ไม่นานนักหวังสุ่ยซึ่งเป็หัวหน้าหน่วย่อยก็เดินเข้ามาในค่ายภารกิจก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของนายกองหู่
“ หัวหน้าเรียกข้าหรือ? ” หวังสุ่ยถามขึ้น
นายกองหู่พยักหน้าพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ วันนี้หน่วยเ้าว่างไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็พาศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยไปเก็บดอกนภาครามจำนวนสิบต้นจากนั้นก็กลับมารายงานภารกิจ ”
หวังสุ่ยมองไปยังกลุ่มของหนานิที่อยู่ด้านข้างก่อนที่จะพยักหน้ารับ
“ รับคำสั่งหัวหน้า ” หวังสุ่ยตอบรับ
ถึงอย่างไรนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่หวังสุ่ยรับหน้าที่ในการพาศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยไปในเทือกเขามรณะ นอกจากนี้การพาศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยยังทำให้เขาได้รับคะแนนทหารอีกด้วย
คะแนนทหารมีเอาไว้แลกเปลื่ยนสิ่งของหรือแม้กระทั้งใช้ในการเลื่อนตำแหน่ง เพราะฉะนั้นเหล่าหัวหน้าหน่วยย่อยทั้งหลายจึงพยายามที่จะเก็บสะสมคะแนนทหารเอาไว้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง
การที่จะได้รับคะแนนทหารมีอยู่สามวิธีคือหนึ่งรับภารกิจทหาร สองสังหารศัตรู สามนำสมบัติมาแลกเปลื่ยน
หวังสุ่ยหันไปหาหนานิและถามขึ้นว่า “ พวกเ้าเตรียมพร้อมกันแล้วใช่ไหม? ”
หนานิพยักหน้ารับ
“ ดีในเมื่อพวกเ้าพร้อมแล้ว อีกครึ่งชั่วยามก็ออกเดินทางกันได้เลย ” หวังสุ่ยกล่าวขึ้น
“ เข้าใจแล้ว ” หนานิตอบรับ
หลังจากนั้นกลุ่มของหนานิก็ตามหวังสุ่ยไปยังที่พักเพื่อพบกับหน่วยของหวังสุ่ย
เมื่อมาถึงก็พบว่าหน่วยของหวังสุ่ยมีอยู่ทั้งหมดเจ็ดคน ซึ่งพวกเขาต่างก็เป็ตัวตนระดับอาจารย์ยุทธ์ทั้งหมด ยกเว้นหวังสุ่ยและรองหัวหน้าหน่วยที่มีชื่อว่าหลี่ฮุ้ยที่มีความแข็งแกร่งระดับปรมาจารย์ยุทธ์
ส่วนสมาชิกในหน่วยของหวังสุ่ยอีกห้าคนได้แก่ หวังเหอซึ่งเป็น้องชายของหวังสุ่ย หนิงป๋าย หูไช่หลุน มู่ต้าน เหิงอี้
หลังจากที่ทักทายและพูดคุยกันสักเล็กน้อย หน่วยของหวังสุ่ยก็ยิ่งเคารพกลุ่มของหนานิมาก เพราะพวกเขาอายุยังน้อยแต่มีพลังยุทธ์ระดับอาจารย์ยุทธ์แล้ว ขนาดที่พวกเขาอายุมากกว่าสามสิบปี พวกเขายังติดอยู่ในระดับอาจารย์ยุทธ์อยู่เลย
โดยเฉพาะหนานิที่อายุเพียงแค่สิบหกปีแต่เขาสามารถเอาชนะขวงฉีที่ใกล้จะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ได้ง่ายๆ
“ น้องหนานข้ารู้สึกว่าเ้าจะต้องเป็ผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต ถ้าหากเจอกันครั้งหน้าเ้าเลี้ยงสุราข้าแล้วกัน ส่วนครั้งนี้ข้าจะเลี้ยงน้ำชาเ้าเอง ” หนิงป๋ายกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ ได้เลยพี่หนิง ถ้าหากเจอกันที่เมืองต้าฉินข้าจะเลี้ยงสุราท่านเอง แถมยังเพิ่มอาหารของหอหมื่นสมุทรไปด้วย แน่นอนว่าพวกท่านด้วยเช่นกัน ” หนานิกล่าวขึ้น
หวังสุ่ยและคนอื่นๆพากันหัวเราะออกมา พวกเขาคิดว่ารุ่นเยาว์อัจฉริยะแบบหนาิจะเข้าถึงยาก แต่ไม่ใช่เลยพวกเขาพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลินแถมหนานิยังสอบถามข้อมูลของเทือกเขามรณะรวมไปถึงการเดินทางในเทือกเขามรณะจากคนอื่นๆ
ด้วยการที่หนานิเข้ากับคนง่ายทำให้เขากลายเป็น้องรักของหน่วยหวังสุ่ยทันที เรียกได้ว่าเมื่อพวกเขามีอะไรพวกเขาก็มักจะนำมาให้หนานิก่อนเป็คนแรก
“ เอาล่ะตอนนี้ก็เตรียมตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? ถึงเวลาออกเดินทางกันแล้ว ” หวังสุ่ยกล่าวขึ้น
“ น้องหนานชุดเกาะนี้แม้ว่าจะเก่าและใหญ่ไปหน่อยแต่ข้าเชื่อว่ามันจะต้องปลอดภัยสำหรับเ้าอย่างแน่นอน ” หลี่ฮุ้ยกล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าหนานิสวมชุดเกาะที่ดูใหญ่เกินตัวไปเล็กน้อย
“ ไม่เป็ไรหรอกพี่หลี่ แม้ว่ามันจะใหญ่ไปสักหน่อยแต่ก็ไม่ได้ทำให้การเคลื่อนไหวของข้าช้าลง ” หนานิกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับะโไปมาสองทีเพื่อให้หลี่ฮุ้ยดูว่าชุดเกาะที่เขาใส่นั้นไม่ได้เป็ปัญหาสำหรับการเดินทาง
“ เช่นนั้นก็ดี ” หลี่ฮุ้ยยิ้มก่อนที่จะกล่าวขึ้นพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังว่า “ หลังจากนี้ไปพวกเ้าทุกคนจะต้องฟังคำสั่งหัวหน้า คำสั่งหัวหน้าคือที่สุด ต่อให้พวกเราต้องสละคนไปบ้างก็ต้องส่งพวกเ้ากลับมายังค่ายอย่างปลอดภัย ”
“ เข้าใจแล้วพี่หลี่ ” หนานิและคนอื่นๆตอบรับ
เนื่องจากการไปยังเทือกเขามรณะนั้นต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามเศษ ทำให้พวกเขาได้เช่ารถม้าสองคันในการเดินทาง
รถม้าที่พวกเขาเช่านั้นใช้อาชาวายุทมิฬซึ่งเป็สัตว์อสูรระดับสามซึ่งความเร็วของมันเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์เลยทีเดียว แถมพวกมันยังมีพละกำลังอันมหาศาลสามารถวิ่งได้อย่างต่ำหลายพันลี้ต่อวัน
ด้วยความเร็วของอาชาวายุทมิฬ ทำให้กลุ่มของหนานิใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยามก็มาถึงหมู่บ้านพยัคฆ์ทมิฬ ซึ่งเป็หมู่บ้านที่กองทัพพยัคฆ์ทมิฬสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทหาร เพราะพวกเขาสามารถกลับมาพักและรักษาตัวถ้าหากได้รับาเ็กลับมา
หมู่บ้านพยัคฆ์ทมิฬมีอยู่จำนวนมาก เพราะหมู่บ้านเหล่านี้จะต้องอำนวยความสะดวกให้กับทหารของกองทัพ เพราะฉะนั้นจึงถูกสร้างขึ้นมาหลายแห่ง
เมื่อมาถึงหมู่บ้านพยัคฆ์ทมิฬ หวังสุ่ยก็นำรถม้าไปจอดไว้ในพื้นที่สำหรับจอดรถม้าก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปในเทือกเขามรณะ
ระหว่างทางหนานิเห็นทหารบางคนที่ได้รับาเ็สาหัสกลับมาหลายคน แม้กระทั้งบางคนสูญเสียอวัยะไปด้วย
“ ดูเหมือนว่าเทือกเขามรณะจะอันตรายพอสมควร ” ชิงหยินกล่าวอย่างเคร่งครึม แม้ว่านางจะเป็ถึงปราชญ์ยุทธ์แต่ภายในเทือกเขาแห่งนี้ก็มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่านางอยู่มาก
อีกอย่างแม้ว่าชิงหยินและชิงหลานเคยเข้าเทือกเขามรณะมาแล้วหลายครั้งแต่มันก็ยังทำให้ทั้งสองรู้สึกกดดันอยู่ตลอดเวลา
“ ไม่ว่าอย่างไรหน้าที่ของพวกเราก็คือดูแลนายท่านให้ดี ” ชิงหลานกล่าวเสริมพร้อมกับหยิบดาบออกมาถือไว้
ชิงหยินเองก็หยิบเอาทวนออกมาพร้อมต่อสู้เช่นกัน
ทางด้านของหนานิและทหารหน่วยของหวังสุ่ยก็เตรียมพร้อมหยิบเอาอาวุธและของใช้ในการตรวจสอบพื้นที่ออกมา
หนานิกวาดสายตามองขึ้นไปบนต้นไม้และเห็นว่ามีบุคคลชุดดำยืนอยู่
บุคคลชุดดำนี้คือฉินซูที่เป็องครักษ์เงาที่คอยดูแลความปลอดภัยให้กับหนานิโดยเฉพาะ
ส่วนองครักษ์เงาคนอื่นๆจะเฝ้าอยู่ห่างจากหนานิพอสมควรและจะรวมตัวกันก็ต่อเมื่อหนานิเรียกเท่านั้น
ฉินซูทำสัญลักษณ์มือให้กับหนานิเพื่อบอกว่าพื้นที่โดยรอบไม่มีอันตรายแล้ว
อย่าลืมว่าองครักษ์เงาทั้งสิบสองคนนั้นต่างก็เป็ถึงยอดฝีมือระดับจักรพรดิยุทธ์ เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงเข้าออกเทือกเขามรณะได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ
หนานิพยักหน้ารับเบาๆก่อนที่จะมองดูเทือกเขามรณะว่าเป็อย่างไร
ระหว่างทางกลุ่มของหนานิได้สังหารสัตว์อสูรระดับหนึ่งหรือสองไปหลายตัวและเก็บรวบรวมชิ้นส่วนบางอย่างเพื่อนำไปขายเอาเงิน
ไม่นานนักกลุ่มของหนานิก็พบกับดอกไม้นภาครามซึ่งเป็เป้าหมายของภารกิจในครั้งนี้
ผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วยาม หนานิก็เก็บดอกนภาครามได้มากกว่าเจ็ดดอกแล้ว แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่พบกับดอกนภาครามอีกเลย
“ ดูเหมือนว่าพวกเราต้องเข้าไปลึกกว่านี้แล้วล่ะ ” หวังสุ่ยกล่าวพร้อมกับแววตาที่จริงจังขึ้น เนื่องจากยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเช่นกัน
เพียงแต่กลุ่มของหวังสุ่ยไม่รู้เลยว่าพื้นที่รอบๆตัวพวกเขาในระยะห้าลี้ไม่มีสัตว์อสูรระดับสี่หรือสูงกว่าอยู่แม้แต่ตัวเดียว เพราะพวกมันถูกกลุ่มองครักษ์เงาไล่ไปหมดแล้ว
“ เข้าก็เข้าสิหัวหน้า พวกเราเข้ามาในนี้หลายสิบครั้งแล้วก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย ” หลี่ฮุ้ยกล่าวพร้อมกับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
คนอื่นๆเองก็สนับสนุนให้เข้าไปด้วยเหมือนกัน เพราะพวกเขาได้รับชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับหนึ่งหรือสองหลายชิ้น แม้กระทั้งระดับสามก็ยังมี เพราะแบบนี้มันก็ทำให้พวกเขามีรายได้รวมไปถึงคะแนนทหารจำนวนมากด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆให้เข้าไปลึกกว่าเดิม หวังสุ่ยก็พยักหน้าแต่ก็ย้ำเตือนว่าถ้าหากเจออันตรายใดๆให้รีบพาหนานิและคนอื่นๆหนีไปก่อนเลย
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม หนานิก็เก็บดอกนภาครามครบสิบชิ้นแล้ว
“ เอาล่ะตอนนี้ก็ครบแล้วสินะ อย่างนั้นพวกเราก็กลับกันเถอะ ” หวังสุ่ยกล่าวขึ้น
ทั้งหมดก็กลับไปยังหมู่บ้านทมิฬก่อนที่จะเดินทางกลับค่ายทหาร
หลังจากที่ส่งภารกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนานิก็ไปหาหวังสุ่ยและลูกทีมของเขาเพื่อที่จะร่ำลาและยังบอกอีกว่าถ้าหากไปยังเมืองต้าฉินแล้ว เขาจะเลี้ยงสุราหวังสุ่ยและคนอื่นๆเอง
หลังจากที่ร่ำลากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนานิก็นั่งรถม้ากลับไปยังเมืองต้าฉิน
ระหว่างทางหนานิก็ได้สั่งให้รถม้าหยุดแวะข้างทางและบอกว่าเขาจะไปทำธุระสักหน่อย ให้ชิงหยินและชิงหลานรออยู่ที่นี้ก่อน
หนานิเดินห่างออกมาจากรถม้าก่อนที่จะเรียกฉินซู
“ พาข้าไปยังเทือกเขามรณะ ” หนานิกล่าวขึ้น
“ ขอรับนายท่าน ” ฉินซูตอบรับก่อนที่จะใช้ทักษะลับพาหนานิไปยังเทือกเขามรณะทันที
เมื่อมาถึงเทือกเขามรณะแล้ว หนานิก็ทำการเรียกหมาป่าจันทรา์และมู่สือจินให้ปรากฏตัวออกมา
หมาป่าจันทรา์มีรูปร่างใหญ่โตอย่างมาก มันสูงอย่างน้อยสามหรือสี่จั้ง ขนของมันเป็สีเงินดูงดงามอย่างมาก ที่หน้าผากของมันมีคำว่า์เขียนเอาไว้
ส่วนมู่สือจินเป็ชายชราที่ดูเหมือนกับบัณฑิต เขาสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มและยังมีดวงตาที่ดูเหมือนกับกระจกใสและเหมือนกับมองดูทุกๆอย่างออกทั้งหมด
หมาป่าจันทรา์ก็หมอบอยู่ด้านหน้าของหนานิ ส่วนมู่สือจินก็โค้งคำนับให้กับหนานิ
“ คาระวะนายท่าน ” หมาป่าจันทรา์และมู่สือจินกล่าวขึ้นพร้อมกัน
สำหรับสัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไปพวกมันสามารถพูดคุยภาษามนุษย์ได้และพวกมันก็มีความฉลาดอย่างมาก
“ หมาป่าจันทรา์เ้ามีชื่อหรือไม่? ” หนานิถามขึ้น
“ ข้าน้อยมีชื่อว่าเฉียนเทียนขอรับ ” เฉียนเทียนกล่าวขึ้น
“ แล้วเ้าสามารถแปลงกายเป็มนุษย์ได้หรือไม่? ” หนานิถามขึ้นอีกครั้ง
“ ได้ขอรับ ” เฉียนเทียนกล่าวพร้อมกับมีแสงสีเงินล้อมรอบร่างกายของมันก่อนที่มันจะกลายเป็บุรุษอายุประมาณสามสิบปี เส้นผมสีเงินงดงาม รูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตร
หนานิครุ่นคิดก่อนที่จะเรียกฉินตงให้มาพบ
ฉินตงก็เหมือนกับฉินซูที่เป็องครักษ์เงาของหนานิ อีกทั้งความแข็งแกร่งก็อยู่ในระดับจักรพรรดิยุทธ์ด้วยเช่นกัน
“ นายท่าน ” ฉินตงโค้งคำนับให้กับหนาิ
“ เ้าอยู่ที่นี้และคอยแนะนำสิ่งต่างๆให้กับเฉียนเทียนก่อนแล้วกัน จากนั้นค่อยกลับไปหาข้า ” หนานิกล่าวขึ้น
“ รับคำสั่งนายท่าน ” ฉินตงตอบรับ
จากนั้นหนานิก็มองไปยังมู่สือจินและกล่าวขึ้นว่า “ หลังจากนี้ไปมู่สือจินจะรับตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์เงา โดยมีอวี้เซียงเป็รองหัวหน้า ”
อวี้เซียงคือยอดฝีมือกระบี่เทวะ ที่มีความแข็งแกร่งระดับเซียนนภาขั้นสมบูรณ์ เขาถือว่าเป็หัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาของหนานิ เพียงแต่ตอนนี้มีมู่สือจินแล้ว ตำแหน่งหัวหน้าจึงส่งมอบให้กับมู่สือจินแทน
“ น้อมรับคำสั่งนายท่าน ” มู่สือจินตอบรับด้วยรอยยิ้ม
หลังจากที่จัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนานิก็ได้ให้ฉินซูพาเขาและมู่สือจินกลับไปยังรถม้า
“ ฉินซูหลังจากนี้เ้าก็แนะนำมู่สือจินก่อนแล้วกัน เนื่องจากเขาพึ่งถูกอัญเชิญมายังต้องเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากเ้า ” หนานิกล่าวขึ้น
“ ขอรับนายท่าน ” ฉินซูตอบรับ
หลังจากนั้นหนานิก็กลับไปที่รถม้าก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังสถาบันฉินเยี่ย
เมื่อกลับมาถึงที่บ้านพัก โหรวอวี้ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ นายท่านสนใจที่จะเข้าร่วมการประลองของสถาบันหรือไม่? ”
“ การประลอง? ” หนานิทวนคำด้วยความสงสัย
“ อีกสิบวันจะมีการประลองศิษย์ทั้งหมดเพื่อคัดเลือกศิษย์ที่แข็งแกร่งทั้งหมดสิบคนเพื่อไปประลองกับศิษย์ของสถาบันอื่นๆในแคว้นต้าฉิน ” โหรวอวี้อธิบาย
“ งั้นหรือ? อย่างนั้นข้าก็ไม่สนใจหรอก ” หนานิส่ายหน้า สำหรับเขาแล้วศิษย์ชั้นในและศิษย์หลักไม่มีค่าให้เขาใส่ใจด้วยซ้ำ
“ ข้าก็คิดอยู่แล้วว่านายท่านต้องปฏิเสธ ” โหรวอวี้หัวเราะเบาๆก่อนที่จะกล่าวต่อว่า “ จริงสินายท่านข้าได้ส่งคนไปซื้อที่ดินขนาดใหญ่แถวชานเมืองไว้แล้ว ที่ดินนั้นมีทั้งจวนขนาดใหญ่อยู่ด้วยซึ่งเหมาะที่จะให้ครอบครัวของนายท่านอาศัยอยู่ที่นี้ ”
หนานิพยักหน้ารับและกล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นก็ส่งคนไปทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนแล้วกัน ส่วนครอบครัวของข้าจะมาเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้วล่ะ ”
เนื่องจากตอนนี้ครอบครัวของหนานินั้นถือได้ว่าแข็งแกร่งมาก พวกเขามีทั้งราชันยุทธ์และปราชญ์ยุทธ์อยู่หลายคน
ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้พวกเขาสามารถอาศัยอยู่ในเมืองหลวงของอาณาจักรต้าเหยียนได้เลยด้วยซ้ำ แม้ว่าจะไม่ใช่ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวง แต่ก็คงไม่มีใครกล้าที่จะสร้างปัญหาให้กับตระกูลหนานอย่างแน่นอน
เพราะแบบนี้หนานิจึงจะส่งคนไปแจ้งหนานเฟยหยุนว่าเขา้าที่จะย้ายมาอยู่ที่เมืองต้าฉินหรือไม่ ถ้าหากไม่ย้ายก็ไม่เป็ไร เขาจะได้ใช้พื้นที่ตรงนั้นในการสร้างอย่างอื่นแทน