Age of war

    ตอนที่ 32 ศึกตีหอคอยบาเบล

    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “แย่แล้ว ประตูหน้าถูกตีแตกแล้วค่ะ! ”

    “งั้นบุกเลย! ”

    เสียงสั่งการบุกโจมตีของแม่ทัพทอมได้ดังลอดผ่านสนามรบ

    ที่ตรงหน้าคือกองทัพทหารราบของพวกยักษ์ซึ่งกำลังตีป้อมปราการที่มีลักษณะคล้ายกับหอคอยบาเบลในตำนาน

    แผนการเคลื่อนทัพอ้อมมาบุกหอคอยบาเบลเป็นไปได้อย่างราบรื่นดี

    “ทางนั้นเป็นยังไงบ้างแล้วนะ? ”

    ฉันหันกลับไปดูที่ข้างหลังของตัวเอง

    สนามรบตรงกลางทุ่งหญ้านั้นช่างรุนแรง หมอกฝุ่นตลบที่ลอยสูงหนานั้น ทำให้ฉันไม่อาจทราบได้ว่าฝ่ายใดที่กำลังได้เปรียบหรือเสียเปรียบอยู่

    “มีแต่ต้องไว้ใจแล้วลุยต่อไปนั่นละ”

    ฉันคิดเช่นนั้น ก่อนที่จะกลับมาตั้งสมาธิกับการต่อสู้ของตัวเองอีกครั้ง

    คลื่นทัพม้าจำนวนสองหมื่นได้ถาโถมตรงเข้าสู่กองทัพยักษ์ที่กำลังบุกตีหอคอยบาเบล

    “พุ่งทะลวง เน้นทำลายบัลลิสตาเป็นหลัก! ”

    อัศวินเกราะเหล็กสีเงินต่างชูดาบขึ้นฟ้าพร้อมกับผ้าคลุมสีน้ำเงินที่โบกสะบัดไปตามลม

    เพกาซัสของทอมได้ชูธงนำเอาชัยขึ้นสู่ฟากฟ้า

    บรรดาม้าแฟนตาซีที่ทรงพลังได้วิ่งพุ่งตรงเข้าไปที่ทางด้านข้างของกองทัพยักษ์

    พวกยักษ์ต่างหันหน้ามาทางพวกเราที่ปรากฏตัวอย่างมิได้คาดหมาย

    ทวนยาวกว่าสามเมตรได้ถูกวางลงและพุ่งตรงไปด้านหน้าเป็นทิวแถว

    ประดุจดั่งเคียวยมทูตที่จะปลิดชีพทุกผู้เหล่าที่ขวางทาง

    พุ่งตรงดิ่ง แหวกทะลวงอย่างฉันพลัน จนแตกพ่าย

    ฉันที่อยู่บริเวณปีกขวาของขบวนทัพ ได้ใช้พลองเก็บกวาดพวกยักษ์ที่รอดชีวิตจากปลายแหลมของทวนเหล่านั้น

    เพียงแค่ห้านาที กองทัพม้าจำนวนสองหมื่นก็วิ่งแหวกทัพของยักษ์จนแตกเป็นสองส่วน

    ซากศพกับซากบัลลิสตาที่ใช้ยิงกำแพงเมืองได้ถูกทำลายจนเกือบสิ้น

    กองทัพของพวกยักษ์ได้เกิดความโกลาหลไปทั่วต่อการปรากฏตัวของกองทัพหน้าใหม่นี้

    “วกทัพกลับ บุกเข้าประตูหน้า! พวกเราจะยึดหอคอยบาเบลนั้นกัน! ”

    แม่ทัพทอมกำลังคิดจะเปลี่ยนแผนการจากลอบขโมยกลับ เป็นการยึดป้อมแทน

    ฉันเองก็เห็นด้วยกับความคิดของเขา เพราะท่ามกลางสนามรบแบบนี้ การจะขนทรัพยากรณ์และอาวุธจำนวนมากกลับไป คงไม่อาจทำได้โดยไม่มีใครเห็น

    โชคดีที่บนหอคอยบาเบลยังไม่ถูกตีแตกสมบูรณ์

    ฉันยังเห็นกองทัพของพวกคลั่งกำลังต่อสู้อยู่บนหอคอยนั้น

    ทหารในชุดเกราะโซ่ซึ่งสวมชุดคลุมสีขาวประทับตราสัญลักษณ์รูปโครงมนุษย์ไร้หน้า แขน และขา อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาได้ปรากฏสู่สายตาของฉันที่บนยอดหอคอยนั้น

    เสียงปืนได้ดังลั่นออกมาเป็นจังหวะ

    พวกนั้นยังคงต่อสู้อยู่

    “เคลื่อนพล! ”

    ทอมนำทัพม้าวิ่งเลียบแม่น้ำเพื่อเลี่ยงการปะทะกับพวกยักษ์ที่เหลือ

    พวกยักษ์ที่ยังสับสนอยู่นั้น เริ่มเตรียมจัดทัพใหม่เพื่อป้องกันการเข้าโจมตีของพวกเรา

    แต่พวกมันตอบสนองช้าไปแล้ว

    “ย่า! ”

    ทัพม้าสองหมื่นนายได้พุ่งทะลักไหลบ่าเข้าไปที่ประตูเหล็กสูงสามเมตร กว้างสี่เมตรตรงหน้า แทนที่พวกยักษ์ที่กำลังเดินบุกเข้าไป

    บรรดายักษ์ต่างปลิวกระเด็นออกเพราะการพุ่งทะลวงอันทรงพลังของทัพม้าที่เกรียงไกร

    “ปิดประตูหน้า นายพลสมิธรับหน้าที่ปกป้องประตู ที่เหลือ ตามข้าพเจ้ามา! ”

    ทันทีที่ข้ามพ้นเขตประตูเข้ามา นายทหารราวห้าพันคนก็รีบเร่งลงจากหลังม้า พร้อมกับตัดรอกฉุกเฉินข้างประตู เพื่อปิดประตูบานยักลงมาในทันที

    บานเหล็กหนาที่แขวนซ่อนเอาไว้หลังกำแพงได้เลื่อนตัวลงตามแรงดึงดูดของโลก

    “เอรีส จากนี้จะเป็นการเดินเท้า ช่วยระวังหลังให้ผมด้วย”

    “ได้เลย! ”

    ฉันตอบรับแอร์บาร์สพร้อมกับกระโดดลงมาจากหลังม้าปีศาจของตัวเอง

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงเป่าแตรเขาสัตว์ดังขึ้นมาจากอีกฟากของกำแพง

    นั่นมันสัญญาณอะไรกันนะ?



    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    “ชนะเสียที”

    ข้ายืนมองดูกองทัพของพวกยักษาน้อยที่กำลังถอนทัพตรงหน้า

    พอปราบคนที่ดูน่าจะเป็นแม่ทัพของศัตรูได้ ขบวนทัพของพวกมันก็เริ่มวุ่นวายอย่างเห็นได้ชัด

    พอพวกข้าเริ่มไล่โจมตีใส่อีกนิด พวกมันก็พากันถอนทัพกลับไปทันที

    ไม่ว่าจะเผ่าไหน สามัญสำนึกในการทำสงครามก็ไม่แตกต่างกันสินะ

    “แต่ฝ่ายเราก็เสียหายพอดูเหมือนกัน…”

    ข้าหันกลับไปมองกองทัพของตัวเอง

    กองกำลังทหารราบเหลือเพียงสามหมื่น ส่วนกองทัพอสูรปีกเองก็เหลือเพียงแปดร้อยตัวเท่านั้น

    ส่วนเปอร์ไซด์… แม่หนูนางฟ้าของข้ายังคงทำหน้าที่บินสำรวจอยู่บนฟ้าให้กับข้าอยู่

    นึกว่าจะหนีไปแล้วเสียอีก แผนตัวประกันของยัยบ้านั่นใช้ได้ผลจริง ๆ ด้วยแฮะ

    ข้าหันกลับไปดูสภาพของอาวุธภายในกองทัพตัวเอง

    ธนูกับฉมวกเหล็กแทบจะไม่เหลือ แถมทุกคนก็เริ่มเหนื่อยล้ากันแล้ว

    “คงทำศึกอีกรอบไม่ไหวแน่… หวังว่าป้อมคงถูกตีแตกไปแล้วนะ”

    ในตอนที่ข้ากำลังคิดเช่นนั้นอยู่

    “---หวูด~ หวูด~”

    เสียงสัญญาณเป่าแตรอสูรก็ได้ดังก้องขึ้นมา

    นั่นเป็นเสียงร้องฉุกเฉิน

    “ให้ตายสิ เกิดอะไรขึ้นกันอีกละเนี่ย!? ทุกคน รีบกลับไปที่หน้าป้อม เดียวนี้เลย! ”



    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “เสียงอะไรกันนะ? ”

    “เอรีส อย่าเหม่อลอยสิ! ”

    แอร์บาส์รกรีดเสียงร้องเตือนฉัน

    บนเส้นทางเดินหินที่กว้างเพียงแปดเมตรภายในหอคอยบาเบลแห่งนี้ กำลังเต็มไปด้วยกองทัพของเผ่ายักษ์

    เสียงที่ดังก้องมาจากข้างบน ทำให้ฉันรู้ว่ายังมีการต่อสู้อยู่

    “เอรีส! ”

    “สบายน่า”

    ตรีศูลของยักษ์ตรงหน้าได้ถูกหวดลงมาจากด้านบน

    ฉันย่อตัวลงต่ำเพื่อหลบ แล้วส่งเข่าลอยใส่กล่องดวงใจของมันเต็มแรง

    กระจับเหล็กที่หุ้มเอาไว้ได้บุบลงอย่างน่ากลัวพร้อมกับเสียงบางอย่างที่แตกกระจาย

    “ขอโทษนะ แต่ช้าเป็นเต่าเลยแกนะ”

    ฉันกระโดดแล้วหวดตะบองเหล็กใส่กลางกระหม่อมของมันจนดับดิ้น

    หากเทียบกับมนุษย์มดแล้ว ฉันว่าพวกยักษ์ต่อสู้ง่ายกว่าเยอะ

    พวกมนุษย์มดมันรวดเร็ว แถมพลังชีวิตสูง บางครั้งต่อให้บี้หัวไปแล้ว ร่างกายก็ยังขยับได้อยู่

    แต่พวกยักษ์ มันมีดีแค่ร่างกายอันใหญ่โตกับพละกำลังเท่านั้นเอง แถมวิชาต่อสู้ก็ตรงไปตรงมาไม่มีพลิกแพลงใด ๆ ให้น่ากลัวอีกด้วย

    หากอ่านจังหวะหลบได้ การต่อสู้กับพวกมันก็เป็นเรื่องง่าย---

    “อ๊าก!? ”

    “พวกนี้แม่งแรงเยอะชิบ--อ๊ากกก! ”

    “ม่าย อย่า อย่าาาา! ”

    ขอถอนคำพูด คงมีแค่มีฉัน แอร์บาส์ร กับพวกที่เป็นยอดนักสู้ ถึงจะต่อกรได้เท่านั้น

    พวกทหารคนอื่นนั้น กลับเลือกใช้วิธีต่อสู้แบบตรงไปตรงมา เข้าไปปะดาบกับพวกยักษ์โดยตรงแทน

    ไปสู้แรงกับยักษ์ตรง ๆ แบบนั้นแล้วมันจะไปชนะได้มั้ยละ?

    ขนาดฉันที่ว่าตัวเองบ้าพลัง ยังไม่กล้าไปสู้แรงกับมันตรง ๆ เลยนะ

    “คนที่สอง”

    ฉันใช้ร่างอันใหญ่โตของศพตรงหน้าเป็นแท่นกระโดด

    ถีบตัวขึ้นจรดเพดานหิน แล้วถีบตัวเองลงมาโดยหันปลายพลองเหล็กออก

    แล้วจัดการกระแทกลงบนกระหม่อมของยักษ์ตัวที่สองจนดับดิ้นไป

    ต่อให้พวกมันสวมชุดกับฮูดเกล็ดมังกร แต่พวกมันก็ไม่ได้ออกแบบมาให้ช่วยซับแรงกระแทกอยู่ดี

    ไม่จำเป็นต้องใช้คมดาบ เพียงแค่กระแทกแรง ๆ ให้ตรงจุด มันก็สามารถเอาชีวิตอีกฝ่ายได้แล้ว

    “เอรีส! ”

    “อือ”

    หอกที่มีใบมีดรูปใบไม้อันเป็นเอกลัษณ์เฉพาะได้ถูกเขวี้ยงออกไปจากมือของแอร์บาส์ร

    หอกเล่มนั้นได้พุ่งทะลุเสียบยักษ์ที่กำลังจะเหวี่ยงตะบองเหล็กยาวสามเมตรลงมาใส่ฉันพอดี

    “ขอบใจนะ”

    “เธออย่าเข้าไปลึกมากนักสิ มันอันตรายนะ! ”

    “ฮะ ฮะ ฮะ นั่นสินะ”

    ว่าแล้วฉันก็พุ่งกระโดดขึ้นไปบนเพดานอีกรอบ

    จะว่าไปแล้ว กองทัพช้างของพวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่ดูน่าเกรงขามเหมือนกันนะ

    แต่ทว่าตามหลักยุทธวิธีการรบแล้ว พวกสัตว์ยักษ์อย่างช้าง มักจะเอาเอาไว้ใช้เพื่อข่มขวัญทัพศัตรู หรือไม่ก็ใช้เพื่อบุกทะลวงไม่ใช่หรือ?

    แต่พวกเขาเหมือนจะเอามาใช้แทนกองทัพม้าแบบนั้น มันจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ?

    “อย่าเหม่อสิเอรีส! ”

    “สบาย ๆ น่า”

    ฉันตอบแอร์บาส์รด้วยท่าทีที่สบายอารมณ์ไปพร้อมกับจัดศพที่สามของยักษ์

    พวกนี้จัดการง่ายจริง ๆ ไม่มีใครที่เขี้ยวลากดินกว่านี้แล้วหรือยังไงกัน?

    ที่ปีกขวาของแนวหน้า ฉันเห็นแม่ทัพทอมกำลังเหวี่ยงดาบสองมือลงไปตรงหน้า

    ดาบเล่มโตที่ยาวสองเมตรเล่มนั้น เขาสามารถเหวี่ยงมันได้ราวกับเป็นท่อนไม้ที่เบาหวิว

    ยักษ์ตรงหน้าได้ถูกดาบของเขาฟันเข้าใส่ในส่วนที่ไร้ซึ่งเกราะเกล็ดมังกรปกคลุม

    ทอมชักดาบกลับออกมา แล้วก้มตัวเหวี่ยงดาบออกไปต่อเนื่องอย่างไม่หยุดพักหายใจ

    สี่เพลงดาบกับอีกสี่ศพได้เกิดขึ้นที่รอบตัวของเขา

    ฝีมือช่างเฉียบคมยิ่งนัก

    การรุกคืบยังคงเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยการนำของฉัน แอร์บาส์ร และแม่ทัพทอม

    ช่องทางเดินที่ปูไปด้วยหิน พรมสีแดง เชิงเทียน และช่องเปิดแบบสถาปัตยกรรมกอทิกที่เรียงรายอยู่ในทางเดินนี้ ได้ถูกเติมเต็มไปด้วยศพของยักษ์และมนุษย์

    ฉันเห็นศพของพวกคลั่งที่สวมชุดคลุมสีขาวประทับตรารูปโครงมนุษย์ที่ไร้หน้า แขน และขา กำลังนอนเรียงรายอยู่เต็มไปหมดเช่นกัน

    “ปืน...”

