***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“แย่แล้ว ประตูหน้าถูกตีแตกแล้วค่ะ! ”
“งั้นบุกเลย! ”
เสียงสั่งการบุกโจมตีของแม่ทัพทอมได้ดังลอดผ่านสนามรบ
ที่ตรงหน้าคือกองทัพทหารราบของพวกยักษ์ซึ่งกำลังตีป้อมปราการที่มีลักษณะคล้ายกับหอคอยบาเบลในตำนาน
แผนการเคลื่อนทัพอ้อมมาบุกหอคอยบาเบลเป็นไปได้อย่างราบรื่นดี
“ทางนั้นเป็นยังไงบ้างแล้วนะ? ”
ฉันหันกลับไปดูที่ข้างหลังของตัวเอง
สนามรบตรงกลางทุ่งหญ้านั้นช่างรุนแรง หมอกฝุ่นตลบที่ลอยสูงหนานั้น ทำให้ฉันไม่อาจทราบได้ว่าฝ่ายใดที่กำลังได้เปรียบหรือเสียเปรียบอยู่
“มีแต่ต้องไว้ใจแล้วลุยต่อไปนั่นละ”
ฉันคิดเช่นนั้น ก่อนที่จะกลับมาตั้งสมาธิกับการต่อสู้ของตัวเองอีกครั้ง
คลื่นทัพม้าจำนวนสองหมื่นได้ถาโถมตรงเข้าสู่กองทัพยักษ์ที่กำลังบุกตีหอคอยบาเบล
“พุ่งทะลวง เน้นทำลายบัลลิสตาเป็นหลัก! ”
อัศวินเกราะเหล็กสีเงินต่างชูดาบขึ้นฟ้าพร้อมกับผ้าคลุมสีน้ำเงินที่โบกสะบัดไปตามลม
เพกาซัสของทอมได้ชูธงนำเอาชัยขึ้นสู่ฟากฟ้า
บรรดาม้าแฟนตาซีที่ทรงพลังได้วิ่งพุ่งตรงเข้าไปที่ทางด้านข้างของกองทัพยักษ์
พวกยักษ์ต่างหันหน้ามาทางพวกเราที่ปรากฏตัวอย่างมิได้คาดหมาย
ทวนยาวกว่าสามเมตรได้ถูกวางลงและพุ่งตรงไปด้านหน้าเป็นทิวแถว
ประดุจดั่งเคียวยมทูตที่จะปลิดชีพทุกผู้เหล่าที่ขวางทาง
พุ่งตรงดิ่ง แหวกทะลวงอย่างฉันพลัน จนแตกพ่าย
ฉันที่อยู่บริเวณปีกขวาของขบวนทัพ ได้ใช้พลองเก็บกวาดพวกยักษ์ที่รอดชีวิตจากปลายแหลมของทวนเหล่านั้น
เพียงแค่ห้านาที กองทัพม้าจำนวนสองหมื่นก็วิ่งแหวกทัพของยักษ์จนแตกเป็นสองส่วน
ซากศพกับซากบัลลิสตาที่ใช้ยิงกำแพงเมืองได้ถูกทำลายจนเกือบสิ้น
กองทัพของพวกยักษ์ได้เกิดความโกลาหลไปทั่วต่อการปรากฏตัวของกองทัพหน้าใหม่นี้
“วกทัพกลับ บุกเข้าประตูหน้า! พวกเราจะยึดหอคอยบาเบลนั้นกัน! ”
แม่ทัพทอมกำลังคิดจะเปลี่ยนแผนการจากลอบขโมยกลับ เป็นการยึดป้อมแทน
ฉันเองก็เห็นด้วยกับความคิดของเขา เพราะท่ามกลางสนามรบแบบนี้ การจะขนทรัพยากรณ์และอาวุธจำนวนมากกลับไป คงไม่อาจทำได้โดยไม่มีใครเห็น
โชคดีที่บนหอคอยบาเบลยังไม่ถูกตีแตกสมบูรณ์
ฉันยังเห็นกองทัพของพวกคลั่งกำลังต่อสู้อยู่บนหอคอยนั้น
ทหารในชุดเกราะโซ่ซึ่งสวมชุดคลุมสีขาวประทับตราสัญลักษณ์รูปโครงมนุษย์ไร้หน้า แขน และขา อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาได้ปรากฏสู่สายตาของฉันที่บนยอดหอคอยนั้น
เสียงปืนได้ดังลั่นออกมาเป็นจังหวะ
พวกนั้นยังคงต่อสู้อยู่
“เคลื่อนพล! ”
ทอมนำทัพม้าวิ่งเลียบแม่น้ำเพื่อเลี่ยงการปะทะกับพวกยักษ์ที่เหลือ
พวกยักษ์ที่ยังสับสนอยู่นั้น เริ่มเตรียมจัดทัพใหม่เพื่อป้องกันการเข้าโจมตีของพวกเรา
แต่พวกมันตอบสนองช้าไปแล้ว
“ย่า! ”
ทัพม้าสองหมื่นนายได้พุ่งทะลักไหลบ่าเข้าไปที่ประตูเหล็กสูงสามเมตร กว้างสี่เมตรตรงหน้า แทนที่พวกยักษ์ที่กำลังเดินบุกเข้าไป
บรรดายักษ์ต่างปลิวกระเด็นออกเพราะการพุ่งทะลวงอันทรงพลังของทัพม้าที่เกรียงไกร
“ปิดประตูหน้า นายพลสมิธรับหน้าที่ปกป้องประตู ที่เหลือ ตามข้าพเจ้ามา! ”
ทันทีที่ข้ามพ้นเขตประตูเข้ามา นายทหารราวห้าพันคนก็รีบเร่งลงจากหลังม้า พร้อมกับตัดรอกฉุกเฉินข้างประตู เพื่อปิดประตูบานยักลงมาในทันที
บานเหล็กหนาที่แขวนซ่อนเอาไว้หลังกำแพงได้เลื่อนตัวลงตามแรงดึงดูดของโลก
“เอรีส จากนี้จะเป็นการเดินเท้า ช่วยระวังหลังให้ผมด้วย”
“ได้เลย! ”
ฉันตอบรับแอร์บาร์สพร้อมกับกระโดดลงมาจากหลังม้าปีศาจของตัวเอง
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงเป่าแตรเขาสัตว์ดังขึ้นมาจากอีกฟากของกำแพง
นั่นมันสัญญาณอะไรกันนะ?
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
“ชนะเสียที”
ข้ายืนมองดูกองทัพของพวกยักษาน้อยที่กำลังถอนทัพตรงหน้า
พอปราบคนที่ดูน่าจะเป็นแม่ทัพของศัตรูได้ ขบวนทัพของพวกมันก็เริ่มวุ่นวายอย่างเห็นได้ชัด
พอพวกข้าเริ่มไล่โจมตีใส่อีกนิด พวกมันก็พากันถอนทัพกลับไปทันที
ไม่ว่าจะเผ่าไหน สามัญสำนึกในการทำสงครามก็ไม่แตกต่างกันสินะ
“แต่ฝ่ายเราก็เสียหายพอดูเหมือนกัน…”
ข้าหันกลับไปมองกองทัพของตัวเอง
กองกำลังทหารราบเหลือเพียงสามหมื่น ส่วนกองทัพอสูรปีกเองก็เหลือเพียงแปดร้อยตัวเท่านั้น
ส่วนเปอร์ไซด์… แม่หนูนางฟ้าของข้ายังคงทำหน้าที่บินสำรวจอยู่บนฟ้าให้กับข้าอยู่
นึกว่าจะหนีไปแล้วเสียอีก แผนตัวประกันของยัยบ้านั่นใช้ได้ผลจริง ๆ ด้วยแฮะ
ข้าหันกลับไปดูสภาพของอาวุธภายในกองทัพตัวเอง
ธนูกับฉมวกเหล็กแทบจะไม่เหลือ แถมทุกคนก็เริ่มเหนื่อยล้ากันแล้ว
“คงทำศึกอีกรอบไม่ไหวแน่… หวังว่าป้อมคงถูกตีแตกไปแล้วนะ”
ในตอนที่ข้ากำลังคิดเช่นนั้นอยู่
“---หวูด~ หวูด~”
เสียงสัญญาณเป่าแตรอสูรก็ได้ดังก้องขึ้นมา
นั่นเป็นเสียงร้องฉุกเฉิน
“ให้ตายสิ เกิดอะไรขึ้นกันอีกละเนี่ย!? ทุกคน รีบกลับไปที่หน้าป้อม เดียวนี้เลย! ”
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“เสียงอะไรกันนะ? ”
“เอรีส อย่าเหม่อลอยสิ! ”
แอร์บาส์รกรีดเสียงร้องเตือนฉัน
บนเส้นทางเดินหินที่กว้างเพียงแปดเมตรภายในหอคอยบาเบลแห่งนี้ กำลังเต็มไปด้วยกองทัพของเผ่ายักษ์
เสียงที่ดังก้องมาจากข้างบน ทำให้ฉันรู้ว่ายังมีการต่อสู้อยู่
“เอรีส! ”
“สบายน่า”
ตรีศูลของยักษ์ตรงหน้าได้ถูกหวดลงมาจากด้านบน
ฉันย่อตัวลงต่ำเพื่อหลบ แล้วส่งเข่าลอยใส่กล่องดวงใจของมันเต็มแรง
กระจับเหล็กที่หุ้มเอาไว้ได้บุบลงอย่างน่ากลัวพร้อมกับเสียงบางอย่างที่แตกกระจาย
“ขอโทษนะ แต่ช้าเป็นเต่าเลยแกนะ”
ฉันกระโดดแล้วหวดตะบองเหล็กใส่กลางกระหม่อมของมันจนดับดิ้น
หากเทียบกับมนุษย์มดแล้ว ฉันว่าพวกยักษ์ต่อสู้ง่ายกว่าเยอะ
พวกมนุษย์มดมันรวดเร็ว แถมพลังชีวิตสูง บางครั้งต่อให้บี้หัวไปแล้ว ร่างกายก็ยังขยับได้อยู่
แต่พวกยักษ์ มันมีดีแค่ร่างกายอันใหญ่โตกับพละกำลังเท่านั้นเอง แถมวิชาต่อสู้ก็ตรงไปตรงมาไม่มีพลิกแพลงใด ๆ ให้น่ากลัวอีกด้วย
หากอ่านจังหวะหลบได้ การต่อสู้กับพวกมันก็เป็นเรื่องง่าย---
“อ๊าก!? ”
“พวกนี้แม่งแรงเยอะชิบ--อ๊ากกก! ”
“ม่าย อย่า อย่าาาา! ”
ขอถอนคำพูด คงมีแค่มีฉัน แอร์บาส์ร กับพวกที่เป็นยอดนักสู้ ถึงจะต่อกรได้เท่านั้น
พวกทหารคนอื่นนั้น กลับเลือกใช้วิธีต่อสู้แบบตรงไปตรงมา เข้าไปปะดาบกับพวกยักษ์โดยตรงแทน
ไปสู้แรงกับยักษ์ตรง ๆ แบบนั้นแล้วมันจะไปชนะได้มั้ยละ?
ขนาดฉันที่ว่าตัวเองบ้าพลัง ยังไม่กล้าไปสู้แรงกับมันตรง ๆ เลยนะ
“คนที่สอง”
ฉันใช้ร่างอันใหญ่โตของศพตรงหน้าเป็นแท่นกระโดด
ถีบตัวขึ้นจรดเพดานหิน แล้วถีบตัวเองลงมาโดยหันปลายพลองเหล็กออก
แล้วจัดการกระแทกลงบนกระหม่อมของยักษ์ตัวที่สองจนดับดิ้นไป
ต่อให้พวกมันสวมชุดกับฮูดเกล็ดมังกร แต่พวกมันก็ไม่ได้ออกแบบมาให้ช่วยซับแรงกระแทกอยู่ดี
ไม่จำเป็นต้องใช้คมดาบ เพียงแค่กระแทกแรง ๆ ให้ตรงจุด มันก็สามารถเอาชีวิตอีกฝ่ายได้แล้ว
“เอรีส! ”
“อือ”
หอกที่มีใบมีดรูปใบไม้อันเป็นเอกลัษณ์เฉพาะได้ถูกเขวี้ยงออกไปจากมือของแอร์บาส์ร
หอกเล่มนั้นได้พุ่งทะลุเสียบยักษ์ที่กำลังจะเหวี่ยงตะบองเหล็กยาวสามเมตรลงมาใส่ฉันพอดี
“ขอบใจนะ”
“เธออย่าเข้าไปลึกมากนักสิ มันอันตรายนะ! ”
“ฮะ ฮะ ฮะ นั่นสินะ”
ว่าแล้วฉันก็พุ่งกระโดดขึ้นไปบนเพดานอีกรอบ
จะว่าไปแล้ว กองทัพช้างของพวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่ดูน่าเกรงขามเหมือนกันนะ
แต่ทว่าตามหลักยุทธวิธีการรบแล้ว พวกสัตว์ยักษ์อย่างช้าง มักจะเอาเอาไว้ใช้เพื่อข่มขวัญทัพศัตรู หรือไม่ก็ใช้เพื่อบุกทะลวงไม่ใช่หรือ?
แต่พวกเขาเหมือนจะเอามาใช้แทนกองทัพม้าแบบนั้น มันจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ?
“อย่าเหม่อสิเอรีส! ”
“สบาย ๆ น่า”
ฉันตอบแอร์บาส์รด้วยท่าทีที่สบายอารมณ์ไปพร้อมกับจัดศพที่สามของยักษ์
พวกนี้จัดการง่ายจริง ๆ ไม่มีใครที่เขี้ยวลากดินกว่านี้แล้วหรือยังไงกัน?
ที่ปีกขวาของแนวหน้า ฉันเห็นแม่ทัพทอมกำลังเหวี่ยงดาบสองมือลงไปตรงหน้า
ดาบเล่มโตที่ยาวสองเมตรเล่มนั้น เขาสามารถเหวี่ยงมันได้ราวกับเป็นท่อนไม้ที่เบาหวิว
ยักษ์ตรงหน้าได้ถูกดาบของเขาฟันเข้าใส่ในส่วนที่ไร้ซึ่งเกราะเกล็ดมังกรปกคลุม
ทอมชักดาบกลับออกมา แล้วก้มตัวเหวี่ยงดาบออกไปต่อเนื่องอย่างไม่หยุดพักหายใจ
สี่เพลงดาบกับอีกสี่ศพได้เกิดขึ้นที่รอบตัวของเขา
ฝีมือช่างเฉียบคมยิ่งนัก
การรุกคืบยังคงเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยการนำของฉัน แอร์บาส์ร และแม่ทัพทอม
ช่องทางเดินที่ปูไปด้วยหิน พรมสีแดง เชิงเทียน และช่องเปิดแบบสถาปัตยกรรมกอทิกที่เรียงรายอยู่ในทางเดินนี้ ได้ถูกเติมเต็มไปด้วยศพของยักษ์และมนุษย์
ฉันเห็นศพของพวกคลั่งที่สวมชุดคลุมสีขาวประทับตรารูปโครงมนุษย์ที่ไร้หน้า แขน และขา กำลังนอนเรียงรายอยู่เต็มไปหมดเช่นกัน
“ปืน...”
ฉันเก็บปืนที่ตกอยู่ข้างศพขึ้นมาดู
มันบิดงออย่างน่ากลัว บางทีคงถูกพวกยักษ์พังทิ้งไปสินะ
“คงไม่ใช่ถูกพังทิ้งหมดแล้วนะ? ”
“บางทีอาจจะเป็นแบบนั้นอยู่นะเอรีส”
แอร์บาส์รชี้ไปที่พื้นข้างหน้า
มีปืนอีกหลายกระบอกที่ถูกบิดงอไม่เข้ารูปวางอยู่ข้างศพของมนุษย์
“... ให้ตายสิ”
แบบนี้พวกเราก็ยกทัพมาฟรีนะสิ
ในตอนนั้นเองที่เสียงปืนซึ่งดังจากชั้นบนได้เงียบลง
“อย่าบอกนะว่า…”
ในเวลาต่อมา ก็มีพวกยักษ์ราวห้าสิบนายเดินกลับลงมา
“%) =+%:...!? ”
มันพูดอะไรบางอย่างด้วยความโกรธ ก่อนที่จะพุ่งตรงเข้าใส่พวกเรา
เร็ว!?
ฉันกระโดดหลบไปทางขวา แล้วหวดไม้พลองสวนกลับไป
แต่มันกลับสามารถยกแขนขวาขึ้นมาจับไม้พลองไว้ได้ทัน
ฉันรีบทิ้งไม้พลองไปในทันที แล้วเริ่มตั้งท่าจดมวยตามอย่างความรู้ของมือสมัครเล่น
ยักษ์ตรงหน้าฉันไม่รีบบุกเข้ามาเหมือนคนอื่น แต่จับจ้องอย่างระแวดระวังแทน
ระหว่างที่จับจ้องกัน อยู่ ๆ มันก็ใช้เท้าถีบส่งพรมสีแดงเข้าใส่ฉัน
ฉันรีบหลบฉากออกมา แต่ที่ตรงนั้นก็มีหอกของมันเตรียมรอแทงเอาไว้แล้ว
ฉันเบียงตัวออก และใช้แขนขวาพยายามเบี่ยงเบนวิถีโจมตีของมัน
เลือดสีแดงได้ไหลทะลักเป็นทางยาวไปตามแขนขวาข้างนี้
ให้ตายสิ ไอหมอนี่มันไม่ได้ต่อสู้โดยใช้แต่พละกำลังนี่น่า?
ฉันเลียริมฝีปากของตัวเอง
แบบนี้ค่อยสนุกหน่อย!
“เข้ามา---”
“เอรีส อันตราย! ”
“%::) +/!!!! ....”
แต่ก่อนที่ฉันจะได้เริ่มการต่อสู้อันน่าตื่นเต้น แอร์บาส์รที่มาจากไหนก็ไม่รู้ ก็ได้พุ่งเข้ามาแทงใส่หัวของมันจากทางด้านข้าง
เลือดสีดำได้ไหลทะลักออกมาจากเป้าตาของยักษ์อย่างรุนแรง ก่อนที่จะล้มลงไป
“เอรีสไม่เป็นไรนะ”
“...”
แกจะมาแย่งเหยื่อของฉันทำไมกันยะ!?
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
“เสร็จกัน…”
พอข้ากลับมาที่หน้าป้อมปราการของพวกยักษาน้อย ข้าก็พบว่าป้อมได้ถูกยึดกลับไปแล้ว
ระหว่างที่ข้ามัวแต่ออกไปต้อนรับกำลังเสริมของพวกมัน ก็มีอีกกองกำลังหนึ่งอ้อมมาเข้าตีพวกข้าที่กำลังตีป้อมตรงนี้แทน
ผลลัพธ์คือกองทัพของข้าได้ถูกดันกลับออกมาจนถูกยึดป้อมกลับไป
ลูกน้องมือขวา [ปาปาย่า] ที่นำทัพเองก็พลาดท่าเสียชีวิตไปเช่นกัน
แถมเครื่องยิงฉมวกเองก็ถูกถล่มจนเสียหายยับ
“ช่วยไม่ได้…”
แบบนี้คงต้องถอยทัพกลับไปก่อน
สเบียงมีไม่พอ อาวุธเองก็ใกล้หมด หากฝืนดันทุรังบุกตีป้อมต่อ คงจะเป็นฝ่ายเราที่ถูกถล่มจนย่อยยับแทน
“ทุกคน ถอยทัพกลับ”
ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องจำยอมถอยทัพกลับอย่างช่วยไม่ได้
ฝากไว้ก่อนเถอะนะเจ้าพวกยักษาน้อย!