อง รากวิญญาณสี่ธาตุ และขนาดของห้วงวิญญาณที่ใหญ่โตผิดปกติ ซึ่งต้องใช้พลังวิญญาณเติมเต็มมากกว่าผู้อื่นหลายเท่าอีกต่างหาก...


    ช่างเถอะ ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน รีบร้อนไปก็เปล่าประโยชน์ ไว้ทะลวงสู่ขั้นปลายได้เมื่อไหร่ ค่อยคิดหาทางหาหินวิญญาณเพิ่มทีหลัง


    ขณะที่หลี่ซวนกำลังเดินครุ่นคิดไปตามทางเดิน ร่างของเขาก็เดินผ่านผู้คนจนมาถึงบริเวณลานกว้างใจกลางสำนัก บรรยากาศรอบข้างเริ่มคึกคักไปด้วยเหล่าศิษย์ที่มาจับกลุ่มพูดคุยกัน


    พลันนั้น เสียงกระซิบกระซาบจากศิษย์คนหนึ่งก็ดังขึ้น "เฮ้ ดูนั่นสิ นั่นไงศิษย์ใหม่ที่เอาชนะหลินเซวียนได้น่ะ!" 


    "หา! คนนั้นเองหรือ เหลือเชื่อจริง ๆ เขาไม่ได้อยู่ขั้นปลายด้วยซ้ำไป!"


    ศิษย์หญิงบางคนที่เคยเห็นหลี่ซวนในการประลอง ต่างมองตรงมาด้วยสายตาเป็นประกาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นพึมพำ "ช่างเป็นบุรุษรูปงามที่มีความสามารถเสียจริง... ข้าว่าข้าตกหลุมรักเขาเสียแล้วล่ะ"


    "หึ..." เสียงสตรีอีกนางหนึ่งดังแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจิกกัด ดวงตาของนางมองตอบอย่างเย็นชา 


    "แล้ว ศิษย์พี่จินซวน ของพวกเจ้าล่ะ วันก่อนเจ้ายังบอกว่าหลงใหลปลื้มเขาอยู่เลย วันนี้กลับเปลี่ยนใจเสียแล้วหรือ" 


    "แม้ศิษย์พี่จินซวนจะเป็นถึงศิษย์หลักอันดับหนึ่งก็จริง แต่ถึงอย่างไร... ศิษย์พี่จินซวนก็ไม่ได้หล่อเหลาบาดใจเท่าศิษย์ใหม่ผู้นี้นี่นา!"


     "เจ้าว่าอย่างไรนะ! นี่เจ้าจะบอกว่าศิษย์พี่จินสู้ศิษย์ใหม่ไม่ได้งั้นหรือ!" 


    "ข้าเพียงพูดความจริง เหตุใดเจ้าต้องร้อนรนถึงเพียงนี้ด้วยล่ะ" 


    "เจ้า!... นี่เจ้ามีลิ้นสองสีหรืออย่างไรกัน!" 


    "ใครบอกว่าข้ามีลิ้นสองสีกันหะ!"


    หลังจากนั้น เสียงทะเลาะโต้เถียงกันของเหล่าศิษย์หญิงก็ดังระงมขึ้น ดูเหมือนฝ่ายหนึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่ชื่นชอบในตัวศิษย์หลักอย่าง จินซวน ส่วนอีกฝ่ายคือกลุ่มคนที่พากันหลงใหลในรูปโฉมและความสามารถของหลี่ซวน ขณะที่ศิษย์คนอื่น ๆ เมื่อได้เห็นสตรีทั้งสองกลุ่มเปิดศึกโต้เถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้ ก็ทำได้เพียงปวดหัวจนต้องกุมขมับ


    "เฮ้อ... พวกผู้หญิงเดี๋ยวนี้เป็นอันใดกันหมด" ที่ริมลานกว้าง เสียงถอนหายใจของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ 


    "ก็แค่หน้าตาดีกว่านิดหน่อย พี่หลินของเราหล่อเหลาและเก่งกาจกว่าเป็นไหน ๆ!"


    "หึ ๆ... ไม่ใช่ว่าเจ้าเคยพูดคำนี้ไปแล้วหรอกหรือ เหตุใดต้องพูดย้ำให้ข้าฟังอีก" น้ำเสียงเรียบนิ่งสายหนึ่งเอ่ยขัดขึ้น ชายหนุ่มเจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ หลินเซวียน ที่กำลังยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ข้างลานกว้าง


    "มะ... ไม่ใช่นะพี่หลิน ข้าแค่... เอ่อ แฮะ ๆ" ชายผู้นั้นอึกอัก สีหน้าเจื่อนลงทันที ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง "จริงสิ พี่หลิน... แล้วเรื่องหินวิญญาณของพวกเรา จะทำอย่างไรต่อดีขอรับ"


