แอเรียสที่ยืนอยู่บนกำแพงนั้นไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีผู้ที่หมายหัวตัวเองอยู่มากเพียงใดค่าหัวที่สูงลิ่วของแอเรียสทำให้ตอนนี้เหล่าข้าศึกแทบจะมุ่งเป้ามาที่เขาเพียงคนเดียวด้วยซ้ำไป การศึกในครั้งนี้ของแอเรียสนับว่าตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ไม่เพียงแต่ข้าศึกเท่านั้นที่หมายหัวแอเรียส แต่มีชายผู้หนึ่งที่รับหน้าที่ดูแลกำแพงเมืองกำลังส่งสายตาอาฆาตจ้องมองมาทางแอเรียสอยู่เป็นระยะเช่นกัน
“ ดูเหมือนเนสโต้จะกัดเจ้าไม่ปล่อยเลยนะแอเรียส ระวังตัวไว้บ้างก็ดี “
เสียงเตือนของฟาร์ฮานที่ยืนอยู่ข้างๆน้ำเสียงของเขาดูจะกังวลอยู่ไม่น้อย
“ ช่างมันประไร ศึกครั้งนี้หากข้าคาดเดาไม่ผิด พวกเรากับมันคงได้ยืนอยู่คนละฝากฝั่งกัน “
“ เนสโต้เป็นอัศวินที่จงรักภักดีกับดยุคโคเว่นมานานหลายปี ข้าว่าเรื่องที่เจ้าสงสัยอาจจะเป็นแค่การเข้าใจผิดก็ได้นะ“
“ หากเลี้ยงดูสุนัขมันย่อมซื่อสัตย์กับเจ้าของยังวาระสุดท้ายของชีวิต แต่หากเลี้ยงอสรพิษมันย่อมพร้อมที่จะแว้งกัดเจ้าของได้ตลอดเวลา ข้าก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่ดยุคโคเว่นเลี้ยงดูเอาไว้จะไม่ใช่อย่างหลัง “
ฟาร์ฮานจ้องมองไปยังหลานชายของตนด้วยความไม่อาจจะเชื่อได้ว่านี่คือผู้ที่เคยถูกตราหน้าว่าไร้ประโยชน์ เขาไม่คิดเลยว่าแอเรียสที่ดูอ่อนแอในวันวานเปลี่ยแปลงได้ถึงเพียงนี้ ทั้งความคิดความอ่านในการมองคนหรือแม้แต่พรสวรรค์ในด้านพลังเวท ถึงแม้ตระกูลสการ์เชียจะถูกโจมตีไปจนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ แต่เขาเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมเลยว่าแอเรียสผู้นี้ต้องสามารถพาตระกูลสการ์เชียให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้แน่
ทันใดนั้นเองเสียงกลองรบก็ถูกตีขึ้นจากอีกฝากของแม่น้ำ แม้จะห่างไกลแต่แอเรียสที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองก็สามารถได้ยินมันอย่างชัดเจน จัดหวะท่วงทำนองอันหนักแน่นปลุกใจของผู้คนให้ฮึกเหิม เสียงเฮของเหล่าทหารในกองทัพข้าศึกดังก้องไปทั่วอีกฝากฝั่งของแม่น้ำ เหล่าลูกไฟเวทที่ถูกยิงขึ้นบนท้องฟ้าคล้ายกับเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่แอเรียสก็ไม่อาจจะเข้าใจ เสียงของสัตว์อสูรที่ถูกควบคุมไว้โดยพวกมันคำรามออกมาด้วยความดุร้าย วิหคขนาดใหญ่กว่าสิบตัวเริ่มกระพือปีกขึ้นบินบนท้องนภา
“ อย่าบอกนะว่าพวกมันจะบุกเข้ามาทางท้องฟ้า ถ้าเช่นนั้นพวกมันจะเตรียมกองกำลังกว่าพันคนมาทำไม บุกเข้ามาบนท้องฟ้าก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น “
แอเรียสขมวดคิ้วจ้องมองไปยังการกระทำของข้าศึกด้วยความสงสัย
ทันใดนั้นเองเรื่องที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อสะพานข้ามแม่น้ำที่เคยขวางกั้นข้าศึกไม่ให้ข้ามแม่น้ำมาได้อยู่ๆก็ถูกยกลงอย่างช้าๆ
“ ใครเป็นคนออกคำสั่งให้ยกสะพานลง!! “
ดยุคโคเว่นตะโกนออกมาด้วยความโกรธ แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งคำตอบใดๆเมื่อเขาหันไปเห็นสายตาของเหล่าผู้คนที่มีอำนาจต่างเต็มไปด้วยความสับสนเช่นเดียวกัน
“ รีบไปหยุดพวกมันซะ !! “
ทันทีที่ดยุคโคเว่นออกคำสั่งออกมา ร่างของอลันที่ยืนอยู่เคียงข้างดยุคโคเว่นก็เคลื่อนที่ออกไปอย่างรวดเร็ว สายลมที่ก่อตัวขึ้นรอบร่างของอลันราวกับพายุขนาดย่อมที่พัดขึ้นบนกำแพงเมือง เพียงไม่กี่วินาทีก็เห็นร่างของเขาเคลื่อนที่ออกไปไกลแล้ว
“ ไม่ทันการหรอกนายท่าน สะพานยกลงไปแล้ว ทางที่ดีเราควรเตรียมพร้อมรับมือข้าศึกเอาไว้ ในเมื่อมันกล้าที่จะบุกเมืองเบอเนียร์ก็ต้องทำให้มันรู้สำนึกว่าพวกมันต่ำต้อยถึงเพียงใด“
เป็นเสียงของชายชราในคลุมสีแดงเข้ม มือข้างหนึ่งถือไว้ด้วยไม้เท้าสีดำสนิทที่หุ้มด้วยหนังของอสรพิษ บนหัวของชายชรามีนกตัวสีเขียวเข้มกำลังบินวนไปมาดูแล้วน่ารำคาญตาอยู่ไม่น้อย แอเรียสจดจำคนนี้ได้ดี ชายชราผู้นี้ชื่อว่ามอร์เล่ เขาเป็นคนที่มีหน้าที่ดูแลโรงประมูลสายหมอกที่เขาเคยให้ตรวจสอบเม็ดยาอาบจันทราในครั้งนั้น แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สามารถจดจำแอเรียสได้เลยแม้แต่น้อย
มอร์เล่แม้จะดูแก่ชราแต่พลังของเขาก็ยังคงแข็งแกร่งเป็นถึงระดับนักรบขั้นที่แปด ซึ่งเหนือกว่าความคาดหมายของแอเรียสไปเล็กน้อย ในคราแรกที่เจอกันเขาคิดว่าชายผู้นี้จะเป็นเพียงระดับนักรบขั้นต้นเท่านั้น แต่ดูเหมือนเขาจะแข็งแกร่งกว่านั้นมาก และการที่เขาสามารถยืนเคียงข้างดยุคโคเว่นได้เช่นนี้แสดงว่าเขาก็มีตำแหน่งที่สำคัญในตระกูลฮาร์เกน
“ รอนด้าสั่งพลธนูเตรียมตัวให้พร้อม หากพวกมันเข้ามาในระยะยิงเมื่อไหร่ให้ยิงธนูเวทออกไปทันที ! “
“ รับทราบนายท่าน “
รอนด้าขานรับด้วยความแข็งขัน เสียงตะโกนสั่งเหล่าพลธนูดังขึ้นอยู่เป็นระยะ เหล่าพลธนูที่ยืนเรียงรายอยู่บนกำแพงเมืองต่างเริ่มเตรียมพร้อมรบในทันที พลธนูต่างโก่งคันศรเตรียมพร้อมที่จะสังหารข้าศึกได้ทุกเมื่อ ดวงตาของพวกเขาแหลมคมราวกับเหยี่ยว
“ เซน ร็อกโก้ พวกเจ้านำกองกำลังไปปกป้องกำแพงเมืองเอาไว้ !! อย่าให้พวกมันประชิดกำแพงเมืองได้เด็ดขาด “
เสียงสั่งการของดยุคโคเว่นดังออกมาอยู่เป็นระยะ ยิ่งกองกำลังของข้าศึกบุกเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่เข้ายิ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าอัศวินทั้งห้าต่างได้รับหน้าที่ของตัวเองตามที่ดยุคโคเว่นมอบหมาย
เพียงไม่นานอลันก็กลับมารายงานข่าวอันน่าตกใจให้กับดยุคโคเว่น ทหารที่มีหน้าที่ดูแลป้อมสังเกตุการหน้าเมืองรวมถึงมีหน้าที่ในการยกสะพานต่างถูกสังหารไปจนหมดแล้ว ที่เหลืออยู่มีเพียงศัตรูที่แฝงตัวเข้ามาสามคนเท่านั้น แม้อลันจะสังหารพวกมันทั้งสามไปจนหมดแต่ก็ไม่อาจจะขวางกั้นกองทัพข้าศึกที่กำลังบุกมาได้
เสียงฝีเท้าของข้าศึกกว่าพันคนที่กำลังพุ่งเข้ามาหวังประชิดกำแพงเมืองดังสั่นสะเทือนไปทั่ว พวกมันบุกเข้ามาโดยไม่มีความเกรงกลัวใดๆเลยแม้แต่น้อย ลูกธนูจากพลธนูเริ่มยิงเข้าใส่ข้าศึกราวกับห่าฝน ลูกธนูอันแหลมคมเจาะผ่านร่างของข้าศึกนับสิบเข้าไปในทันที บ้างตายในทันที บ้างก็ร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด กลิ่นคาวเลือดเริ่มโชยออกมาจากสนามรบ ในที่สุดสมรภูมิแห่งความตายที่แท้จริงก็ได้เริ่มต้นขึ้น แต่แล้วก็มีพายุลูกใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือกองทัพข้าศึก มันพัดลูกธนูเหล่านั้นจนปลิวออกไปตามสายลม บ้างก็หักกระจายจนกลายเป็นเพียงแค่เศษไม้เท่านั้น ศูนย์กลางของลมพายุนั้นคือนักเวทในชุดเกราะที่ดูแข็งแกร่งผู้หนึ่ง ระดับของมันนั้นแตกต่างกับพวกทหารคนอื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะมันเป็นถึงระดับอัศวินขั้นที่สอง และเมื่อนักเวทระดับอัศวินเริ่มเข้าร่วมสงคราม ลำพังแค่ลูกธนูที่ยิงออกมาจากที่ห่างไกลก็ไม่อาจจะทำสิ่งใดได้
ภาพของนักเวทระดับอัศวินที่ร่ายเวทวายุออกมานั้นทำให้เหล่าทหารและเหล่าผู้คนบนกำแพงเมืองเบอเนียร์เต็มไปด้วยความตกตะลึง ไม่ใช่เพราะพลังอันแข็งแกร่งที่แสดงออกมา ไม่ใช่เพราะชุดเกราะที่ส่องประกายสะท้อนกับดวงอาทิตย์ แต่มันเป็นเพราะใบหน้าของนักเวทผู้นั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนต่างคุ้นชินเป็นอย่างดี
“ นั่นมัน..ท่านคาซัส นี่เขาทรยศเมืองเบอเนียร์จริงๆอย่างนั้นรึ “
“ เจ้ายังจะเรียกเจ้าคนทรยศนั่นว่าท่านอีกงั้นรึ เจ้าก็เห็นอยู่เต็มตาไม่ใช่รึยังไงว่ามันทรยศเมืองเบอเนียร์ เจ้าเห็นพวกนักเวทที่อยู่ใกล้ๆกับคาซัสหรือไม่ นั่นก็ล้วนแต่คนในตระกูลฮอบสันทั้งหมด บัดซบ !! พวกมันร่วมมือกันทรยศพวกเรา “
เสียงพูดคุยของพลธนูสองคนที่กำลังระดมยิงฝนลูกธนูไปยังกองทัพของข้าศึก
“ เป็นไปตามที่นายท่านคาดไว้จริงๆ เจ้าคาซัสและคนในตระกูลของมันร่วมกันทรยศเมืองเบอเนียร์ คาซัสย่อมรู้ถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของเมืองเบอเนียร์ดี หนำซ้ำมันยังเป็นถึงระดับอัศวิน พวกเราจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดีนายท่าน หรือเราจะเกลี้ยกล่อมคาซัสกับตระกูลฮอบสันให้กลับมาอยู่ฝ่ายเราดี “
มอร์เล่หันมาถามดยุคโคเว่นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ สังหารมันให้หมดซะ ไม่จำเป็นต้องเจรจาใดๆ “
ดยุคโคเว่นออกคำสั่งมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด สายตาอันคมกริบจ้องมองไปยังคาซัสที่อยู่ท่ามกลางกองทัพของศัตรูด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น หากมันคิดจะหนีศึกไปจากเมืองเบอเนียร์เขาคงไม่ลงโทษมันที่ขาดกลัวความตาย แต่ในเมื่อมันเลือกแปรพักตร์แล้วหันคมหอกคมดาบเข้าสู่เมืองเบอเนียร์ โทษของมันมีเพียงสถานเดียวเท่านั้น
เมื่อกองทัพฝ่ายข้าศึกมีนักเวทระดับอัศวินคอยคุ้มกันจากห่าธนูนับร้อยเหล่านั้น พวกมันจึงบุกเข้ามาใกล้กำแพงเมืองเบอเนียร์อย่างไร้ซึ่งความหวาดกลัว แม้จะมีหลายสิบคนที่ต้องตกตายภายใต้ลูกธนูอันแหลมคมเหล่านั้นแต่ก็ยังมีเหล่าทหารอีกมากกว่าหนึ่งพันคนที่ยังมีชีวิต
ทันใดนั้นเองเกลียวคลื่นลูกหนึ่งถูกยิงออกมาจากนักเวทที่นั่งอยู่บนหลังของอสูรวิหคขนาดใหญ่ มันฉีกกระฉากร่างของพลธนูผู้หนึ่งออกเป็นสองส่วนในทันที ความรุนแรงจากพลังเวทของมันยังทำให้พลธนูอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆกระเด็นออกไปไกล แม้จะรอดชีวิตแต่พลธนูทั้งสองก็ไม่อาจจะเข้าร่วมศึกได้ อาการของพวกมันทั้งสองนับว่าเป็นตายเท่ากัน
“ นั่นก็นักเวทระดับอัศวิน!! “
“ บ้าน่า นี่พวกมันมีนักเวทระดับอัศวินถึงสองคน ! “
ทหารที่กำลังยืนอยู่บนกำแพงเมืองมองไปยังภาพที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดกลัว เพียงแค่สงครามเริ่มต้นก็มีนักเวทระดับอัศวินเข้าร่วมถึงสองคนแล้ว และทั้งสองคนดูเหมือนจะไม่ใช่เป็นแม่ทัพใหญ่ในศึกครั้งนี้อีกด้วย