“เจ้าไม่ดีใจเร็วไปหน่อยหรือ!”
ท่ามกลางเศษน้ำแข็งที่ปลิวกระจายนั้นเจ้าของร่างซึ่งสวมชุดสีครามอย่างเมิ่งฝานเดินออกมาอย่างใจเย็น ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของเหล่าผู้คนเพราะเขาหาได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
เพียงชั่วพริบตาคนของตระกูลเมิ่งต่างก็มองไปยังเมิ่งฝานราวกับเจอผีเพราะพลังของเมิ่งเฟยเอ๋อร์นั้นนับได้ว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของจอมยุทธ์ชนรุ่นหลังแห่งเมืองซ่างจิง
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมิ่งเฟยเอ๋อร์สามารถก้าวเข้าไปเป็นศิษย์สำนักชั้นในของตระกูลเมิ่งได้ในเวลาเพียงหนึ่งปีเติบโตขึ้นมาท่ามกลางทรัพยากรแห่งการบำเพ็ญตนที่มากมาย หากไร้ซึ่งความสนใจก็คงไม่เดินทางมายังสถานที่ห่างไกลเช่นนี้แต่นางกลับต่อสู้กับเด็กหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้าด้วยผลการต่อสู้ที่เสมอกัน?
“พี่เมิ่งฝานเก่งที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
เฉาจื่อตะโกนขึ้นมาด้วยความชอบใจ นางกำหมัดแน่นและมีใบหน้าแสดงความชอบใจเป็นอย่างยิ่ง
สีหน้าคนของตระกูลเฉาทั้งหลายต่างก็แข็งทื่อไปด้วยความชะงักงันไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงพลิกผันจนยากจะคาดเดาเช่นนี้ แม้แต่บรรดาผู้อาวุโสที่มีจิตใจและความนึกคิดที่เลิศล้ำก็ยังตื่นเต้นตาม
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานยังคงปลอดภัยในที่สุดเมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้วเข้มแล้วเอ่ยด้วยความสงสัยและชะงักงัน “พลังจิตขั้นจิต? เจ้าบำเพ็ญตนมาถึงขั้นนี้เลยเชียวหรือ!”
อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเก้า ทั้งยังมีพลังจิตในขั้นจิต!
ในชั่วพริบตานี้ทุกคนต่างก็ชะงักงันไปตามๆกัน เมิ่งฝานมีอายุที่ยังน้อยแต่กลับบำเพ็ญตนมาจนอยู่ในขั้นที่น่าสะพรึงประหนึ่งปีศาจต่อให้เทียบกับอาณาจักรต้าก้านก็ยังถือว่าอยู่ในชั้นสูง
เมิ่งเฟยเอ๋อร์ขยับร่างกายอย่างสง่างามเล็กน้อยนางย่นคิ้วอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เมิ่งฝาน เจ้านับว่าไม่เลวก็จริงตอนนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้าหนึ่งครั้งละทิ้งการต่อสู้แล้วก้มหัวยอมรับผิด ถึงแม้เจ้าจะสังหารเมิ่งซีตระกูลเมิ่งก็อาจจะไม่สังหารเจ้าบางทียังอาจให้โอกาสเจ้าทำดีเพื่อทดแทนความผิดในครั้งนี้ก็เป็นได้แต่หากเจ้าทำให้ข้าโกรธและยังคงดื้อรั้นต่อไปละก็...หึหึวันนี้ข้าเมิ่งเฟยเอ๋อร์จะให้เจ้าต้องตายอยู่ ณ ที่แห่งนี้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าคนของตระกูลเฉาก็เปลี่ยนไปเห็นได้ชัดว่าเมิ่งเฟยเอ๋อร์กำลังยื่นข้อเสนอให้เมิ่งฝานได้มีชีวิตรอดถึงขั้นที่คล้ายจะไม่สนใจในสิ่งที่เมิ่งฝานเคยล่วงเกินตระกูลตนเอง หากเมิ่งฝานรับปากละก็...
ทว่าในเวลาต่อมาพวกเขาก็ได้รู้ว่าความกังวลของตนเองนั้นเป็นเพียงเรื่องที่ไม่จำเป็นเพราะนอกจากเมิ่งฝานจะไม่หวั่นไหวแล้วยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นอีกต่างหาก “จะให้ข้ายอมรับผิดอย่างนั้นหรือ ตระกูลเมิ่ง...ไม่คู่ควร!”
น้ำเสียงของเขานั้นช่างบ่งบอกถึงความอวดดีเป็นที่สุด!
ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ขยับร่างและใช้หมัดทั้งสองชกตรงไปยังเมิ่งเฟยเอ๋อร์บรรยากาศภายในจุดประลองคล้ายดั่งถูกแช่แข็งไปในทันใด
ช่างเป็นพลังที่แข็งแกร่งเสียจริง!
เมื่อสัมผัสได้ถึงกำลังภายในที่ถาโถมเข้ามายังใบหน้าเมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็ย่นคิ้ว ร่างบางอรชรงดงามนั้นแฝงไปด้วยพลังปราณเคลื่อนลอยขึ้นไปในอากาศอย่างเชื่องช้าเมื่อนางกำหมัดแน่นก็คล้ายดั่งว่ารอบตัวถูกแช่แข็งไปเช่นกัน
ในชั่วพริบตานี้เมิ่งเฟยเอ๋อร์ไม่กล้าที่จะประมาทเมิ่งฝานแม้แต่น้อยเวลานี้นางปล่อยให้อานุภาพความแข็งแกร่งของจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณระเบิดออกมาแล้วแผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณ
“ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายข้าก็จะสงเคราะห์ให้ด้วยพลังของหัตถ์เหมันต์ทมิฬข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นว่าวรยุทธ์ประจำตระกูลเมิ่งนั้นหาได้มีเพียงหมัดเงี้ยวโลกันตร์ไม่!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นบรรยากาศโดยรอบพลันเย็นยะเยือกเพราะกลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเมิ่งเฟยเอ๋อร์ พลังปราณที่ถาโถมได้ผสานตัวเป็นน้ำแข็งอยู่บนฝ่ามือของนางประหนึ่งคมมีดก็ไม่ปานแล้วในชั่วพริบตาต่อมาฝ่ามือขาวนั้นก็ผลักตรงไปยังเมิ่งฝาน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝ่ามืออันเยือกเย็นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มก่อนจะชี้นิ้วออกไป
“หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!”
ปัง!
พลังจากปลายนิ้วของเมิ่งฝานปะทะกับพลังฝ่ามือของเมิ่งเฟยเอ๋อร์กลางอากาศพลังปราณพลันถาโถมออกไปจากร่างของเมิ่งฝานอย่างไม่หยุดยั้งในทันใด เมื่ออยู่ภายใต้พลังการโจมตีอันดุดันแม้จะเป็นฝ่ามือน้ำแข็งของเมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็ยังแตกร้าว
พลังอันยิ่งใหญ่ของอีกฝ่ายทำให้เมิ่งเฟยเอ๋อร์มีนัยน์ตาที่วาวโรจน์ขณะเดียวกันฝ่ามือของนางก็ตวัดเปลี่ยนพลันมีตราผนึกปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ ทั้งยังเปล่งประกายขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
ขณะเดียวกันเศษน้ำแข็งที่แตกกระจายเพราะพลังอันแข็งแกร่งก็ถาโถมกลับเข้าไปหาเมิ่งฝานอย่างเหลือเชื่อมันคมดุจคมดาบหากพุ่งเข้ามาถึงร่างกายก็คงจะรูพรุนราวกับรังผึ้งเป็นแน่
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงไปพร้อมกับหัวใจที่คล้ายดั่งถูกความเย็นเข้ามาปกคลุม
สตรีผู้นี้ช่างร้ายกาจเสียจริงลงมืออย่างโหดเหี้ยมในทุกกระบวนท่า สังหารผู้คนโดยไร้ร่องรอย หากไม่ใช่เพราะพลังของข้าพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นก็คงจะต้องตายเพราะนางเป็นแน่!
แต่เขาในยามนี้หาใช่เมิ่งฝานคนก่อนไม่!
รอยยิ้มอันเยือกเย็นปรากฏขึ้นมาที่มุมปากของเมิ่งฝานในเวลาต่อมานอกจากเขาจะไม่ล่าถอยแล้ว ยังก้าวขึ้นหน้าพลางระเบิดพลังออกมาจากสมุทรปราณ
การโจมตีด้วยพลังจิตไร้รูปร่างไร้ร่องรอย ทว่ากลับร้ายกาจอย่างไร้เทียมทาน
หย่า!!~
เมื่อเสียงตวาดดังกึกก้องราวกับว่าพลังจิตของเขาได้แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณน้ำแข็งที่ถาโถมพุ่งเข้ามาแตกกระจายจนหมดสิ้น การโจมตีอันแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่นั้นทำให้แม้แต่เมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็ยังต้องล่าถอยไปหนึ่งก้าว
ลมปราณภายในร่างกายแปรปรวน ใบหน้าของนางมีความประหลาดใจปรากฏขึ้นทว่าในชั่วพริบตาต่อมานางยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใด พลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งทะยานเข้าหาพร้อมกับหมัดที่คล้ายดั่งขุนเขาขนาดใหญ่
“สองหมัดสะท้านสิงขร!”
กล้ามเนื้อบนแขนทั้งสองข้างของเมิ่งฝานปูดนูนพลังปราณอัดแน่น เพียงพลังอันน่าสะพรึงนี้ก็ทำให้ผู้คนทั้งหลายลิ้นจุกปากส่วนเมิ่งหุนที่ได้เป็นใหญ่เพราะพลังที่แข็งแกร่งก็ถึงกับมองมาด้วยความตกตะลึง
เขามีอายุยังน้อยแต่กลับมีพลังมหาศาลน่าสะพรึงประหนึ่งสัตว์อสูรที่กำลังบ้าคลั่งก็ไม่ปานซึ่งแม้จะมีกลิ่นอายพลังของเมิ่งเฟยเอ๋อร์คอยสยบแต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะถูกระลอกคลื่อนแห่งพลังอันแข็งแกร่งของเมิ่งฝานปกคลุมไปจนหมดสิ้นแล้ว
“โล่เหมันต์ทมิฬ!”
เมิ่งเฟยเอ๋อร์ที่อยู่กลางอากาศตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นขณะเดียวกันก็มีโล่ที่คล้ายดั่งแผ่นน้ำแข็งปกคลุมอยู่รอบกาย และแทบจะในขณะเดียวกันนั้นหมัดทั้งสองของเมิ่งฝานก็ได้พุ่งเข้าไปยังโล่น้ำแข็งซึ่งเปล่งประกายด้วยแสงที่แปลกประหลาด
ปัง ปัง!
พลังแตกซ่านก่อนจะมีรอยร้าวปรากฏขึ้นบนโล่น้ำแข็งแต่ในเวลาไม่นานมันก็เริ่มผสานตัวกันอีกครั้งอย่างคาดไม่ถึงเพื่อที่จะสกัดเมิ่งฝานเอาไว้ภายนอก
ท่ามกลางโล่เหมันต์ทมิฬนั้นนัยน์ตาของเมิ่งเฟยเอ๋อร์เยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่นางจะเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีประโยชน์ใดหรอกเมิ่งฝาน แม้พลังของเจ้าจะไม่เลวแต่หากไม่สามารถทำลายโล่เหมันต์ทมิฬลงได้ข้าก็จะไม่พ่ายแพ้ ข้าเองก็อยากรู้นักว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างไร?”
หลังจากที่นางพูดจบสิ่งที่เป็นคำตอบของอีกฝ่ายก็คือหมัดของเมิ่งฝานหมัดทั้งสองระเบิดพลังออกมาแล้วผลักออกไปเบื้องหน้าด้วยพลังมหาศาล เขาชกเข้าไปยังโล่เหมันต์ทมิฬนั้นถึงสิบกว่าหมัดด้วยพลังที่ประหนึ่งลูกกระสุนปืนใหญ่แรงสั่นสะเทือนทำให้เมิ่งเฟยเอ๋อร์ล่าถอยไปเรื่อยๆ
แล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานก็ตวาดออกมาอย่างเดือดดาลพร้อมกับปล่อยพลังทั้งหมดที่มีออกไปด้วยหมัดอย่างดุดัน
“ผสานสัตตะดารา!”
อานุภาพของหมัดเดียวนั้นราวกับอุกกาบาตก็ไม่ปานเขาปล่อยพลังในกระบวนท่าที่สี่แห่งวิชายุทธ์ทะลวงธาราออกไปในสภาพของร่างกายที่ดูเหมือนว่าเลือดลมในกายกำลังเดือดพล่านขณะเดียวกันพลังอันแข็งแกร่งก็ระเบิดออกมาจากท่อนแขน แล้วพุ่งตรงไปยังโล่เหมันต์ทมิฬของเมิ่งเฟยเอ๋อร์ด้วยความเร็วปานสายฟ้า
ตู้ม!
เสียงที่คล้ายกับพลังแห่งอัสนีดังกังวานโล่เหมันต์ทมิฬแตกกระจาย ร่างของเมิ่งเฟยเอ๋อร์ลอยกระเด็นออกไปเพราะพลังของเมิ่งฝานก่อนจะร่วงลงพื้นอย่างรุนแรง
เจ็บเสียจริง!
นางรู้สึกราวกับว่ากระดูกในร่างกายหลุดจากข้อต่อจากนั้นเมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็พยายามลุกขึ้นยืนแต่กลับกระอักเลือดออกมาด้วยซ้ำเมื่อถูกแรงปะทะจากพลังของอีกฝ่ายก็ทำให้ร่างกายของนางโอนเอนไม่มั่นคง
หนึ่งกระบวนท่าทำลายโล่เหมันต์ทมิฬซ้ำยังทำให้เมิ่งเฟยเอ๋อร์ตกอยู่ในสภาพสะบักสะบอม!
ในชั่วพริบตานี้ผู้คนทั้งหลายในวิหารใหญ่ล้วนแต่คล้ายว่ากำลังหยุดหายใจก็ไม่ปานทั้งมองไปยังการประลองด้วยความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
วิชายุทธ์แขนงการป้องกันแห่งพลังปราณระดับหงได้ถูกทำลายลงไปเพียงไม่นานทางฝั่งของเมิ่งเฟยเอ๋อร์ที่ยืนได้อย่างมั่นคงก็อยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึงเช่นกันนางรู้ดีว่าโล่เหมันต์ทมิฬของตนเองนั้นแข็งแกร่งเพียงใดทว่าอีกฝ่ายกลับเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด!
นึกไม่ถึงว่าการเดินทางมายังที่ราบที่สุดแสนจะธรรมดาแห่งนี้จะทำให้นางได้พบกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
เมิ่งเฟยเอ๋อร์กำหมัดแน่นนางมองไปยังเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่เลว พลังของเจ้าทำให้ข้าตกตะลึงไม่น้อยเมิ่งฝานตอนที่อายุเท่าเจ้า...ข้าไม่อาจเทียบกับเจ้าได้!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าคนของตระกูลเมิ่งต่างก็เปลี่ยนไปทุกคนต่างก็รู้ดีว่าการที่ทำให้เมิ่งเฟยเอ๋อร์ผู้มีความทะนงตนยิ่งเอ่ยออกมาเช่นนี้นับว่าไม่ง่ายเลย
ทว่าเมิ่งฝานกลับไม่ได้ขยับไปที่ใดเขาจ้องเมิ่งเฟยเอ๋อร์อย่างไม่ลดละเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องมีความสามารถมากกว่านี้เป็นแน่
แล้วในเวลาต่อมาท่อนขาเรียวงามของเมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็ก้าวขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าวเส้นผมสวยขยับตามแรง เสียงอันเยือกเย็นพลันดังกังวานไปทั่วห้องโถงของวิหารใหญ่ “แต่ข้ายังมีอีกหนึ่งกระบวนท่า ซึ่งมันเป็นกระบวนท่าที่ข้าได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์แห่งพรรคเหมันต์สวรรค์เมิ่งฝาน ข้าต้องขออภัยด้วยจริงๆ ที่ต้องฉีกร่างของเจ้าให้แหลกเป็นชิ้นๆ วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรหงนั้นแม้ข้าจะฝึกฝนสำเร็จเพียงระดับต้นแต่สำหรับการสังหารเจ้า...ก็มากพอแล้ว!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาฝ่ามือสวยของเมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็ขยับบรรยากาศทั่วทั้งบริเวณเย็นยะเยือกลงอย่างหาที่สุดไม่ได้ แล้วในเวลาต่อมาเกล็ดหิมะที่ลอยล่องเพราะความหนาวเย็นก็เคลื่อนตัวไปยังจุดที่เมิ่งเฟยเอ๋อร์อยู่พวกมันผสานตัวแล้วกลายเป็นกระบี่เล่มยาวอันเย็นยะเยือก
“กระบี่เหมันต์สำราญ!”
ต่อให้เมิ่งเฟยเอ๋อร์อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณก็ยังเห็นได้ชัดว่าการปล่อยพลังของกระบวนท่าดังกล่าวออกมานั้นกินแรงอยู่เล็กน้อยพลังปราณระเบิดออกมาจากฝ่ามือสวยของนางอย่างไม่หยุดยั้ง แล้วกระบี่เหมันต์สำราญนั้นก็พุ่งตรงมายังเมิ่งฝาน
แข็งแกร่งยิ่งนัก!
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมากมายซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้รับแม้ต้องเผชิญหน้ากับสวีจ้านในครั้งก่อนทางฝั่งของผู้คนโดยรอบก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเช่นกัน
นี่คือความน่าสะพรึงของศิษย์จากพรรควรยุทธ์มีความสามารถในการต่อสู้มากมายจนแม้แต่พลังท่าไม้ตายอันแข็งแกร่งก็ยังฝึกฝนได้ถึงระดับนี้ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณที่ต้องพบเจอกับท่าไม้ตายนี้ก็ยังอาจต้องตายในทันใดยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมปราณ
เมื่อความเยือกเย็นถาโถมเข้ามาใกล้ร่างรูม่านตาของเมิ่งฝานพลันหดเล็กลง อยู่ภายใต้ความเยือกเย็นเช่นนี้ต่อให้ขยับเพียงเล็กน้อยก็ยังกินแรงอย่างยิ่งขณะเดียวกันคนของตระกูลเฉาจำนวนไม่น้อยปิดตาลงเพราะไม่อยากเห็นภาพเบื้องหน้า
ทว่าในเวลาต่อมาเมิ่งฝานที่ควรจะหลบหลีกกลับทะยานเข้าเผชิญเขาก้าวไปเบื้องหน้าพลางขยับท่อนแขนอย่างใจเย็นก่อนจะมีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณที่แปลกประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาแล้วปกคลุมไปทั่วห้องโถงใหญ่
ระลอกคลื่นแห่งพลังอันแปลกประหลาดนั้นแฝงไปด้วยพลังที่ราวกับว่าสามารถกลืนกินฟ้าดินได้ก็ไม่ปาน มันแข็งแกร่งยิ่งใหญ่และไร้เทียมทานทั้งที่เมิ่งฝานยืนอยู่กับที่แต่กลับเป็นดั่งเทพแห่งสรวงสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่แล้วฝ่ามือที่คล้ายดั่งเมฆสีดำทมิฬขนาดใหญ่ยักษ์พลันปรากฏขึ้นมาอย่างเลือนราง!
ในชั่วพริบตานี้บรรดาคนของตระกูลเฉาต่างก็นิ่งงันดุจไก่ไม้มองไปยังฝ่ามือขนาดใหญ่กลางอากาศนั้นด้วยความชะงักงัน เมื่อสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นแห่งพลังที่แผ่ซ่านออกมาบรรดาผู้อาวุโสของตระกูลเฉาต่างก็สั่นสะท้านจนน้ำตาไหล
สีหน้าของเฉาหลันเปลี่ยนไป นางมองไปยังการต่อสู้เบื้องหน้าด้วยความเหลือเชื่อแล้วในเวลานี้ก็มีน้ำเสียงที่ตกตะลึงอย่างหาที่สุดไม่ได้ดังขึ้นในห้องโถงใหญ่
“นี่มัน...มหาหัตถ์สยบมาร”