    ฉันเก็บปืนที่ตกอยู่ข้างศพขึ้นมาดู

    มันบิดงออย่างน่ากลัว บางทีคงถูกพวกยักษ์พังทิ้งไปสินะ

    “คงไม่ใช่ถูกพังทิ้งหมดแล้วนะ? ”

    “บางทีอาจจะเป็นแบบนั้นอยู่นะเอรีส”

    แอร์บาส์รชี้ไปที่พื้นข้างหน้า

    มีปืนอีกหลายกระบอกที่ถูกบิดงอไม่เข้ารูปวางอยู่ข้างศพของมนุษย์

    “... ให้ตายสิ”

    แบบนี้พวกเราก็ยกทัพมาฟรีนะสิ

    ในตอนนั้นเองที่เสียงปืนซึ่งดังจากชั้นบนได้เงียบลง

    “อย่าบอกนะว่า…”

    ในเวลาต่อมา ก็มีพวกยักษ์ราวห้าสิบนายเดินกลับลงมา

    “%) =+%:...!? ”

    มันพูดอะไรบางอย่างด้วยความโกรธ ก่อนที่จะพุ่งตรงเข้าใส่พวกเรา

    เร็ว!?

    ฉันกระโดดหลบไปทางขวา แล้วหวดไม้พลองสวนกลับไป

    แต่มันกลับสามารถยกแขนขวาขึ้นมาจับไม้พลองไว้ได้ทัน

    ฉันรีบทิ้งไม้พลองไปในทันที แล้วเริ่มตั้งท่าจดมวยตามอย่างความรู้ของมือสมัครเล่น

    ยักษ์ตรงหน้าฉันไม่รีบบุกเข้ามาเหมือนคนอื่น แต่จับจ้องอย่างระแวดระวังแทน

    ระหว่างที่จับจ้องกัน อยู่ ๆ มันก็ใช้เท้าถีบส่งพรมสีแดงเข้าใส่ฉัน

    ฉันรีบหลบฉากออกมา แต่ที่ตรงนั้นก็มีหอกของมันเตรียมรอแทงเอาไว้แล้ว

    ฉันเบียงตัวออก และใช้แขนขวาพยายามเบี่ยงเบนวิถีโจมตีของมัน

    เลือดสีแดงได้ไหลทะลักเป็นทางยาวไปตามแขนขวาข้างนี้

    ให้ตายสิ ไอหมอนี่มันไม่ได้ต่อสู้โดยใช้แต่พละกำลังนี่น่า?

    ฉันเลียริมฝีปากของตัวเอง

    แบบนี้ค่อยสนุกหน่อย!

    “เข้ามา---”

    “เอรีส อันตราย! ”

    “%::) +/!!!! ....”

    แต่ก่อนที่ฉันจะได้เริ่มการต่อสู้อันน่าตื่นเต้น แอร์บาส์รที่มาจากไหนก็ไม่รู้ ก็ได้พุ่งเข้ามาแทงใส่หัวของมันจากทางด้านข้าง

    เลือดสีดำได้ไหลทะลักออกมาจากเป้าตาของยักษ์อย่างรุนแรง ก่อนที่จะล้มลงไป

    “เอรีสไม่เป็นไรนะ”

    “...”

    แกจะมาแย่งเหยื่อของฉันทำไมกันยะ!?



    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    “เสร็จกัน…”

    พอข้ากลับมาที่หน้าป้อมปราการของพวกยักษาน้อย ข้าก็พบว่าป้อมได้ถูกยึดกลับไปแล้ว

    ระหว่างที่ข้ามัวแต่ออกไปต้อนรับกำลังเสริมของพวกมัน ก็มีอีกกองกำลังหนึ่งอ้อมมาเข้าตีพวกข้าที่กำลังตีป้อมตรงนี้แทน

    ผลลัพธ์คือกองทัพของข้าได้ถูกดันกลับออกมาจนถูกยึดป้อมกลับไป

    ลูกน้องมือขวา [ปาปาย่า] ที่นำทัพเองก็พลาดท่าเสียชีวิตไปเช่นกัน

    แถมเครื่องยิงฉมวกเองก็ถูกถล่มจนเสียหายยับ

    “ช่วยไม่ได้…”

    แบบนี้คงต้องถอยทัพกลับไปก่อน

    สเบียงมีไม่พอ อาวุธเองก็ใกล้หมด หากฝืนดันทุรังบุกตีป้อมต่อ คงจะเป็นฝ่ายเราที่ถูกถล่มจนย่อยยับแทน

    “ทุกคน ถอยทัพกลับ”

    ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องจำยอมถอยทัพกลับอย่างช่วยไม่ได้

    ฝากไว้ก่อนเถอะนะเจ้าพวกยักษาน้อย!

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน