“ตุบตุบ! ตุบตุบ!”
โจวเหวินรู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาเต้นแรงราวกับเสียงกลอง อีกทั้งยังเต้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะกระเด็นออกจากหน้าอก
“หรือเพราะช่วงนี้สูญเสียเลือดมากเกินไป ทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ” โจวเหวินไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน จึงอยากลืมตาลุกขึ้นนั่ง เพื่อให้ร่างกายสบายขึ้น
แต่โจวเหวินกลับลืมตาไม่ขึ้น ร่างกายก็ไม่สามารถลุกขึ้นนั่งเช่นเดียวกัน แม้แต่นิ้วยังขยับไม่ได้ ความรู้สึกนี้เหมือนตอนกำลังฝันแล้วอยากลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่ร่างกายกลับลุกไม่ขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น” โจวเหวินรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ได้ เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้กำลังฝัน สมองของเขามีสติครบถ้วน
สิ่งที่ทำให้โจวเหวินรู้สึกแย่ยิ่งกว่าคือ เหมือนมีบางอย่างกดทับอยู่บนตัวเขา สิ่งนั้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ กดทับหน้าอกของเขาอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
แต่ถึงกระนั้น โจวเหวินก็ยังคงลืมตาไม่ขึ้น และขยับตัวไม่ได้ ราวกับไม่สามารถตื่นจากความฝัน
“หรือฉันเจอเข้ากับผีอำที่ปู่เคยเล่าให้ฟังตอนเด็ก” โจวเหวินคิดในใจ
เนื่องจากพ่อของโจวเหวินงานยุ่งมาก และเขาไม่มีแม่ ตอนโจวเหวินยังเป็นดึกจึงถูกดูแลโดยปู่ของเขา เมื่อก่อนปู่จะเล่านิทานกล่อมเขานอนทุกคืน
แต่นิทานส่วนใหญ่ที่ปู่เล่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผี บางครั้งก็เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับโทรศัพท์ปริศนา แต่ตอนนั้นโจวเหวินยังเด็กเกินไป จึงลืมเรื่องราวส่วนใหญ่ไปหมดแล้ว เหลือแค่เรื่องเล่าผีบางเรื่องที่น่ากลัวเป็นพิเศษ โจวเหวินถึงจำได้แม่นจนถึงตอนนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องผีอำ
โจวเหวินรู้สึกว่าสภาพของตัวเองในตอนนี้คล้ายคลึงกับผีอำที่ปู่เล่ามาก สมองมีสติครบถ้วน แต่ไม่สามารถลืมตาตื่นและขยับร่างกาย
ร่างกายเหมือนถูกกดทับด้วยของหนักบางอย่าง หัวใจเต้นแรงไม่หยุด ทำให้โจวเหวินรู้สึกอึดอัดอย่างมาก อยากจะอาเจียนก็อาเจียนไม่ออก
ความรู้สึกแบบนี้ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงหกโมงเช้า โจวเหวินจึงจะกลับมาควบคุมร่างกายได้อย่างกะทันหัน เขาลุกขึ้นจากเตียงทันที วิ่งเข้าห้องน้ำแล้วอาเจียนใส่โถสุขภัณฑ์
โจวเหวินรู้สึกเหมือนอาเจียนทุกอย่างออกมาหมดรวมกระทั่งน้ำดี แต่ก็ยังรู้สึกทรมานเล็กน้อย