    หลินเซวียนมองตามหลังร่างของหลี่ซวนที่กำลังเดินไกลออกไป สายตาฉายแววซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "หึ... ข้าประมาทมันไปจริง ๆ แต่เอาเถิด อีกครึ่งปีงานประลองของ พันธมิตรเมฆา ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว มันคือการวัดกันระหว่างเจ็ดสำนักว่าผู้คนที่อยู่ในระดับเดียวกัน สำนักใดจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ขอแค่ข้าเอาชนะได้สักหนึ่งถึงสองรอบ หินวิญญาณรางวัลที่ได้ก็น่าจะนำมาคืนพวกเจ้าได้แล้วล่ะ... ตอนนี้ข้าต้องเก็บตัวรักษาอาการบาดเจ็บ เพื่อฟื้นฟูพลังให้กลับมาดังเดิมภายในไม่กี่เดือนนี้ คงต้องยอมใช้ยาฟื้นฟูที่มีเหลืออยู่เพียงไม่กี่เม็ดแล้วล่ะ"


    หลังจากนั้น บรรยากาศรอบข้างกลุ่มก็พลันเงียบสงบลง เมื่อศิษย์ที่ติดตามหลินเซวียนได้ยินดังนั้น ก็ไม่ได้เอ่ยคัดค้านอันใด ถึงอย่างไรพวกเขาก็ติดตามหลินเซวียนมานาน แม้จะประหลาดใจที่เห็นลูกพี่ของตนพ่ายแพ้ แต่หลังจากได้เห็นพลังที่แท้จริงของหลี่ซวน พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าหลี่ซวนนั้นน่าหวาดกลัวไม่แพ้กัน จึงไม่มีใครคิดจะไปหาเรื่องแก้แค้นอีก


    อีกทั้งต้นเหตุของการประลองครั้งนี้ ก็มาจากความโลภชั่ววูบของพวกตนที่ไปยุยงให้หลินเซวียนออกหน้า สุดท้าย... พวกเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจเบา ๆ ในใจ ให้กับความโชคร้ายและบทเรียนราคาแพงครั้งนี้


    ...


    ไม่นาน หลี่ซวนก็เดินมาถึงเรือนพักของตน เมื่อเข้าสู่ห้องพัก เขาก็ไม่รอช้า รีบนั่งขัดสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณ พร้อมทั้งโคจรลมปราณรักษาร่างกายในทันที


    เวลาร่วงเลยผ่านไปหนึ่งคืนเต็ม...


    เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งเริ่มสาดส่อง หลี่ซวนก้าวออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังเรือนโอสถเพื่อเริ่มเรียนรู้งานตามที่รับปากไว้


    ระหว่างทางมีเหล่าศิษย์เข้ามาเอ่ยทักทายอยู่บ้าง บางคนถึงกับมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ เพียงเพื่ออยากให้หลี่ซวนจดจำชื่อของตนไว้ หลี่ซวนเพียงพยักหน้ารับคำอย่างมีมารยาท ไม่ได้คิดลึกซึ้งอันใด เพียงจดจำน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ไว้ในใจ


    ใครดีมา เขาย่อมดีกลับ แต่หากใครคิดร้ายต่อเขา ก็อย่าหวังว่าเขาจะยินยอมละเว้นให้เช่นกัน


    เมื่อมาถึงหน้าเรือนโอสถ หลี่ซวนก็ยกมือขึ้นเคาะประตูเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมและแสดงความเคารพ "ผู้อาวุโสกู้ ผู้น้อยหลี่ซวนมาทำงานตามคำสั่งแล้วขอรับ"


    สิ้นเสียง ไม่นานก็มีเสียงชายชราขานตอบออกมาจากด้านใน อนุญาตให้เปิดประตูเข้าไปได้ เมื่อหลี่ซวนก้าวพ้นขอบประตู ก็พบกับผู้อาวุโสกู้เจี้ยนหมิง ชายหนุ่มประสานมือยืนสงบนิ่ง รอฟังคำสั่งอยู่ตรงหน้าอย่างเรียบร้อย


    "เจ้ามาเช้าดีนี่ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี คราวหลังก็มาเวลานี้ทุกวันแล้วกัน พอตกเย็นค่อยกลับไป" หลี่ซวนโค้งกายตอบรับอย่างนอบน้อม "ขอรับ"


    "เอาล่ะ มาเริ่มงานของเจ้ากันเลยดีกว่า ข้าจะสอนทักษะการแพทย์ที่ต้องใช้สมุนไพรรักษา การปรุงโอสถ รวมถึงการดูแลและจดจำข้อมูลพืชพรรณต่าง ๆ... ตามข้ามา"


    หลี่ซวนเดินตามชายชราไปอย่างเงียบสงบ เมื่อเดินทะลุออกไปยังลานด้านหลังเรือน ก็พบกับสวนสมุนไพรขนาดใหญ่ที่ปลูกเรียงรายกันไว้อย่างเป็นระเบียบ ไอวิญญาณจาง ๆ ของพืชพรรณอบอวลไปทั่วบริเวณ ชวนให้รู้สึกสดชื่นโล่งจมูก


    "วันนี้ข้าจะสอนเจ้าคัดแยกสมุนไพรก่อนก็แล้วกัน มาเริ่มกันเลยเถิด" 


    หลี่ซวนประสานมือรับคำด้วยความมุ่งมั่น 


    "ขอรับ ผู้น้อยจะตั้งใจฟังให้ดีที่สุด"