“ผู้นำนิกายศิษย์ของท่านเมื่อไหร่จะมาถึง”
หนึ่งในอาจารย์ประจำตึกยันต์มองไปยังผู้นำนิกาย เขาอยากรู้ว่าลูกศิษย์ผู้นำนิกายที่เว้นที่ว่างให้ 1 ตำแหน่งหายหน้าไปไหน ทำไมถึงยังไม่เดินทางมาจุดนัดหมายที่พวกเขากำลังจะเดินทาง ตอนนี้อาจารย์ทั้ง 9 ท่านและศิษย์หลักอันดับ 1 - 9 มาถึงกันทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ตงฟางที่ยังไม่ปรากฎตัว อย่างไรก็ตามทุกๆคนที่กำลังถามหาตงฟางต่างมองจ้องไปยังทิศทางหนึ่งหลังจากได้ยินเสียงคนกำลังวิ่งมาทางพวกเขา
“อาจารย์ ข้ามาแล้ว ข้ามาแล้ว~!”
ตงฟางพยายามส่งเสียงร้อง ทว่าการร้องของเขากลับทำให้ทุกคนสงสัย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตงฟางปรากฎตัวต่อหน้าคนอื่นๆในสถาบันหลังจากหายไป 3 ปี แต่การปรากฎตัวของเขากลับสวมใส่หน้ากากปกปิดใบหน้าไม่ให้ใครมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา
“แกทำให้ทุกคนรอไอ้เด็กสารเลว”
“อาจารย์ข้าขอโทษ เมื่อครู่ข้าวิ่งไปดูบ้านตัวเองนึกว่าจะมีคนมาซ่อมให้ แต่ยังพังอยู่เหมือนเดิม”
“นี่แกยังจะมาห่วงบ้านอีก เอาล่ะขึ้นไปบนดาบบินได้แล้ว พวกเรากำลังจะออกเดินทางกัน”
“เดี๋ยวก่อนผู้นำนิกาย ศิษย์ของท่านเป็นตงฟางจริงๆหรือไม่ ข้ากลัวว่าเขาจะเป็นคนอื่นใช้สิทธิของตงฟางเข้าร่วม” เหล่าอาจารย์พลางสงสัยคนสวมหน้ากาก
“ให้ตายสิ พวกเจ้านี่ล่ะก็ ข้าไม่ให้คนนอกสวมสิทธิศิษย์สารเลวของข้าได้หรอก เอาล่ะตงฟางเปิดหน้าให้พวกเขาดูหน่อย แกจะสวมใส่หน้ากากไปทำไมกัน”
“ท่านอาจารย์ ข้ามีเหตุผล รับรองว่ามันจะทำให้ข้าเป็นจุดสนใจจนอาจจะถูกเลือกเข้าเรียนในวิหารสักแห่ง”
เหล่าอาจารย์ที่ได้ฟังล้วนอมยิ้ม ทางศิษย์หลักต่างกลั้นขำหลังจากได้ยินคำพูดของตงฟาง การเลือกรับศิษย์ของวิหารหากพวกเขาไม่เห็นความพิเศษจริงๆจะไม่มีใครได้เดินทางไปกับพวกเขาเหล่านั้น แม้ศิษย์หลักหลายคนจะโดดเด่นเมื่ออยู่ในสถาบัน หากไปเจอเข้ากับเหล่าคนที่มาจากวิหารพวกเขาก็เป็นได้เพียงแค่เศษดินเท่านั้นเมื่อต้องมาเจอเข้ากับพลังและความพิเศษที่เหนือกว่า
“งั้นนี่ เพื่อให้การเดินทางของเรารวดเร็วขึ้น”
ตงฟางถอดหน้ากากให้อาจารย์ทุกๆท่านเห็นใบหน้าที่แท้จริง เหล่าศิษย์สายในที่มารวมตัวกันเพราะอยากเห็นใบหน้าตงฟางว่าการหายไป 3 ปีเขาจะพัฒนามากน้อยแค่ไหนล้วนแล้วยืนตาค้าง กับความสมบูรณ์แบบบนใบหน้าที่ยากจะหาคนในเมืองเปรียบเทียบได้
“เอาล่ะ คงเข้าใจแล้วสินะว่าทำไมข้าถึงต้องปิดหน้า ยิ่งโตข้าก็รู้สึกว่าข้านั้นหล่อ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจข้านะ”
ทุกคนที่ได้ยินคำพูดของตงฟางต่างยืนอึ้ง แม้เขาจะหล่อแต่นิสัยแปลกๆของตงฟางยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนพูดถึงและไม่อยากมีใครเข้าใกล้ หากใบหน้าของเขาไปอยู่กับเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ ชายคนนั้นจะเป็นคนที่เพียบพร้อมเป็นอย่างมาก แต่ใบหน้าของตงฟางกลับมาอยู่ในตัวของคนบ้าในสายตาคนสถาบันเฟยเทียน ทำให้ศิษย์ผู้หญิงรู้สึกเสียของไม่น้อย
“อาจารย์ ข้าขึ้นดาบบินแล้วนะ ท่านทำไมไม่ขึ้นมาอีก”
ตงฟางกวักมือเรียกให้ผู้นำนิกายกระโดดขึ้นดาบบิน ได้เวลาแล้วที่พวกเขาจะออกเดินทาง ผู้นำนิกายที่รู้ตัวว่าเขาเองยังไม่ได้ขึ้นไป จึงป่าวประกาศให้ศิษย์มากมายช่วยกันดูแลสถาบัน ก่อนจะบังคับดาบบินให้พุ่งตรงไปยังทิศทางที่เมืองหลวงตั้งอยู่
“ข้าฝากพวกเจ้าดูแลสถาบันแทนข้าด้วย หากใครตามหาตงฟางบอกมันไปเมืองหลวงเลย เพื่อให้สถาบันเราคงอยู่ต่อไป”
เสียงผู้นำนิกายดังก้องลงมาจากท้องฟ้าทำเอาตงฟางหันมองด้วยใบหน้าเหวอ เขาไม่คิดว่าผู้นำนิกายจะรักเขามากจนบอกให้ศิษย์ออกไปประกาศข่าวให้ทุกคนในเมืองรู้ว่าตงฟางเดินทางออกจากสถาบันเฟยเทียนไปแล้ว
“อาจารย์ เรากำลังจะไปที่ไหนกันเหรอ สนามประลองมันจัดขึ้นที่ไหน ใจกลางเมืองหลวงเลยใช่ไหม”
ตงฟางใช้จังหวะที่ทุกคนนั่งนิ่งบนดาบบินคลานเข้าไปหาผู้นำนิกายที่กำลังบังคับดาบบินตรงไปยังเมืองหลวง
“ให้ตายสิ ข้าคิดไว้ไม่มีผิดว่าข้าจะต้องพูดอีกรอบ”
“อาจารย์ บอกข้าเถอะนะเรากำลังจะไปที่ไหน” ตงฟางทำหน้าตาออดอ้อน เหล่าอาจารย์ทั้ง 9 และศิษย์หลักต่างกุมขมับหลังจากพวกเขาเห็นท่าทางของตงฟาง มันไม่ต่างจากผู้นำนิกายของพวกเขาที่ชอบทำอะไรแปลกๆ อย่างเช่นปลอมตัวเป็นขอทานไปเดินเล่นในเมืองหลงไห่
“ก็ได้ข้าจะบอกเจ้าเอง สถานที่เรากำลังจะเดินทางไปคือหนึ่งในพื้นที่ของเมืองหลวง มันถูกเรียกว่าต้นสนแสนปี”
“ชื่อดูน่ากลัวมาก”
“ไม่ใช่แค่ชื่อหรอกนะ ต้นสนแสนปี เป็นต้นไม้ยักษ์อยู่มาแสนปีเหมือนชื่อของมันนั่นแหละ บนยอดของมันนั้นพิเศษเพราะเป็นหน้าตัดมีภูเขาหลายสิบลูกตั้งอยู่ด้านบนนั้น”
“ฮะ” ตงฟางตกใจตื่นหลังจากรู้ว่ามีภูเขาตั้งอยู่บนต้นไม้ เรื่องแบบนี้เขาเคยเห็นเพียงแค่ในนิยาย แม้จะมาจากโลกผู้ใช้พลังจิตเขาก็ยังไม่เคยเห็นสิ่งก่อสร้างที่ยกภูเขาหลายสิบลูกได้
“แล้วด้านบนเป็นยังไงบ้างเหรออาจารย์ หากเราเหยียบแล้วต้นไม้จะสั่นไหวไหม”
“ไม่เลยพื้นดินบนยอดต้นไม้ที่เราเหยียบต่อให้จะเป็นระดับจักรพรรดิวิญญาณปลดปล่อยพลังก็ไม่สามารถทำให้พื้นดินด้านบนถล่มลงมาได้”
“อาจารย์ ข้ามียันต์ระดับ 7 ช่วยเพิ่มความเร็วในการบิน ท่านอยากจะลองใช้งานมันไหม”
“งั้นเอามาลองดู”
ตงฟางค่อยๆคลานไปยังปลายดาบเพื่อส่องดูด้านล่าง เขาอยากรู้ว่าการเดินทางที่ใช้ความเร็วของระดับราชันขั้น 8 ของผู้นำนิกายจะทำให้เขาบินได้รวดเร็วมากแค่ไหน ตอนนี้ความเร็วการบินที่ตงฟางทำได้เทียบเท่ากับระดับราชันวิญญาณขั้น 9 เพียงเท่านั้น หากเขาไม่เพิ่มพลังจิตขึ้นมาเป็นเลเวล 8 ความเร็วของเขาจะช้ากว่าการวิ่งเพราะตอนนี้ร่างกายของเขาพัฒนาเกินพลังจิตไปแล้ว
“ทุกคนจับให้แน่นๆ ข้าจะลองใช้ยันต์เพิ่มความเร็วแล้ว”
บู้ม!
ความเร็วของดาบบินเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวหลังจากยันต์ระดับ 7 แปะลงไปบนดาบ ไม่เพียงแค่ความเร็วที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้นบนใบดาบยังปรากฎม่านพลังป้องกันลมไม่ให้ปะทะกับเหล่าคนที่นั่งอยู่ด้านบนจนทำให้การบินลู่ลมรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
—------------------------
“ผู้นำนิกายเรามีเวลาเดินทางกี่วัน”
ตงฟางที่นั่งอยู่บนดาบบินมาหลายวันเขารู้สึกกลัวตัวเองจะพลาดโอกาสต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นบนต้นสนแสนปี จึงอยากรู้วันจริงที่ใช้ต่อสู้ กลัวว่าจะบินไปไม่ถึงเพราะตอนนี้ 3 วันแล้วพวกเขายังไม่ถึงเขตของเมืองหลวงเลยสักนิดเดียว
“ไม่ต้องกลัว เรามีเวลาเหลือในการเดินทาง 2 วัน หากเราเดินทางผ่านเข้าไปในเขตเมืองหลวงการเดินทางจะรวดเร็วขึ้น”
“ทำไมถึงรวดเร็วขึ้นล่ะ”
“เดี๋ยวก็รู้เองเมื่อไปถึง เอาล่ะดูนั่น”
“อาจารย์ มันเป็นหมอกอะไร” ตงฟางไม่เคยเห็นหมอกหนาขนาดนี้มาก่อน มองไปทางซ้ายไกลสุดสายตาเขายังคงเห็นหมอก มองไปทางขวาเขาก็ยังเห็นหมอกเช่นเดียวกัน จึงรู้สึกตื่นเต้นและตกใจมากกับการที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าเข้าไปในหมอก
“มันเป็นเขตแดนที่ใช้แบ่งเขตของเมืองทั้ง 4 และเมืองหลวงออกจากกัน หากอยากเข้าไปในเขตของเมืองหลวงเราต้องผ่านป้อมปราการทางทิศตะวันตกเข้าไป”
“แล้วถ้าเราบินทะลวงหมอกไปเลยล่ะจะเกิดอะไรขึ้น” ตงฟางมองสูงขึ้นไปถึงก้อนเมฆ เขายังคงไม่สามารถหาจุดสิ้นสุดของกำแพงหมอกตรงหน้าได้
“หลงทาง มันเป็นหมอกที่ทำให้หลงทิศทาง กำเนิดขึ้นมาเองโดยพลังวิญญาณ การจะผ่านหมอกเหล่านี้หากไม่มีเข็มทิศพิเศษก็ไม่สามารถผ่านไปได้ ดังนั้นทางเดียวคือต้องเดินทางไปป้อมปราการเท่านั้น”
“เข็มทิศพิเศษ ที่เมืองหลวงมีขายไหม”
“ไม่ มันไม่ใช่ของที่คิดจะขายก็ขายได้ เข็มทิศพิเศษจะมีเพียงแค่นักเวทย์เท่านั้นที่ใช้งานมันได้”
“เดี๋ยวก่อนนะ งั้นก็หมายความว่ามีเพียงแค่นักเวทย์ใช่ไหมที่เข้าออกหมอกหนานี่ได้”
“ใช่ แต่ก็ต้องพกเข็มทิศมาด้วย แล้วนั่นทำไมถึงไม่ถามเลยล่ะว่านักเวทย์คืออะไร หรือว่าจะไปฟังใครเล่ามาแล้ว”
“อาจารย์ ข้าเคยได้ยินคนเล่ามาแล้ว พวกที่ไล่ล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนก็เล่าให้ฟังแล้ว พวกมันบอกว่าหากใครเป็นนักเวทย์ก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีก”
“อืม เอาล่ะ ข้าจะลงจากท้องฟ้าแล้วทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม”
ดาบบินค่อยๆลดระดับลงไปจากท้องฟ้ามุ่งหน้าไปยังป้อมปราการทิศตะวันตกของเมืองหลวง กระทั่งหยุดนิ่งกลุ่มคนจากสถาบันเฟยเทียนที่อยู่ด้านบนดาบก็ค่อยๆเดินลงมา
“ฟังนะ ต่อจากนี้ไปห้ามอวดเบ่ง จงยิ้มเข้าไว้ ถ้าเราก้าวผ่านป้อมปราการนี้ไปพวกเราก็เปรียบเสมือนเด็กในสายตาของพวกเขา แม้แต่ข้าก็เช่นเดียวกัน”
ทุกคนพยักหน้า เหล่าอาจารย์ที่เดินทางมาหลายครั้งพวกเขาต่างรู้ดีถึงสิ่งที่ผู้นำนิกายเอ่ยออกมา แม้พวกเขาจะเป็นระดับราชาวิญญาณสามารถใช้พลังข่มขู่กันกับสถาบันอื่นได้ กลับกัน การใช้พลังของพวกเขาที่เขตของเมืองหลวงมักจะลงเอยที่ชีวิตเพราะพวกเขาไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งอีกต่อไป
“พวกเรามาจากสถาบันเฟยเทียนเมืองหลงไห่ กำลังจะเดินทางไปยังต้นสนแสนปี นี่คือป้ายผ่านทางของพวกข้า”
ผู้นำนิกายนำป้ายหยกขึ้นมาชูด้านหน้าประตูบานใหญ่ยักษ์ปิดสนิทไม่สามารถมองทะลวงเข้าไปดูด้านในได้ กระทั่งเสียงของผู้นำนิกายสงบลงไป ทุกคนต่างยืนนิ่งเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรับรู้ถึงตัวตนพวกเขาหรือไม่ อย่างไรก็ตามประตูบานใหญ่ตรงหน้าก็เริ่มส่งเสียงบางอย่างให้รู้ว่ามันกำลังเปิดกลไกเพื่อให้คนที่อยู่ด้านหน้าผ่านเข้ามา
ตึง~!
“ไปกันเถอะ”
ผู้นำนิกายเดินนำไปข้างหน้า ตามมาด้วยอาจารย์และศิษย์หลักที่จะนำไปเข้าร่วมการแข่งขัน ตงฟางที่มองผ่านประตูเข้าไปเจออุโมงสีดำทอดยาวไปไกลหลายกิโลเมตรจนเห็นแสงลิบหรี่ที่ปลายอุโมงนั้น เขาก็สามารถวัดขนาดความกว้างของหมอกด้านนอกได้ว่ามันหนาเป็นกิโลเมตร กระทั่งพวกเขาใช้ความเร็วพุ่งตัวมาจนถึงปลายทางเดินก็พบเข้ากับต้นไม้ขนาดใหญ่หลายพันต้นตั้งอยู่เบื้องหน้า
ฟู่ว~!
สิ่งแรกที่ทำให้ตกฟางตกใจคือขนาดของภูเขาและต้นไม้ต่างจากคนอื่นที่ตกใจกับพลังวิญญาณรอบๆที่สัมผัสได้ เนื่องจากมันเข้มข้นไม่ต่างจากบนยอดเขาที่เหล่าอาจารย์พักอาศัยเลยทั้งๆที่พวกเขาพึ่งก้าวเข้าสู่เขตเมืองหลวงที่เรียกได้ว่าเป็นชายแดน
“อาจารย์หากศิษย์สถาบันเฟยเทียมมาบ่มเพาะที่นี่คงสามารถเลื่อนระดับได้เร็วมากๆ”
“ใช่ แต่ใครจะบ้ามาเสี่ยงที่นี่กัน การที่พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังวิญญาณหนาแน่น มันกลับแลกมาด้วยความอันตรายที่น่ากลัว เอาล่ะขึ้นดาบบินเราจำเป็นต้องเดินทางอีกครึ่งวันเพื่อไปให้ถึงค่ายกลเคลื่อนย้ายที่จะส่งเราไปยังต้นสนแสนปี”
เหล่าอาจารย์และศิษย์หลักกระโดดขึ้นไปบนดาบบินเพื่อเดินทางต่อไป ตงฟางที่สัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตรอบๆเขาต่างก็ตกใจเพราะสัตว์อสูรระดับ 6 สุดแสนจะหายากในเมืองหลงไห่หรือจะเป็นเมืองไหนก็ตาม กลับมีเต็มไปหมด ไม่ว่าจะมองไปยังทิศเหนือหรือใต้ ล้วนเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับ 6 และ 7 อาศัยอยู่เป็นกลุ่มสุดแสนจะน่ากลัว