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ คงไม่ใช่แค่กินอะไรผิดสำแดงแน่ ๆ” ทันใดนั้นโจวเหวินก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่เขาเจอกับจิ่งเต้าเซียน จึงรู้สึกตกใจ “คงไม่ได้เกี่ยวข้องกับจิ่งเต้าเซียนหรอกนะ”
โจวเหวินล้างหน้าล้างตาแล้วเดินกลับไปที่ห้องรับแขก ก่อนจะหยิบกองแผ่นโลหะสีม่วงที่เขาเก็บไว้ในลิ้นชักออกมา
แผ่นโลหะสีม่วงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ตัวอักษรคัมภีร์สะกดเซียนยังคงสลักอยู่บนแผ่นโลหะอย่างชัดเจน
“จิ่งเต้าเซียนเป็นคนอารมณ์แปรปรวน ก่อนหน้านี้ฉันปฏิเสธเขาแล้ว การที่เขามอบคัมภีร์สะกดเซียนให้ฉันคงไม่ใช่ประสงค์ดีแน่นอน บางทีปัญหาอาจเกิดจากแผ่นโลหะนี้ เป็นไปได้ไหมว่าเขาวางยาพิษ” โจวเหวินสงสัยมากว่า จิ่งเต้าเซียนอาจจะวางยาเสพติดประเภทหลอนประสาทลงบนแผ่นโลหะสีม่วง โดยที่สร้างผลกระทบได้ด้วยการซึมผ่านผิวหนังมนุษย์
โรงเรียนเคยสอนความรู้ด้านนี้ โจวเหวินเองก็เรียนรู้ได้อย่างดี เขาใช้คีมคีบแผ่นโลหะสีม่วงใส่ลงในภาชนะแก้ว จากนั้นทำการทดสอบพื้นฐาน แต่ไม่พบปฏิกิริยาของสารพิษ
“ไม่มีพิษอย่างนั้นเหรอ หรือเพราะส่วนประกอบของสารพิษค่อนข้างพิเศษ จึงไม่สามารถตรวจพบด้วยวิธีพื้นฐาน” โจวเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลังจากทดสอบอยู่พักหนึ่ง โจวเหวินก็รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองแทบกลับมาปกติแล้ว หัวใจเต้นช้าลง และไม่มีอาการคลื่นไส้แล้ว
เขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจจะแค่เผลอกินอาหารผิดสำแดงจริง ๆ หลังจากกินยาแก้ท้องเสียที่ติดบ้านไว้ ร่างกายก็เหมือนจะกลับสู่ปกติ ไม่เกิดอาการผิดปกติอีกต่อไป
เขาพลางเล่นเกมพลางสังเกตร่างกายของตัวเอง ตอนนี้โจวเหวินสังหารแม่ทัพโครงกระดูกได้ด้วยตัวเองแล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลานานสักหน่อย ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงถึงสังหารแม่ทัพโครงกระดูกลง
ในครั้งที่สองที่เขาสังหารแม่ทัพโครงกระดูกในเกมด้วยตัวคนเดียว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันทำให้โจวเหวินผิดหวังเล็กน้อย
โจวเหวินไม่อยากสิ้นเปลืองเลือดเปิดเข้าดันเจี้ยนนครจักรพรรดิโบราณอีกครั้ง จึงควบคุมตัวละครสีเลือดเข้าไปสำรวจในส่วนลึกของเมืองโบราณต่อ
อาคารโบราณเรียงรายต่อกันราวกับวังปีศาจขนาดมหึมา โจวเหวินอยากเข้าไปสำรวจในอาคารโบราณ แต่ก็กลัวจะสิ้นเปลืองเลือดถ้าเขาตายอีกครั้ง
เมื่อยิ่งเดินเข้าไปในนครจักรพรรดิโบราณ ก็ยิ่งเจอทหารโครงกระดูกมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเดินไปถึงด้านหลัง ทหารโครงกระดูกตามถนนก็ทะลักเข้ามาราวกับน้ำหลาก ไม่ว่าจะฆ่าอย่างไรก็ฆ่าไม่หมด แต่ก็ไม่เห็นแม่ทัพโครงกระดูกปรากฏตัวขึ้นอีก
เขาต่อสู้จนถึงฟ้ามืด แต่บนถนนยังคงเป็นทะเลโครงกระดูกที่มองไม่เห็นสุดขอบ โจวเหวินทำได้แค่ควบคุมตัวละครสีเลือดบุกฝ่าออกมา ตัดสินใจออกจากเกม
เมื่อคืนโจวเหวินพักผ่อนไม่เต็มที ร่างกายจึงค่อนข้างอ่อนล้า วันนี้เขาตั้งใจจะเข้านอนเร็ว เพื่อฟื้นฟูสมาธิแล้วสู้ต่อในวันพรุ่งนี้
โจวเหวินทิ้งตัวลงเตียงได้ไม่นานก็นอนหลับ แต่หลับไปได้ครู่เดียว เขาก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง อาการผีอำแบบเมื่อคืนเกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง
หัวใจเต้นแรง ร่างกายเหมือนถูกกดทับด้วยของหนักบางอย่าง ทำให้โจวเหวินทรมานมาก
“ให้ตายเถอะ... นี่ไม่ใช่แค่กินของผิดสำแดงแล้ว.. ต้องเป็นฝีมือของจิ่งเต้าเซียนแน่นอน...” โจวเหวินรู้สึกอยากด่าคน
เขาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับจิ่งเต้าเซียน เพียงเพราะปฏิเสธวิชามารสวรรค์ที่จิ่งเต้าเซียนต้องการมอบให้ อีกฝ่ายก็ทำเขาขนาดนี้เชียวหรือ น่าโมโหจริง ๆ
หลังจากทรมานอยู่ทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าสว่างเวลาไล่เลี่ยกับเมื่อวาน อาการผีอำก็หายไป โจวเหวินถึงกลับมาควบคุมร่างกายตัวเองได้
โจวเหวินลุกขึ้นแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำทันที ครั้งนี้เขาอาเจียนหนักกว่าเมื่อวาน จนเหมือนจะอาเจียนกระเพาะออกมาด้วย
เฉกเช่นเดียวกันกับเมื่อวาน อาการทรมานหายไปอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อครู่นี้รู้สึกทรมานจนแทบตาย และสิ่งที่อาเจียนออกมายังไม่ถูกกดทิ้ง โจวเหวินคงนึกว่าอาการไม่สบายเมื่อครู่นี้เป็นแค่เรื่องที่รู้สึกไปเอง
ตอนนี้โจวเหวินมั่นใจแล้วว่าร่างกายของเขามีบางอย่างผิดปกติ อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นฝีมือของจิ่งเต้าเซียน
แต่การจะไปหาจิ่งเต้าเซียนก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ทั้งสหพันธ์โลกตามล่าจิ่งเต้าเซียนมาหลายสิบปี แต่ก็จับตัวเขาไม่ได้สักที โจวเหวินเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลายจะหาตัวเขาเจอได้อย่างไร
ต่อให้โชคดีถูกโจวเหวินหาตัวเจอจริง ๆ โจวเหวินก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความสามารถมากพอสำหรับทวงความยุติธรรมจากจิ่งเต้าเซียน
โจวเหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยินแผ่นโลหะสีม่วงที่สลักอักษรคัมภีร์สะกดเซียนออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเปิดแผ่นโลหะสีม่วงออกอย่างไม่ลังเล เพื่อดูเนื้อหาที่อยู่ข้างใน
จิ่งเต้าเซียนเคยบอกโจวเหวินว่า ข้างในได้บันทึกพลังลมปราณที่น่าสนใจเอาไว้ ให้เขากลับไปฝึกฝน โจวเหวินคาดเดาว่าวิธีการแก้ไขปัญหาร่างกายของเขา น่าจะอยู่ในคัมภีร์สะกดเซียน
ถึงแม้ความคิดนี้ยังถือเชื่อไม่ได้ แต่ตอนนี้โจวเหวินก็ไม่มีวิธีการอื่น ทำได้แค่ดูก่อนว่าคัมภีร์สะกดเซียนคืออะไรกันแน่ จากนั้นค่อยตัดสินใจอีกครั้ง