เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 31 สะพานบรรพกาล?(2)

    “นั่นมันอะไรกัน?ดวงอาทิตย์หรือ? ไม่สิ...ปราณกระบี่นี่มัน...”

                    ฟู่หยงจิ้นไม่สนใจเย่ว์อิงที่อยู่ด้านข้างแล้วเขาถลึงตาโปนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้าตาขณะมองดวงเพลิงที่ลุกโชนอยู่บนฟ้าเมื่อครู่นี้ที่เงาสีเทาแง้มออกแม้จะเป็นเพียงชั่วขณะแต่ด้วยระดับของเขาย่อมสัมผัสได้ดูเหมือนเรื่องของสะพานบรรพกาลจะไม่ใช่แค่ตำนานที่เล่าลือกันเสียแล้ว!

                    “ดั่งเช่นวันนั้น”

                    เสวียนเทียนชิงเงยหน้ามองฟ้าใบหน้าประดับไปด้วยลอยยิ้มขณะพึมพำออกมาแผ่วเบาไม่ต้องพูดถึงสัมผัสของเขาในยามนี้เพราะเพียงแค่ภาพตรงหน้าก็ราวกับภาพซ้อนในตระกูลเสวียนเมื่อสิบกว่าปีก่อนกลับกันตอนนี้พวกเหล่าเหว่ยแม้จะสัมผัสได้ถึงอันาตรายแต่ก็ยังไม่ลดละตั้งกระบี่ตัดขุนเขากระบวนสุดท้ายขึ้นสำเร็จแล้วเช่นกันเพียงแต่สีหน้าของอู๋หลิวนั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว!

                    เขาไม่ใช่ปรมาจารย์ขั้นสามอย่างพวกเหล่าเหว่ยแต่มีระดับขั้นสูงกว่านั้นเป็นถึงเจ้าหออาญาจะธรรมดาได้อย่างไร? พริบตาที่เห็นดวงเพลิงนั่นเขาก็สัมผัสได้ถึงปราณกระบี่อันลึกล้ำสุดหยั่งแผ่พุ่งออกมาพลังระดับนี้ต่อให้เป็นค่ายกลกระบี่ตัดขุนเขาของพวกเหล่าเหว่ยก็รับไว้ไม่ไหวแน่!

                    “อ่า...นี่คือการควบคุมขุมพลังที่พี่ใหญ่พูดถึงกระมังน่าเสียดายที่ระดับของข้ายังต่ำเกินไปจึงดึงพลังออกมาได้แค่ส่วนเดียวเท่านั้น”

                    เสวียนเทียนชิงกล่าวออกมาก่อนจะส่ายหัวเล็กน้อยหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าข้อมือขวาของเขาที่ถือกระบี่อยู่นั้นกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนทั้งยังดูเหมือนผิวหนังจะปริแตกเล็กน้อยด้วยมองผิวเผินเขาดูสบายๆก็จริงแต่ใครจะรู้ว่ากระบี่ของเขาตอนนี้หนักแค่ไหน หากเป็นตัวเขาก่อนจะเจอฟู่หยงจิ้นไม่มีทางฝืนยกไหวแน่

                    หากดวงเพลิงบนฟ้าคือตะวันดวงหนึ่งเช่นนั้นสิ่งที่กระบราของเขาแบกรับก็คือน้ำหนักของตะวันทั้งดวง!

                    “กระบี่นี้นามว่าเคลื่อนสุริยัน ขอเชิญสหายทุกท่านรับชม!”

                    เสวียนเทียนชิงหันมายิ้มให้พวกเหล่าเหว่ยพลางกล่าวขึ้นตอนนี้ไม่มีเวลาให้ชักช้าแล้ว แบกรับพลังมากเกินตัวเช่นนี้นานไปมีแต่ผลเสีย ต้องรีบทำรีบจบปิดฉากเสียให้ไว!

                    เสวียนเทียนชิงไม่สนใจเงากระบี่ตัดขุนเขาของสำนักคุมกฎแต่ง้างกระบี่ในมือฟันลงมาตรงๆพริบตาที่กระบี่ฟันลงมาบนฟ้าพลันเกิดแสงส่องสว่างวาบ ดวงเพลิงที่ลอยอยู่ด้านบนยิ่งดูยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นตกตามกระบี่ของเสวียนเทียนชิงมาทางคนของสำนักคุมกฎ

                    “พิฆาต!”

                    เหล่าเหว่ยคำรามแผดเสียงออกมาจิตใจวูบไหวไม่สงบกระนั้นมาถึงขั้นนี้ก็ไม่อาจถอยหลังได้แล้ว เมื่อหัวใจค่ายกลอัดพลังส่วนสุดท้ายเข้าไปโดยเหล่าเหว่ยก็ทำให้กระบี่พิฆาตราวกับเศษส่วนประกอบครบสมบูรณ์สำแดงพลานุภาพเกรียงไกรยิ่งใหญ่ออกมายามพุ่งบุกทะลวงเข้าหาสุริยันบนฟ้าดูน่าเกรงขามยิ่งนัก

                    น่าเสียดายที่วันนี้สำนักคุมกฎถูกกำหนดให้เผชิญกับความเศร้าสลดแทบจะในทันทีที่กระบี่พิฆาตปะทะกับดวงสุยันตั้งแต่ปลายกระบี่ลงมาจนถึงด้านกระบี่ก็ถูกบดทำลายในทันทีเหล่าเหว่ยและปรมาจารย์อีกเก้าคนรวมไปถึงขั้นเบิกวิญญาณทั้งหมดล้วนกระอักเลือดกองโตร่างกายซวนเซเข่าทรุด!

                    “พวกเจ้ารีบถอยไป!”

                    ตอนกระบี่พิฆาตปะทะกับดวงสุริยันครั้งแรกอู๋หลิวยังยืนอยู่ที่เดิมแต่ตอนนี้เพียงชั่วพริบตาร่างของเขาก็มาปรากฏขวางระหว่างดวงสุริยันกับคนของสำนักคุมกฎแล้วหากเขาไม่เข้ามาแทรกแซงวันนี้สำนักคุมกฎต้องเสียปรมาจารย์ทั้งสิบคนไปแน่! อย่าลืมว่าเดิมทีแม้อู๋หลิวจะไว้หน้าตระกูลเสวียนแค่ไหนก็ตั้งใจมาสังหารเสวียนเทียนชิงอยู่แล้วดังนั้นในกระบี่เคลื่นสุยันล้วนอัดแน่นไปด้วยจิตสังหาร แต่ไหนแต่ไรมากับศัตรูเสวียนเทียนชิงไม่เคยปราณีจะเด็กหรือสตรีเขาก็สังหารได้ทั้งนั้น!

                    ชิ้ง!

                    เสียงชักกระบี่ดังขึ้นก้องกังวานราวกับหยดน้ำในถ้ำมืดอู๋หลิวยืนขวางอยู่เบื้องหน้าดวงสุริยัน กระบี่ชักออกมาตัวคนก็เหมือนกระบี่ถูกชักออกจากฝักกลิ่นอายน่าหวาดหวั่นที่แม้แต่เสวียนเทียนชิงยังรู้สึกเสียวสันหลังวาบพลันระเบิดออกมากระบี่เงินเล่มบางในมือของอู๋หลิวแทงขึ้นฟ้าไปอย่างง่ายๆไม่มีวิชากระบี่ไม่มีกระบวนท่าใด เพียงแค่แทงออกไปทั้งอย่างนั้น

                    อย่างไรก็ตามเทียบกับกระบี่พิฆาตของพวกเหล่าเหว่ยเมื่อครู่นี้แล้วกลับต่างกันลิบลับ! ปลายกระบี่เงินแทงดวงสุริยันไม่ได้ถูกเผาทำลายแต่ก็กลับสามารถหยุดดวงสุริยันลอยค้างไว้อย่างนั้นอู๋หลิวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ พริบตาต่อมาปลายกระบี่ของเขาก็พลันแทงทะลวงผ่าดวงสุริยันเป็นสองส่วน

                    แสงเพลิงสาดกลางฟ้าพลันสลายไปเงาสีเทาบนฟ้าก็หายไปด้วยเช่นกัน เสวียนเทียนชิงยืนจ้องมองอู๋หลิวด้วยสายตาเย็นชาแม้เขาจะตกใจในความแข็งแกร่งของอู๋หลิวแต่ก็ไม่ได้ตื่นกลัวสักนิดกลับกันตอนนี้เขาโกรธเป็นอย่างยิ่ง เสวียนเทียนชิงไม่คิดว่าเจ้าหออายาจะเป็นคนกลับกลอกเช่นนี้!

                    “วางใจเถอะ ข้าเพียงแค่ต้องการรักษาชีวิตพวกเขาไว้เท่านั้นหากเจ้าสังหารคนของสำนักคุมกฎก็รังแต่จะเกิดเรื่องยุ่งยาก วันนี้ถือว่าหออาญาพ่ายแพ้ต่อคุณชายเสวียนก็แล้วกัน”

                    อู่หลิวละสายตาจากมือขวาที่สั่นระริกของเสวียนเทียนชิงก่อนจะสบตากับชายหนุ่มตรงหน้าอย่างสงบถึงเขาจะไม่ได้ผิดสัญญาแต่ก็ถือว่าผิดคำพูดที่เข้ามาทำลายกระบี่ของเสวียนเทียนชิง กฎที่เสวียนอู่หยางพูดลอยๆออกมาตอนนั้นแม้แต่เขาก็ไม่กล้าละเลย

                    “ท่านเจ้าหอเกรงใจแล้ว กระบี่ของท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆนับถือๆ”

                    สีหน้าเย็นชาและจิตสังหารของเสวียนเทียนชิงพลันหายไปในพริบตาเปลี่ยนมาเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะลองคิดดูอู๋หลิวเพียงแค่ทำลายกระบี่เคลื่อนสุริยันเท่านั้นไม่ได้ทำร้ายเขาและไม่ได้มีเจตนาจะลงมือกับเขาด้วยหากเรื่องจบลงเช่นนี้เสวียนเทียนชิงก็ไม่ถือสา หลังจากสำนักคุมกฎพ่ายแพ้ไปยังจะมีใครกล้ามาหาเรื่องเขาอีก?ลำพังแค่เรื่องครั้งนี้เกรงว่าบิดาของเขาคงไม่อาจขวางเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลเสวียนไหวแน่

                    เสวียนเทียนชิงไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แต่หากมมีคำอธิบายที่ดีพอต่อตระกูลเสวียนจะต้องเกิดสงครามแน่!ดังนั้นจนกว่าเสวียนเทียนชิงจะเดินเข้าถนนหลวงจะไม่มีใครกล้ามาลอบโจมตีเขาอีกนี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ? หลังจากฝึกกับฟู่หยงจิ้นมาครึ่งเดือนเสวียนเทียนชิงรู้แล้วว่านี่เป็นวาสนาที่ยากจะพบพาน

                    “ลากันเท่านี้ วันหน้ามีโอกาศจะชดเชยให้คุณชายเสวียน”

                    อู๋หลิวกล่าวราบเรียบก่อนจะหันกลับไปนำคนของเขาออกจากเขาจำลองเสวียนเทียนชิงยืนยิ้มส่งพวกอู๋หลิวจนกระทั่งลู่หยามาปรากฏตัวข้างกายเขาแล้วบอกว่าคนของสำนักคุมกฎออกจากศาลากล้วยไม้ราตรีทั้งหมดแล้วเขาถึงได้ทรุดตัวลงกับพื้นกระอักเลือดคำโตจนสองสาวใช้ตกใจรีบอุ้มผู้เป็นนายกลับศาลาพัก

                    ขณะเดียวกันบนยอดเขาจำลองอีกด้านหนึ่งฟู่หยงจิ้นยังยืนคุยกับเย่ว์อิงด้วยสีหน้าเปลี่ยนไปมาไม่หยุดการต่อสู้ครั้งนี้ระหว่างเสวียนเทียนชิงกับสำนักคุมกฎสร้างเรื่องประหลาดใจไม่น้อยจริงๆแม้แต่เขาก็ยังนับว่าได้เปิดหูเปิดตาในวันนี้

                    “เงาเลือนรางนั่นไม่แน่ว่าจะเป็นสะพานบรรพกาลจริงๆถึงจะสามารถเชื่อมต่อกับสถานที่แห่งนั้นได้แต่คล้ายว่าเป็นการเชื่อต่อกับมรดกวิชากระบี่ที่เขาใช้ออกมามากกว่า”

                    “ท่านจะพูดว่าที่เขาใช้ก็เหมือนกับวิชาอัญเชิญงั้นหรือ?อันเชิญมรดกวิชากระบี่ออกมาต่อสู้?”

                    เย่ว์อิงขมวดคิ้วเป็นปมแววตาฉายชัดถึงความไม่เข้าใจ

                    “จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ผิด ความจริงเป็นเช่นไรคงมีแต่เขาที่รู้กระจ่างอย่างไรก้ตามมรดกที่เขาใช้ผ่านสะพานบรรพกาลคราวนี้ถือว่าแข็งแกร่งมากหากข้าเดาไม่ผิดที่แสดงออกมาเป็นพลังแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น”

                    ฟู่หยงจิ้นถอนหายใจขณะกล่าวออกมาในใจยิ่งคิดว่าตระกูลเสวียนนั้นยิ่งรู้จักยิ่งเหมือนกับเหวลึกโดยเฉพาะเสวียนอู่หยางและบุตรของเขา

                    “หากเป็นเช่นนั้นก็น่ากลัวจริงๆ เขายังไม่ทะลวงขั้นปรมาจารย์เลยด้วยซ้ำแต่กลับแสดงพลังระดับนี้ออกมาได้ไม่เสียทีที่เป็นศิษย์หลานของข้า”

                    เสวียนเทียนชิงไม่เป้นอันตรายแต่นี้เย่ว์อิงก็พอใจแล้วนางไม่ได้คิดมากมายเหมือนฟู่หยงจิ้น มาแดนเบญจภพคราวนี้นอกจากธุระส่วนตัวแล้วความตั้งใจของนางก็คือมาคารวะศิษย์พี่ที่อาจารย์ชื่นชมคนนั้นการได้ช่วยเหลือบุตรชายของเขานับว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?

                    กลับกันฟู่หยงจิ้นไม่ได้คิดในแง่ดีเช่นนั้นพลังหนึ่งในสิบส่วนของมรดกกระบี่แข็งแกร่งแค่ไหนอย่ามองว่าอู๋หลิวสามารถรับได้อย่างสบายๆเย่ว์อิงแม้เป็นอัจฉริยะของสะพานฟ้าแต่ก็ยังอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นญาณทิพย์เท่านั้นมีแค่ฟู่หยงจิ้นคนเดียวที่มองออกว่าอู๋หลิวนั้นเป็นถึงขั้นรู้แจ้งช่วงท้ายอย่างปรมาจารย์ขั้นหก!

                    ปรมาจารย์ขั้นหกคนหนึ่งเพื่อรับกระบี่ที่มีพลังแค่หนึ่งในสิบส่วนถึงกับต้องใช้พลังครึ่งหนึ่ง! หากเสวียนเทียนชิงสามารถแสดงพลังของเคลื่อนสุริยันได้สักสามส่วนเกรงว่าอู๋หลิวก็คงรับไม่ไหวแล้วนี่ยังไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกหรือ? หากเขาแสดงพลังเช่นนี้บนสะพานฟ้าเกรงว่าต่อให้เป็นอาจารย์ของเย่ว์อิงก็ยากจะช่วยเสวียนเทียนชิงได้!

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน