
หลังจากที่ทั้งสองคนเข้ามายังแคว้นดินแดนบ้านเกิดเอ้อเปียวแล้วก็ไปตามหาญาติของตัวเอง ณ ตอนนี้ก็เหลือเพียงพ่อของเอ้อเปียวที่แก่ชราส่วนพี่น้องคนอื่นก็ได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว เหลือเพียงพ่อที่ยังอยู่ตัดฝืนขายหาเลี้ยงชีพ ทันใดที่เอ้อเปียวเจอพ่อก็วิ่งเข้าไปกอด เอ้อเปียวกลับมาแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ เอ้อเปียวจริงๆหรอพ่อขอโทษนะที่ตอนนั้น ท่านพ่อไม่เป็รัยเ้าคะข้ากลับมาแล้วนี่ลูกสาวข้า สามีข้าเสียชีวิตแล้ว หลานข้าหรือพ่อของเอ้อเปียวถามใช่เ้าค่ะท่านพ่อ
เ้ามีอายุเท่าไหร่แล้ว 12 ปีแล้วเ้าค่ะ เ้าไปนานขนาดนี้เ้าไปอยู่ไหนมา ข้าไปอยู่แคว้นโจวมาเ้าค่ะ ที่นั่นต่างกับบ้านเรา บ้านเราแม้จะแห้งแล้งแต่ก็บอุ่นดี ลูกขอโทษนะท่านพ่อที่ลูกไม่เคยกลับบ้านเลยทั้งสองพ่อลูกพูดคุยกัน สักพักพ่อของเอ้อเปียวก็ให้ทั้งสองเข้าบ้าน และทำอาหารให้ทั้งสองกิน
องค์หญิงโจวอวี้หลิงเห็นสภาพบ้านและการเป็อยู่ที่ต่างกับที่เคยอยู่สุขสบายก็นั่งคิดและร้องไห้ออกมา บอกตัวเองว่า ข้าต้องมาอยู่ที่นี่ ที่แบบนี้ แล้วจริงๆสิคะ สักพักเอ้อเปียวก็มาเรียกกินข้าว ลูกหลิงกินข้าว
ทั้งสามคนนั่งกินข้าว แม้อาหารตะกอนไม่ลงก็ตามแต่ก็ต้องกินเพื่อความอยู่รอด
หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้านอน เอ้อเปียวปฎิบัติต่อองค์หญิงยังเหมือนเดิมองค์หญิงเลยพูดขึ้นมาว่า ท่านแม่ ต่อไปนี้ลูกเรียกว่าท่านแม่ ไม่ต้องปฎิบัติกับข้าอย่างองค์หญิงแล้วไม่มีองค์หญิงอีกแล้ว เราเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่
ข้าจะอดทน ทั้งสองพูดคุยกันสักพักก็เข้านอน
เช้าวันต่อมา เอ้อเปียวถามพ่อของตนว่าที่ดินที่มีอยู่ตอนนี้ไปไหนหมด พ่อจึงพูดขึ้นมาว่า ให้ชาวบ้านเขาเช่าทำนาปลูกข้าว ปีนี้เพาะปลูกไม่ดีเลยปล่อยร้างไม่มีใครดูแลแล้ว
เอ้อเปียวกับอวี่หลิงก็ไปดู ไปถางหญ้าเพื่อปลูกผัก ผลไม้ ทั้งสองคนใช้เวลา นับเดือนถึงจะถางหญ้าเตรียมดินและเพาะปลูก
และในตอนนั้นเององค์หญิงได้ััถึงชีวิตชนบทอย่างแท้จริงค่อยๆเรียนรู้ซึมซับจนในที่สุดก็ลืมเื่ราวที่ผ่านมา