กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 108 สุนัขกับอสรพิษ

           แอเรียสที่ยืนอยู่บนกำแพงนั้นไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีผู้ที่หมายหัวตัวเองอยู่มากเพียงใดค่าหัวที่สูงลิ่วของแอเรียสทำให้ตอนนี้เหล่าข้าศึกแทบจะมุ่งเป้ามาที่เขาเพียงคนเดียวด้วยซ้ำไป  การศึกในครั้งนี้ของแอเรียสนับว่าตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ไม่เพียงแต่ข้าศึกเท่านั้นที่หมายหัวแอเรียส แต่มีชายผู้หนึ่งที่รับหน้าที่ดูแลกำแพงเมืองกำลังส่งสายตาอาฆาตจ้องมองมาทางแอเรียสอยู่เป็นระยะเช่นกัน 

     

          “ ดูเหมือนเนสโต้จะกัดเจ้าไม่ปล่อยเลยนะแอเรียส  ระวังตัวไว้บ้างก็ดี “

     

          เสียงเตือนของฟาร์ฮานที่ยืนอยู่ข้างๆน้ำเสียงของเขาดูจะกังวลอยู่ไม่น้อย

     

         “ ช่างมันประไร  ศึกครั้งนี้หากข้าคาดเดาไม่ผิด  พวกเรากับมันคงได้ยืนอยู่คนละฝากฝั่งกัน “

     

          “ เนสโต้เป็นอัศวินที่จงรักภักดีกับดยุคโคเว่นมานานหลายปี  ข้าว่าเรื่องที่เจ้าสงสัยอาจจะเป็นแค่การเข้าใจผิดก็ได้นะ“

     

         “ หากเลี้ยงดูสุนัขมันย่อมซื่อสัตย์กับเจ้าของยังวาระสุดท้ายของชีวิต แต่หากเลี้ยงอสรพิษมันย่อมพร้อมที่จะแว้งกัดเจ้าของได้ตลอดเวลา ข้าก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่ดยุคโคเว่นเลี้ยงดูเอาไว้จะไม่ใช่อย่างหลัง “

     

          ฟาร์ฮานจ้องมองไปยังหลานชายของตนด้วยความไม่อาจจะเชื่อได้ว่านี่คือผู้ที่เคยถูกตราหน้าว่าไร้ประโยชน์ เขาไม่คิดเลยว่าแอเรียสที่ดูอ่อนแอในวันวานเปลี่ยแปลงได้ถึงเพียงนี้  ทั้งความคิดความอ่านในการมองคนหรือแม้แต่พรสวรรค์ในด้านพลังเวท  ถึงแม้ตระกูลสการ์เชียจะถูกโจมตีไปจนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ แต่เขาเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมเลยว่าแอเรียสผู้นี้ต้องสามารถพาตระกูลสการ์เชียให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้แน่ 

     

          ทันใดนั้นเองเสียงกลองรบก็ถูกตีขึ้นจากอีกฝากของแม่น้ำ แม้จะห่างไกลแต่แอเรียสที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองก็สามารถได้ยินมันอย่างชัดเจน จัดหวะท่วงทำนองอันหนักแน่นปลุกใจของผู้คนให้ฮึกเหิม  เสียงเฮของเหล่าทหารในกองทัพข้าศึกดังก้องไปทั่วอีกฝากฝั่งของแม่น้ำ เหล่าลูกไฟเวทที่ถูกยิงขึ้นบนท้องฟ้าคล้ายกับเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่แอเรียสก็ไม่อาจจะเข้าใจ  เสียงของสัตว์อสูรที่ถูกควบคุมไว้โดยพวกมันคำรามออกมาด้วยความดุร้าย  วิหคขนาดใหญ่กว่าสิบตัวเริ่มกระพือปีกขึ้นบินบนท้องนภา

     

          “ อย่าบอกนะว่าพวกมันจะบุกเข้ามาทางท้องฟ้า ถ้าเช่นนั้นพวกมันจะเตรียมกองกำลังกว่าพันคนมาทำไม  บุกเข้ามาบนท้องฟ้าก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น “

     

           แอเรียสขมวดคิ้วจ้องมองไปยังการกระทำของข้าศึกด้วยความสงสัย  

     

         ทันใดนั้นเองเรื่องที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อสะพานข้ามแม่น้ำที่เคยขวางกั้นข้าศึกไม่ให้ข้ามแม่น้ำมาได้อยู่ๆก็ถูกยกลงอย่างช้าๆ 

     

          “ ใครเป็นคนออกคำสั่งให้ยกสะพานลง!! “

     

           ดยุคโคเว่นตะโกนออกมาด้วยความโกรธ แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งคำตอบใดๆเมื่อเขาหันไปเห็นสายตาของเหล่าผู้คนที่มีอำนาจต่างเต็มไปด้วยความสับสนเช่นเดียวกัน

     

           “ รีบไปหยุดพวกมันซะ !! “

     

           ทันทีที่ดยุคโคเว่นออกคำสั่งออกมา  ร่างของอลันที่ยืนอยู่เคียงข้างดยุคโคเว่นก็เคลื่อนที่ออกไปอย่างรวดเร็ว สายลมที่ก่อตัวขึ้นรอบร่างของอลันราวกับพายุขนาดย่อมที่พัดขึ้นบนกำแพงเมือง  เพียงไม่กี่วินาทีก็เห็นร่างของเขาเคลื่อนที่ออกไปไกลแล้ว 

     

          “ ไม่ทันการหรอกนายท่าน  สะพานยกลงไปแล้ว  ทางที่ดีเราควรเตรียมพร้อมรับมือข้าศึกเอาไว้ ในเมื่อมันกล้าที่จะบุกเมืองเบอเนียร์ก็ต้องทำให้มันรู้สำนึกว่าพวกมันต่ำต้อยถึงเพียงใด“

     

      

         เป็นเสียงของชายชราในคลุมสีแดงเข้ม  มือข้างหนึ่งถือไว้ด้วยไม้เท้าสีดำสนิทที่หุ้มด้วยหนังของอสรพิษ  บนหัวของชายชรามีนกตัวสีเขียวเข้มกำลังบินวนไปมาดูแล้วน่ารำคาญตาอยู่ไม่น้อย  แอเรียสจดจำคนนี้ได้ดี  ชายชราผู้นี้ชื่อว่ามอร์เล่  เขาเป็นคนที่มีหน้าที่ดูแลโรงประมูลสายหมอกที่เขาเคยให้ตรวจสอบเม็ดยาอาบจันทราในครั้งนั้น  แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สามารถจดจำแอเรียสได้เลยแม้แต่น้อย 

     

         มอร์เล่แม้จะดูแก่ชราแต่พลังของเขาก็ยังคงแข็งแกร่งเป็นถึงระดับนักรบขั้นที่แปด ซึ่งเหนือกว่าความคาดหมายของแอเรียสไปเล็กน้อย   ในคราแรกที่เจอกันเขาคิดว่าชายผู้นี้จะเป็นเพียงระดับนักรบขั้นต้นเท่านั้น  แต่ดูเหมือนเขาจะแข็งแกร่งกว่านั้นมาก และการที่เขาสามารถยืนเคียงข้างดยุคโคเว่นได้เช่นนี้แสดงว่าเขาก็มีตำแหน่งที่สำคัญในตระกูลฮาร์เกน

     

          “ รอนด้าสั่งพลธนูเตรียมตัวให้พร้อม หากพวกมันเข้ามาในระยะยิงเมื่อไหร่ให้ยิงธนูเวทออกไปทันที  ! “

     

         “ รับทราบนายท่าน “

     

           รอนด้าขานรับด้วยความแข็งขัน เสียงตะโกนสั่งเหล่าพลธนูดังขึ้นอยู่เป็นระยะ เหล่าพลธนูที่ยืนเรียงรายอยู่บนกำแพงเมืองต่างเริ่มเตรียมพร้อมรบในทันที  พลธนูต่างโก่งคันศรเตรียมพร้อมที่จะสังหารข้าศึกได้ทุกเมื่อ  ดวงตาของพวกเขาแหลมคมราวกับเหยี่ยว 

     

          “ เซน  ร็อกโก้ พวกเจ้านำกองกำลังไปปกป้องกำแพงเมืองเอาไว้ !! อย่าให้พวกมันประชิดกำแพงเมืองได้เด็ดขาด “

     

          เสียงสั่งการของดยุคโคเว่นดังออกมาอยู่เป็นระยะ ยิ่งกองกำลังของข้าศึกบุกเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่เข้ายิ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียด  เหล่าอัศวินทั้งห้าต่างได้รับหน้าที่ของตัวเองตามที่ดยุคโคเว่นมอบหมาย

     

         เพียงไม่นานอลันก็กลับมารายงานข่าวอันน่าตกใจให้กับดยุคโคเว่น ทหารที่มีหน้าที่ดูแลป้อมสังเกตุการหน้าเมืองรวมถึงมีหน้าที่ในการยกสะพานต่างถูกสังหารไปจนหมดแล้ว ที่เหลืออยู่มีเพียงศัตรูที่แฝงตัวเข้ามาสามคนเท่านั้น  แม้อลันจะสังหารพวกมันทั้งสามไปจนหมดแต่ก็ไม่อาจจะขวางกั้นกองทัพข้าศึกที่กำลังบุกมาได้ 

     

         เสียงฝีเท้าของข้าศึกกว่าพันคนที่กำลังพุ่งเข้ามาหวังประชิดกำแพงเมืองดังสั่นสะเทือนไปทั่ว  พวกมันบุกเข้ามาโดยไม่มีความเกรงกลัวใดๆเลยแม้แต่น้อย  ลูกธนูจากพลธนูเริ่มยิงเข้าใส่ข้าศึกราวกับห่าฝน ลูกธนูอันแหลมคมเจาะผ่านร่างของข้าศึกนับสิบเข้าไปในทันที  บ้างตายในทันที  บ้างก็ร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด  กลิ่นคาวเลือดเริ่มโชยออกมาจากสนามรบ  ในที่สุดสมรภูมิแห่งความตายที่แท้จริงก็ได้เริ่มต้นขึ้น แต่แล้วก็มีพายุลูกใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือกองทัพข้าศึก  มันพัดลูกธนูเหล่านั้นจนปลิวออกไปตามสายลม บ้างก็หักกระจายจนกลายเป็นเพียงแค่เศษไม้เท่านั้น  ศูนย์กลางของลมพายุนั้นคือนักเวทในชุดเกราะที่ดูแข็งแกร่งผู้หนึ่ง ระดับของมันนั้นแตกต่างกับพวกทหารคนอื่นอย่างสิ้นเชิง  เพราะมันเป็นถึงระดับอัศวินขั้นที่สอง  และเมื่อนักเวทระดับอัศวินเริ่มเข้าร่วมสงคราม ลำพังแค่ลูกธนูที่ยิงออกมาจากที่ห่างไกลก็ไม่อาจจะทำสิ่งใดได้ 

     

        ภาพของนักเวทระดับอัศวินที่ร่ายเวทวายุออกมานั้นทำให้เหล่าทหารและเหล่าผู้คนบนกำแพงเมืองเบอเนียร์เต็มไปด้วยความตกตะลึง  ไม่ใช่เพราะพลังอันแข็งแกร่งที่แสดงออกมา ไม่ใช่เพราะชุดเกราะที่ส่องประกายสะท้อนกับดวงอาทิตย์ แต่มันเป็นเพราะใบหน้าของนักเวทผู้นั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนต่างคุ้นชินเป็นอย่างดี 

     

          “ นั่นมัน..ท่านคาซัส  นี่เขาทรยศเมืองเบอเนียร์จริงๆอย่างนั้นรึ “

     

         “ เจ้ายังจะเรียกเจ้าคนทรยศนั่นว่าท่านอีกงั้นรึ เจ้าก็เห็นอยู่เต็มตาไม่ใช่รึยังไงว่ามันทรยศเมืองเบอเนียร์ เจ้าเห็นพวกนักเวทที่อยู่ใกล้ๆกับคาซัสหรือไม่  นั่นก็ล้วนแต่คนในตระกูลฮอบสันทั้งหมด  บัดซบ !! พวกมันร่วมมือกันทรยศพวกเรา “

     

         เสียงพูดคุยของพลธนูสองคนที่กำลังระดมยิงฝนลูกธนูไปยังกองทัพของข้าศึก 

     

         “ เป็นไปตามที่นายท่านคาดไว้จริงๆ เจ้าคาซัสและคนในตระกูลของมันร่วมกันทรยศเมืองเบอเนียร์  คาซัสย่อมรู้ถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของเมืองเบอเนียร์ดี  หนำซ้ำมันยังเป็นถึงระดับอัศวิน  พวกเราจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดีนายท่าน หรือเราจะเกลี้ยกล่อมคาซัสกับตระกูลฮอบสันให้กลับมาอยู่ฝ่ายเราดี “

     

          มอร์เล่หันมาถามดยุคโคเว่นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

     

         “ สังหารมันให้หมดซะ  ไม่จำเป็นต้องเจรจาใดๆ “

     

         ดยุคโคเว่นออกคำสั่งมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด สายตาอันคมกริบจ้องมองไปยังคาซัสที่อยู่ท่ามกลางกองทัพของศัตรูด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น หากมันคิดจะหนีศึกไปจากเมืองเบอเนียร์เขาคงไม่ลงโทษมันที่ขาดกลัวความตาย  แต่ในเมื่อมันเลือกแปรพักตร์แล้วหันคมหอกคมดาบเข้าสู่เมืองเบอเนียร์  โทษของมันมีเพียงสถานเดียวเท่านั้น

     

        เมื่อกองทัพฝ่ายข้าศึกมีนักเวทระดับอัศวินคอยคุ้มกันจากห่าธนูนับร้อยเหล่านั้น  พวกมันจึงบุกเข้ามาใกล้กำแพงเมืองเบอเนียร์อย่างไร้ซึ่งความหวาดกลัว  แม้จะมีหลายสิบคนที่ต้องตกตายภายใต้ลูกธนูอันแหลมคมเหล่านั้นแต่ก็ยังมีเหล่าทหารอีกมากกว่าหนึ่งพันคนที่ยังมีชีวิต   

     

         ทันใดนั้นเองเกลียวคลื่นลูกหนึ่งถูกยิงออกมาจากนักเวทที่นั่งอยู่บนหลังของอสูรวิหคขนาดใหญ่  มันฉีกกระฉากร่างของพลธนูผู้หนึ่งออกเป็นสองส่วนในทันที  ความรุนแรงจากพลังเวทของมันยังทำให้พลธนูอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆกระเด็นออกไปไกล  แม้จะรอดชีวิตแต่พลธนูทั้งสองก็ไม่อาจจะเข้าร่วมศึกได้  อาการของพวกมันทั้งสองนับว่าเป็นตายเท่ากัน

     

          “ นั่นก็นักเวทระดับอัศวิน!! “

     

          “ บ้าน่า  นี่พวกมันมีนักเวทระดับอัศวินถึงสองคน ! “

     

          ทหารที่กำลังยืนอยู่บนกำแพงเมืองมองไปยังภาพที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดกลัว เพียงแค่สงครามเริ่มต้นก็มีนักเวทระดับอัศวินเข้าร่วมถึงสองคนแล้ว และทั้งสองคนดูเหมือนจะไม่ใช่เป็นแม่ทัพใหญ่ในศึกครั้งนี้อีกด้วย 

     

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน